วันอาทิตย์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

“โรคพราเดอร์-วิลลี่” (Prader-Willi syndrome, PWS)

 ลองสำรวจดูสิคะว่าพัฒนาการของลูกรักของคุณเป็นยังไง หากทารกน้อยหลับมาก ไม่ค่อยกิน น้ำหนักขึ้นน้อย เมื่ออายุได้ 6-9 เดือน จึงจะเริ่มตื่นตัวดี เริ่มกินได้ และกินมากเกินไป เนื่องจากไม่รู้จักอิ่ม ร่างกายจึงอ้วนผิดปกติ และมีพัฒนาการสติปัญญาล่าช้า นั่นเป็นไปได้ว่าเบบี๋ของคุณป่วยด้วย “โรคพราเดอร์-วิลลี



เป็นโรคหายากที่พบมากในบ้านเรา โดยโรคหายากมีทั้งหมดกว่า 7,000 โรค แม้แต่ละโรคอัตราการเกิดต่อโรคจะน้อย แต่เมื่อรวมผู้ป่วยโรคหายากทั้งหมดแล้วถือว่ามีจำนวนมาก

หากวินิจฉัยไม่ทันจะก่อให้เกิดความรุนแรงเรื้อรัง และอาจเสียชีวิตภายในขวบปีแรก (โรคเหล่านี้จะส่งผลต่อระบบสมอง ถ้ารักษาไม่ทัน อาจทำให้สมองถูกทำลายถาวร)




“โรคพราเดอร์-วิลลี่” (Prader-Willi syndrome, PWS)


“พราเดอร์-วิลลี” โรคที่ทำให้เบบี๋กล้ามเนื้ออ่อนแรงเป็นโรคที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดทำให้เด็กมีปัญหากล้ามเนื้ออ่อนแรง ส่งผลให้ไม่มีแรงในการดูดนม มีการเจริญเติบโตที่ต่ำกว่าเกณฑ์ จากนั้นพอเข้าสู่ช่วงวัยทารกตอนปลาย เด็กจะมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงขึ้น เริ่มเดินได้และเริ่มอยากหม่ำอาหาร และกินตลอดเวลา กินไม่รู้จักอิ่ม อันเกิดจากความผิดปกติของสมองส่วนไฮโปทาลามัส ส่งผลให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นมาก นำไปสู่ปัญหาจากความอ้วน เช่น โรคเบาหวาน โรคทางเดินหายใจอุดกั้นขณะหลับ โรคปอด โรคหัวใจโต เป็นต้น

Mother and her baby

ส่วนลักษณะอาการอื่น ๆ ได้แก่ ทารกจะตัวอ่อน มักนอนนิ่ง ๆ ร้องเสียงเบา ๆ แต่อาการตัวอ่อนจะดีขึ้นเรื่อย ๆ ภายใน 6 เดือน มีพัฒนาการช้าด้านกล้ามเนื้อและด้านภาษา สำหรับพัฒนาการด้านสติปัญญานั้นขึ้นอยู่กับไอคิวของตัวเด็กเอง ถ้าเด็กคนไหนที่ไอคิวต่ำ ก็จะมีพัฒนาการที่ต่ำกว่าปกติ ถ้าไอคิวสูง ก็จะมีพัฒนาการที่ดีขึ้นมาในระดับหนึ่ง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับตัวพ่อแม่จะต้องช่วยกระตุ้นพัฒนาการของเด็กด้วย

วิธีการดูแลเด็กกลุ่มนี้ที่ดีสุดคือ…

การส่งเสริมพัฒนาการของเด็กในช่วงที่ยังช่วยตัวเองไม่ได้ พร้อมรับการดูแลจากแพทย์อย่างใกล้ชิดเพื่อที่จะปรับในเรื่องโภชนาการต่างๆ เพราะในช่วงนี้จะเป็นช่วงที่มีภาวะโภชนาการที่ต่ำกว่าปกติ และเมื่อเด็กโตขึ้นมาจะต้องดูแลเรื่องของอาหาร ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินและเลือกทานอาหารที่ไขมันต่ำ เนื่องจากเด็กกลุ่มนี้ต้องการพลังงานเพียงร้อยละ 50 เท่านั้นหากเทียบกับเด็กปกติ

โรคนี้ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้จึงต้องดูแลในเรื่องของการกินและการควบคุมอาหารแทนเพื่อไม่ให้เด็กเกิดภาวะอ้วน

วันพฤหัสบดีที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2564

โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงในเด็ก SMA


 โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงในเด็ก SMA

*โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงในเด็ก เป็นโรคทางพันธุกรรมที่พบมากเป็นอันดับ 2 รองจากโรคธาลัสซีเมีย เกิดจากความเสื่อมของ Motor neuron ทำให้สูญเสียการส่งสัญญาณจากไขสันหลังไปยังกล้ามเนื้อ
*เด็กช่วงอายุแรกเกิดถึง 6 เดือน ที่เป็นโรคนี้ มักมีโอกาสมีชีวิตอยู่รอดได้ไม่เกิน 2 ปี เท่านั้น
*การตรวจคัดกรองโรคทางพันธุกรรมและการตรวจยีนพาหะโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงก่อนมีบุตร เป็นวิธีหนึ่งที่สามารถช่วยป้องกันการเกิดโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงได้
โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง Spinal Muscular Atrophy (SMA)
เป็นโรคที่มีสาเหตุเกิดจากความเสื่อมของ Motor neuron ส่งผลให้เกิดการสูญเสียการส่งสัญญาณจากไขสันหลังไปยังกล้ามเนื้อ เป็นโรคทางพันธุกรรมที่พบมากเป็นอันดับ 2 รองจากโรคธาลัสซีเมีย
ชนิดของโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง SMA
โรคนี้พบได้ตั้งแต่ในวัยทารก จนถึงวัยผู้ใหญ่ หากแสดงอาการตั้งแต่วัยทารกจะมีความรุนแรงสูงกว่า โดยโรคนี้แบ่งเป็น 4 ชนิด คือ
โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง SMA Type I :
ชนิดนี้มีความรุนแรงมาก อาการจะแสดงตั้งแต่ช่วงแรกเกิด – 6 เดือน โดยผู้ป่วยเด็กในช่วงอายุนี้จะไม่สามารถนั่งได้ และเด็กกลุ่มนี้มีโอกาสที่จะมีชีวิตอยู่รอดได้ไม่เกิน 2 ปี เนื่องจากการทำงานของกล้ามเนื้อในการหายใจอ่อนแรง จนทำให้การหายใจผิดปกติ
โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง SMA Type II :
มีความรุนแรงปานกลาง แสดงอาการในช่วง 7 – 8 เดือน ผู้ป่วยเด็กในช่วงอายุนี้จะยืนไม่ได้ สามารถมีชีวิตอยู่รอดไม่เกิน 2 ปี เช่นกัน
Type III :
จะมีความรุนแรงน้อย และจะแสดงอาการในช่วงอายุหลัง 18 เดือนเป็นต้นไป
Type IV :
มักแสดงอาการในช่วงอายุ 18 ปีขึ้นไป ในระยะยาวผู้ป่วยอาจต้องนั่งรถเข็นเมื่ออายุราว 50 – 60 ปี
ผู้ป่วยที่เป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษทั้งการดูแลการหายใจ กล้ามเนื้อปอด ระบบประสาท กระดูก ข้อต่อ รวมถึงการทำกายภาพบำบัดและโภชนาการที่ถูกต้อง เด็กที่เป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงสามารถปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญเพื่อเข้ารับการรักษาด้วยเครื่องมือที่ช่วยฟื้นฟูสมรรถภาพของกล้ามเนื้อ อันเกิดจากความผิดปกติของระบบสมอง ไขสันหลัง กระดูกและกล้ามเนื้อได้
การป้องกัน โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงในเด็ก
โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงสามารถป้องกันได้ด้วยการตรวจคัดกรองโรคทางพันธุกรรม รวมทั้งการตรวจยีนพาหะโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงก่อนมีบุตร เพราะโรคนี้เกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรมผ่านยีนด้อย ถ้าพ่อ-แม่ต่างเป็นพาหะ บุตรก็จะมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้ถึง 1 ใน 4
การตรวจยีนโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงในปัจจุบันเป็นเรื่องที่ง่ายและไม่ยุ่งยาก สามารถตรวจได้โดยการเจาะเลือด และสามารถทราบผลได้ภายใน 1 เดือน เพื่อให้แน่ใจว่าคุณพ่อหรือคุณแม่เป็นหรือไม่ได้เป็นพาหะ จะได้มั่นใจหรือวางแผนในการมีลูกต่อไปได้อย่างถูกต้องมีประสิทธิภาพ
6 ม.ค.2560 เอฟดีเอหรือองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (Food and Drug Administration: FDA) ประกาศอนุมัติการขายและให้ยา Spinraza หรืออีกชื่อหนึ่งคือ Nusinersen เป็นครั้งแรก เพื่อรักษาโรคเส้นประสาทไขสันหลังเสื่อม หรือ SMA: Spinal Muscular Atrophy ซึ่งเป็นโรคทางพันธุกรรมที่ทำให้กล้ามเนื้อทั่วร่างกายอ่อนแรง รวมถึงกล้ามเนื้อของอวัยวะภายในต่างๆ ด้วย แม้จะหายาก แต่โรคนี้นับได้ว่า เป็นโรคที่คร่าชีวิตเด็กทารกติดอันดับต้นๆ รวมทั้งในประเทศไทยด้วย
SMA โรคหายากแต่พบเจอง่าย
โรค SMA เกิดขึ้นในเด็กแรกเกิด 1 ต่อ 10,000 คน ส่งผลทำให้เกิดการส่งนำประสาทที่ไม่สมบูรณ์ จนร่างกายอ่อนแรง และขยับไม่ได้ โรคนี้มี 4 ขั้น วัดจากความรุนแรงของโรค เช่น เด็กที่เป็นขั้นที่ 1 จะไม่สามารถนั่งหรือแม้แต่หายใจได้ ในขณะที่เด็กที่เป็นขั้นที่ 4 อาจแทบไม่ได้รับผลกระทบใดเลย อย่างไรก็ดี คนที่เป็นโรคนี้ แม้จะเป็นในขั้นที่อาการไม่หนัก แต่ก็มีแนวโน้มว่า อาการจะแย่ลงอย่างช้าๆ เมื่ออายุเพิ่มขึ้น
หากอธิบายอย่างง่าย ร่างกายของคนทั่วไปจะมียีน 2 ตัว ที่ผลิตโปรตีนเพื่อควบคุมระบบประสาทสั่งการกล้ามเนื้อ ได้แก่ SMN1 ตัวหลัก และ SMN2 ตัวสำรอง (SMN: Survivor Motor Neuron Genes) โรค SMA เกิดจากการไม่มียีน SMN1ที่ผลิตโปรตีนเรียกว่า เซอไวเวอร์ มอเตอร์ นิวรอน โปรตีน (Survivor Motor Neuron Proteins) เพื่อควบคุมระบบประสาทที่ควบคุมกล้ามเนื้อ เมื่อไม่มีจึงทำให้ไม่สามารถสั่งการกล้ามเนื้อได้ ร่างกายจึงอ่อนแรงและสูญเสียความสามารถในการเคลื่อนไหว
อย่างไรก็ดี คนที่เป็นโรค SMA จะมี SMN2 ซึ่งเป็นตัวสำรองอย่างน้อย 1 ก๊อปปี้ จึงอาจเรียกได้ว่า ยีนนี้เป็น ‘ยีนสำรอง’ เพราะยีน SMN2 ในคนที่เป็นโรค SMA ทำหน้าที่แทน SMN1 แทบทุกอย่าง ซึ่งรวมถึงการสร้างโปรตีนในร่างกายทั้งหมดด้วย
‘ยา’ ความหวังของครอบครัว SMA
ตลอดเวลาที่ผ่านมา พ่อแม่อาจรู้จักโรค SMA ว่า เป็นโรคแห่งการรอความตาย หรือโรคที่รักษาไม่หาย เพราะอาการที่เกิดขึ้นมักรุนแรง และเด็กที่เป็นมักเสียชีวิตก่อนเป็นวัยรุ่น ยาที่เกิดขึ้น ถึงแม้จะไม่ได้รักษาตัวโรคให้หายขาด แต่ก็นับว่าเป็นความหวังที่เริ่มต้นได้สวยสำหรับครอบครัว SMA
ยานี้ถูกปล่อยออกมาในชื่อ Spinraza ภายใต้การทดลองและควบคุมของบริษัท ไอโอนิส ฟาร์มาซูติคอล (Ionis Pharmaceuticals) ร่วมกับบริษัท ไบโอเจน (Biogen) โดย Spinraza เป็นที่รู้จักครั้งแรกในชื่อ IONIS-SMNRx และ nusinersen และชื่อปัจจุบันตามลำดับ
หลังการประกาศของเอฟดีเอ นอกจากจะสร้างความยินดีแก่ครอบครัว นักวิจัย บริษัทยาและองค์การอาหารและยาแล้ว ยังเหมือนเป็นความสำเร็จแรก หลังจากมีความพยายามในการรักษาโรคนี้อย่างยาวนาน จากผลการทดลองในเด็กเล็ก 82 คน ได้รับยาจริงและยาหลอกอย่างละครึ่ง พบว่าร้อยละ 40 มีพัฒนาการที่ดีขึ้น เช่น สามารถนั่งได้ คลานได้หรือเดินได้ นอกจากนี้ ยายังสามารถใช้ได้กับผู้ป่วย SMA ทุกคนในทุกช่วงวัย โดยไม่มีข้อบ่งชี้เพิ่มเติม
“เป็นเรื่องน่ายินดีมาก เป็นเวลานานแล้วที่เราเฝ้ารอการรักษาของโรค SMA ซึ่งเป็นโรคทางพันธุกรรมที่คร่าชีวิตทารกแรกเกิดมากที่สุด นอกจากนี้มันยังเกิดกับคนได้ทุกช่วงวัย ซึ่งก่อนหน้านี้มีความพยายามอย่างมากเพื่อให้นักวิจัยศึกษาหาทางรักษาโรคดังกล่าว” บิลลี ดัน ผู้อำนวยการศูนย์โรคระบบประสาทเพื่อการพัฒนาและวิจัยยาของเอฟดีเอกล่าว
การต่อสู้ที่ยาวนานของชุมชนผู้ป่วย SMA
จิล จาเรคคี ผู้บริหารระดับสูงของเว็บไซต์ Cure SMA กล่าวว่า เหตุการณ์นี้เป็นแลนมาร์คที่สำคัญของความทรงจำเกี่ยวกับ SMA ในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา เว็บไซต์และครอบครัวผู้ป่วยพยายามอย่างมากเพื่อผลักดันให้เกิดยารักษา และต้องการที่จะแชร์ความสำเร็จนี้ออกไปให้มากที่สุด เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ที่ได้รับผลกระทบ
เว็บไซต์สนับสนุนทุนในการวิจัยโรค ตั้งแต่ปี 2003 เพื่อให้โรคนี้เป็นที่รู้จักในกลุ่มนักวิจัย โดยมีนักวิจัยจากหลายที่ร่วมกัน หนึ่งในนั้นได้แก่ ราวินดรา สิงห์ และเอลเลียต แอนโดรฟี จากมหาวิทยาลัยแมซซาชูเซส ซึ่งเป็นโรงเรียนแพทย์ พวกเขาหาสาเหตุและระบุชนิดของยีนที่เป็นปัญหา ได้แก้ยีน ISSN1 ซึ่งผลการวิจัยนี้ เป็นต้นกำเนิดของยาสปินราซา ภายใต้ชื่อของบริษัท ไอโอนิส ฟาร์มาซูติคอล
นอกจากนี้ ผู้ร่วมพัฒนาคนสำคัญอย่างไบโอเจน ก็เป็นส่วนสำคัญทั้งในด้านการพัฒนาและควบคุมการทดลองซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกและทำให้การวิจัยเป็นไปได้อย่างราบรื่น นอกจากนี้ไบโอเจนยังมีฐานข้อมูลที่แน่นหนาซึ่งช่วยซัพพอร์ทงานวิจัยได้ รวมทั้งการพัฒนานี้จะสำเร็จไปไม่ได้ หากขาดอาสาสมัครและครอบครัวที่เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในขั้นตอนการทดลองยา ทั้งกลุ่มที่ใช้ยาจริง และยาปลอม
ตั้งแต่ปี 2003 Cure SMA ได้รับเงินกว่า 500,000 ดอลล่าสหรัฐฯ จากคนทั่วไป เพื่อสนับสนุนการวิจัยยาสำหรับผู้ป่วย SMA กระทั่ง ก.ค.2010 บริษัท Ionis หรือที่ในตอนนั้นชื่อว่า Isis Pharmaceuticals ก็ได้รับอนุญาตให้เริ่มคิดค้นและทดสอบยาดังกล่าว และมีการทดลองในขั้นที่ 1 ในอีกปีต่อมา ไบโอเจนได้เข้ามาร่วมเป็นพาร์ทเนอร์ในการทดลองเมื่อปี 2012 และยาได้ก้าวเข้าสู่การทดลองขั้นที่ 2 ในอีกหนึ่งปีถัดมา ตลอดช่วงปี 2013- 2016 บริษัทได้ทำการทดลองอย่างหนัก และมีการทดลองจริงกับเด็กที่ป่วยด้วยโรค SMA ทั้งชนิดที่ 1 และ 2 และในเดือน ก.ย. 2016 ยาตัวนี้ก็ถูกส่งรอการพิจารณาใช้จากเอฟดีเอและได้รับการอนุมัติให้ใช้รักษาเมื่อวันที่ 23 ธ.ค.ที่ผ่านมา
Spinraza พัฒนาโดยบริษัท Ionis Pharmaceuticals ภายใต้ใบอนุญาตของบริษัทไบโอเจน แม้ราคาของยาจะไม่ถูกเปิดเผย แต่ก็มีการคาดการณ์ว่า จะอยู่ระหว่าง $225,000 ถึง $250,000 ต่อปี อ้างอิงจากบทความของ ไมเคิล ยี นักวิเคราะห์ของอาร์บีซี ที่วิเคราะห์ว่า ยาตัวนี้จะเป็นยาที่เจาะตลาดและน่าจะทำตลาดได้ดีในกลุ่มยาโรคหายาก ซึ่งทางบริษัทผู้ผลิตเองก็ให้คำมั่นด้วยว่า นอกเหนือจากผลิตยาแล้ว ยังจะทำหน้าที่เป็นผู้ให้คำปรึกษาเรื่องโรค เรื่องยา การทำประกันและที่ปรึกษาทางการเงิน
แม้จะน่ายินดี แต่ Spinraza ก็ยังมีผลข้างเคียง อ้างอิงจากข้อมูลรายงานของเอฟดีเอที่ระบุว่า ให้ใช้ยาอย่างระมัดระวังหากมีภาวะเกล็ดเลือดต่ำ เพราะยานี้อาจเพิ่มภาวะการไหลของเลือด และเกิดภาวะไตเป็นพิษ จึงต้องได้รับการตรวจค่าโปรตีนก่อนที่จะได้รับยาในแต่ละโดส นอกจากนี้ยังพบว่า กลุ่มผู้ป่วยที่รักษาด้วยยามีแนวโน้มที่จะมีภาวะปอดติดเชื้อมากขึ้น เมื่อเทียบกับอีกกลุ่มที่ไม่ได้รับยา ซึ่งผลข้างเคียงเหล่านี้อาจทำให้หลายคนกังวลใจ
อย่างไรก็ดี ไอโอนิส ผู้ผลิตกล่าวว่า ในการทดลอง ยาดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบต่อระบบไหลเวียนเลือดมากพอจนทำให้เกิดผลข้างเคียงต่ออวัยวะ เช่น ไต หรือระบบเลือด และไม่มีผลทำให้เกิดภาวะไตเป็นพิษ นอกจากนี้บริษัทได้อธิบายถึงการพบโปรตีนในปัสสาวะและภาวะปอดติดเชื้อว่า โปรตีนของผู้ป่วยที่รับการรักษาด้วยยานั้นจะมีอายุยืนยาวกว่า จนทำให้ดูเหมือนว่า พวกเขาประสบปัญหาปอดติดเชื้ออยู่เรื่อยๆ

วันเสาร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2564

ผ้าอาบน้ำฝนประจำปี2564


 เรียนเชิญร่วมจาริกบุญ กราบทำวัตร ถวายผ้าอาบน้ำฝน เทียนพรรษา และปัจจัยไทยธรรมพ่อแม่ครูอาจารย์ ๙ วัด

ระหว่างวันที่ ๒๔ - ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๖๔
คำถวายผ้าอาบน้ำฝน
อิมานิ มะยัง ภันเต, วัสสิกะสาฏิกานิ, สะปะริวารานิ,
ภิกขุสีละวันตัสสะ, โอโณชะยามะ, สาธุ โน ภันเต, ภิกขุ สีละวันโต,
อิมานิ วัสสิกะสาฏิกานิ, สะปะริวารานิ, ปะฏิคคันหาตุ,
อัมหากัง, ทีฆะรัตตัง, หิตายะ, สุขายะ, นิพพานะปัจจะโยโหตุ.
ข้าแต่พระภิกษุผู้ทรงศีลผู้เจริญ, ข้าพเจ้าทั้งหลาย, ขอน้อมถวาย,ผ้าอาบน้ำฝน-กับบริวารทั้งหลายเหล่านี้,
แด่ท่านผู้ทรงศีล,ขอพระภิกษุผู้ทรงศีลโปรดรับ, ผ้าอาบน้ำฝน กับทั้งบริวารทั้งหลายเหล่านี้, ของข้าพเจ้าทั้งหลาย,
เพื่อประโยชน์,และความสุข,แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย สิ้นกาลนานและเป็นปัจจัย-แห่งพระนิพพานด้วยเทอญ.
ผ้าอาบ (ผ้าวัสสิกสาฎก)
ผ้าอาบน้ำฝน คือ ผ้าสำหรับใช้นุ่งในเวลาอาบน้ำฝนหรืออาบน้ำทั่วไป ผ้าอาบแบบนี้จะทำมาจากผ้าดิบ มาย้อมด้วยสีดินแดง ซึ่งตามพระวินัยแล้วจะไม่ให้ย้อมเป็นสีจีวร มีความกว้างประมาณ 1 หลา ยาว 2 หลา พับและเย็บริมกันผ้ายุ่ย ข้อดีของผ้าอาบน้ำฝน คือ มีความทนทาน เนื้อผ้าไม่บาง นุ่งห่มแล้วไม่โป๊ นอกจากพระป่าจะใช้ผ้าชนิดนี้นุ่งสรงน้ำแล้ว ก็ยังใช้นุ่งในเวลาทำข้อวัตรแทนสบง เพราะเป็นการรักษาสบง
เพราะการทำข้อวัตร ได้แก่ การกวาดลานวัด ตักน้ำ ทำความสะอาดวัด ผ่าฟืน จนไปถึงการทำงานก่อสร้าง ซึ่งเป็นงานที่ต้องเสี่ยงกับความสกปรก อาจเลอะสบง การนุ่งซ้อนกับสบงเพื่อไว้เป็นซับใน คลุมตักในเวลาฉันกันจีวรเลอะ เป็นผ้าเช็ดบาตร เป็นต้น ซึ่งผ้าอาบน้ำนอกจากพระจะใช้ในช่วงเข้าพรรษาแล้ว ภายหลังจากออกพรรษา พระท่านจะถอนผ้าให้เป็นผ้าบังสุกุลก่อน แล้วจึงอธิษฐานผ้าใหม่ให้เป็นผ้าบริขาร เพื่อจะใช้ผ้านั้นได้ตลอดไป
ถ้าหากท่านใดจะถวายนอกฤดูถวายผ้าอาบน้ำฝน ก็พึงถวายเป็นผ้าบังสุกุล
ผ้าวัสสิกสาฏก หรือ ผ้าจำนำพรรษา – ผ้าอาบน้ำฝน คือ ผ้าสำหรับใช้นุ่งเวลาอาบน้ำฝน เรียกว่า ผ้าอาบน้ำฝน
ในพุทธกาลพระภิกษุสงฆ์จะไม่มีผ้าอาบน้ำฝน ดังนั้นเมื่อพระภิกษุสงฆ์จะสรงน้ำจึงต้องเปลือยกายเป็นที่ไม่น่ามองของผู้มาพบเห็นเมื่อนางวิสาขามาพบเข้าก็ได้ทูลขอพระบรมพุทธานุญาตจากพระพุทธเจ้าให้พระสงฆ์ได้มีผ้าอาบน้ำสำหรับเปลี่ยนเวลาสรงน้ำในระหว่างฤดูฝน ซึ่งพระพุทธเจ้าก็ทรงอนุญาตตามที่นางวิสาขาขอ ดังนั้นนางวิสาขาจึงเป็นสตรีคนแรกที่ได้ถวายผ้าอาบน้ำฝนหรือผ้าวัสสิกสาฏก ให้แก่พระสงฆ์ในวันเข้าพรรษา
ประเพณีถวายผ้าอาบน้ำฝน เป็นประเพณีมาตั้งแต่โบราณกาล ในครั้งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ได้ตรัสให้พระภิกษุสงฆ์ทั้งหลายแสวงหาผ้าอาบน้ำฝน ตั้งแต่แรม 1 ค่ำ เดือน 7 ไปจนถึงเดือน 8 ขึ้น 15 ค่ำ และทรงอนุญาตนุ่งหุ่มได้ตั้งแต่ แรม 1 ค่ำเดือน 8 ไป และห้ามมิให้พระภิกษุสงฆ์แสวงหาผ้านุ่งห่มเลยไปจากทรงอนุญาตไว้
เมื่อทรงกำหนดไว้ดังนี้แล้วครั้งถึงเวลาบรรดาพุทธศาสนิกชน จึงชวนกันบริจาคทรัพย์ของตน และจัดหาผ้าอาบน้ำฝนนำไปถวายพระภิกษุสงฆ์ที่วัด ทั้งนี้เพื่อมิให้พระภิกษุสงฆ์ต้องกังวลในเรื่องการแสวงหา จะได้ตั้งหน้าประพฤติสมณธรรมโดย มิต้องกังวลจึงเป็นอานิสงส์อย่างหนึ่งที่ควรจะประกอบ เพื่อจรรโลงศาสนาให้รุ่งเรืองถาวรสืบไป
*ร่างกำหนดการเดินทาง 24-26 กค.64*
เสาร์ 24 กรกฏาคม 64 (วันอาสาฬหบูชา)
ธรรมวิภาวัน-วัดพระธาตุฝุ่น
04.30น. ออกเดินทางจากธรรมวิภาวัน
07.00น. สนส.ทรัพย์สวนพลู ท่าน อจ.สมภพ อภิวัณโณ (1)
10.00น วัดบึงลัฏฐิวัน ท่านอจ.โสภณ โอภาโส (2)
12.00น. รับประทานอาหาร
20.00น. วัดพระธาตุฝุ่น หลวงตาเลื่อน โอภาโส (3)
อาทิตย์ 25 กรกฏาคม 64 (วันเข้าพรรษา)
วัดพระธาตุฝุ่น-วัดป่าศรัทธาถวาย
07.30น. ถวายจังหัน
10.00น. วัดป่าบ้านตาด ท่านพอ.สุธรรม สุธัมโม (4)
11.300น. วัดป่าภูหินร้อยก้อน ท่านพอ.สุนทร ฐิติโก (5)
12.30น. รับประทานอาหาร
13.30น. วัดป่าหนองแซง หลวงปู่เสน ปัญญาธโร (6)
14.30น. รพ.หนองวัวซอ
17.00น. วัดพระพุทธบาทบัวขาว พอ.ประมวล สมปุญโญ (7)
18.00น. วัดป่าศรัทธาถวาย ครูจารย์บุญมี ธัมมรโต
จันทร์ 26 กรกฏาคม 64
วัดป่าศรัทธาถวาย-ธรรมวิภาวัน
04.30น. ใส่บาตร- วัดถ้ำสหาย หลวงปู่จันทร์เรียน คุณวโร (😎
07.00น. ใส่บาตร- ถ้ำเต่า (9)
11.30น. รับประทานอาหาร
18.30น. ธรรมวิภาวัน
เรียนเชิญร่วมจาริกบุญ กราบทำวัตร ถวายผ้าอาบน้ำฝน เทียนพรรษา และปัจจัยไทยธรรมพ่อแม่ครูอาจารย์ ๙ วัด
ระหว่างวันที่ ๒๔ - ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๖๔
คุณสมบัติผู้ร่วมจาริกบุญครั้งนี้
1. รับเฉพาะผู้ที่ได้ฉีดวัคซีน AZ อย่างน้อย 1 เข็ม หรือวัคซีนซิโนแวคครบ 2 เข็ม และต้องฉีดแล้วไม่น้อยกว่า 3 สัปดาห์ก่อนเดินทาง
2. สำรวมกาย วาจาใจ การเดินทางครั้งนี้คือการมาภาวนา
3. แต่งกายสุภาพ เสื้อขาว กางเกงขายาว หรือผ้าถุงสีดำ/น้ำเงิน
4. เป็นผู้อยู่ง่าย ทานง่ายดูแลช่วยเหลือผู้ร่วมคณะ
6. กลางคืนพักภาวนาที่วัด โปรดเคารพสถานที่ของพ่อแม่ครูอาจารย์,
รักษาความสะอาด ความสงบของสถานที่
7. วันพระนั่งภาวนาตลอดคืน
เดินทางโดยรถตู้ รับไม่เกิน 15 คน มีค่าใช้จ่ายคนละ 2000 บาท
มูลนิธิจะจัดไทยธรรมถวาย 24 วัด หากประสงค์จะส่งของมาร่วมทำบุญถวายวัดด้วย จำนวน 24 ชุด ส่งมาที่มูลนิธิดวงแก้ว 1/2 ซ.กันตะบุตร 23 ต.ปากน้ำ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ 10270 (รับถึงวันที่ 15 กรกฎาคม 64) นะครับ
ร่วมบุญกันได้นะครับที่ ชื่อบัญชี มูลนิธิดวงแก้ว ธ.ทหารไทย
เลขที่ 082-229-2876
กิจกรรมนี้เราทำกันมาทุกปีเริ่มเป็นหมู่เป็นคณะปี2537 จุดมุ่งหมายเพื่อรักษาประเพณีวัฒนธรรมไว้ก็อย่างหนึ่งแต่ที่เราตั้งใจคือได้ไปกราบพ่อแม่ครูอาจารย์รับฟังธรรมะโอวาทจากท่านเพื่อเป็นกำลังใจบำเพ็ญเพียรตลอดพรรษา คณะของเราจึงไม่ใหญ่นัก แต่งกายเป็นคนวัด เสื้อขาวกางเกงสีเข้ม รักษาศีล ภาวนาสนทนาธรรมไปตลอดการเดินทาง ฟังธรรมครูจารย์แล้วก็มาแบ่งปันกัน เพื่อพร้อมจะก้าวเดินไปด้วยกันในทางเดินที่ท่านชี้แนะสั่งสอน ปีหนึ่งก็สองสามครั้งแต่ปัจจุบันที่เป็นคณะก็เหลือเพียง1ครั้งนอกนั้นก็เป็นกลุ่มเล็กๆไปกันเอง
การถวายผ้าอาบ นอกจากจะเอาผ้าอาบน้ำฝนเทียนพรรษาและจตุปัจจัยไทยธรรมไปกราบถวายท่านแล้ว เราก็จะเข้าไปกราบขอขมาพ่อแม่ครูอาจารย์ เป็นข้อวัดที่ครูจารย์สายพระป่าท่านสั่งสอนเรามาตั้งแต่เด็กๆให้รู้จักอ่อนน้อม ขอขมาโทษ เพื่อให้ท่านเมตตาสั่งสอนธรรมให้ นอกจากนี้หน้าที่เด็กวัดอย่างเราก็จะสอบถามถึงที่บำเพ็ญภาวนาในพรรษาท่านและศิษย์ของท่านว่าสัปปายะหรือยังขาดสิ่งใดที่เราสามารถกระทำได้จะได้รีบกระทำให้ กราบดูแลสุขภาพของสงฆ์ เช่นกราบถวายยา หรือจัดพาพระอาพาธส่งรักษาให้พร้อมกับการภาวนาตลอดพรรษาที่จะมาถึงนี้ และกราบปาวนาตนในสื่งที่สามารถและพึ่งกระทำถวายสงฆ์ นี่คือสิ่งที่เราได้กระทำกันมาตลอด20+ปี และปีนี้ก็คงจะมีสมาชิกใหม่ๆเขามาร่วมทางเดินนี้ด้วยกันอีก ทางเดินนี้ถึงแม้จะแคบและไม่ราบเรียบนัก แต่ก็อบอุ่นด้วยกัลยาณธรรมจากกัลยาณมิตรเพื่อนร่วมทาง กราบอนุโมทนาในกุศลของเพื่อนๆทุกๆท่านที่ร่วมกระทำด้วยกันและมีส่วนในบุญนี้ และข้อมอบเป็นเครื่องเตือนใจสำหรับผู้มาใหม่ให้วางตัวให้เหมาะสมด้วย


วันศุกร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2564

11มิย64 วันเกิดปี่ที่63

 




วันคล้ายวันเกิดปีที่หกสิบสาม

           อีกครั้งหนึ่งที่วันคล้ายวันเกิดผ่านมา เหลืออีกหกเจ็ดปีแล้วซินะ ตั้งแต่เล็กจนโตผ่านวันเวลาและเรื่องราวมากมาย ค้นหาไขว่คว้าแสวงหาคำตอบของคำถามในใจ “เกิดมาทำไม?” แม้เป็นเพียงแค่คำถามสั้นๆ แต่หาคำตอบยากยิ่งแล้วจริงๆ  แต่ละช่วงของชีวิตมักใช้ไปกับการแสวงหา แต่ก็ไม่ต่างกับผู้คนทั่วไป เติบโต ร่ำเรียนหนังสือ เล่นกีฬา แต่ด้วยโรคภัยไข้เจ็บจึงทำให้มักใช้เวลาอยู่กับหนังสือเสียมาก และยังมีโอกาสได้ใกล้ชิดกับครูบาอาจารย์หลายๆท่าน ได้เรียนศึกษาหาความรู้ต่างๆเพิ่มขึ้น ทั้งพ่อแม่ครูอาจารย์วิริยังค์  หลวงปู่สำราญ ท่านพุทธทาส สมัยเรียนก็ยังมีครูอาจารย์อีกหลายๆท่านเมตตาสั่งสอนวิชาการต่างๆมากมาย มีอาจารย์ท่านหนึ่งจาก สแตนฟอร์ด สอนให้เราหัดวางแผนชีวิต คำที่ท่านใช้สอนคือ-Ten year planning-  ทำให้คิดว่าเกิดมาเพื่อเรียนรู้และสร้างความสำเร็จให้ชีวิต ?

            ผ่านไปหลังเรียนจบ ก็ได้วางแผนไปเรียนต่อในต่างประเทศ มีโอกาสศึกษาเรียนรู้ทั้งวิชาการทางการแพทย์ ศาสนาศิลปะวัฒนธรรมฯ ในหลายประเทศ มีโอกาสได้เข้าทำงานร่วมกับผู้บริหารของสมาคมแพทย์นานาชาติหลายแห่งสิ่งเหล่านี้ ทำให้เกิดการเรียนรู้ถึงจุดหมายของแพทย์หลายๆท่าน  เราเองก็อาจเป็นเช่นกัน  จนกลับมาเมืองไทยพร้อมกระดาษในมือที่เขียนสิ่งที่อยากจะกระทำหลังกลับประเทศ18ข้อ 

            จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิต คือการที่คุณแม่ป่วยเป็นมะเร็ง และการที่อาจารย์ศัลยเวทชวนไปออกหน่วยแพทย์ในต่างจังหวัด แผนที่วางไว้ว่าจะสร้างรพ.มหาวิทยาลัย ทำโรงงานเครื่องสำอางที่อุตส่าห์ไปเรียนมาทั้งญี่ปุ่นและอเมริกาจึงต้องล้มไป เอาเวลามาออกหน่วยผ่าตัดรักษาผู้พิการในต่างจังหวัดทั้งในและต่างประเทศ เวลาที่เหลือก็ยังได้ดูแลคุณแม่ที่เป็นมะเร็งนานถึง14ปี  วันเวลาที่ได้ใช้ชีวิตอยู่กับผู้คนในต่างจังหวัด ออกหน่วยแพทย์ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสพิการ กับเพื่อนๆที่มีใจบุญใจกุศล ได้ค่อยๆหล่อหลอมให้เราเปลี่ยนไปจากชีวิตที่เราใช้ในวัยเด็กและในต่างประเทศที่แตกต่างกันมากมาย จนปี พ.ศ.2551 มีก้อนเนื้องอกที่ใต้ตาซ้าย หลังผ่าตัดการมองเห็นไม่ดีนักจึงงดออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ไป

                ตั้งแต่เด็กที่ได้ครูจารย์วิริยังค์หัดนั่งสมาธิ ต่อมาก็เป็นหลวงพ่อสำราญศิษย์ท่านพ่อลี ที่ได้หลักปฏิบัติภาวนาตามแนวท่านพ่อมา และท่านพุทธทาสที่เราได้ไปศึกษาหาความรู้ที่สวนโมกข์ตั้งแต่เก้าขวบ ในต่างประเทศก็ยังได้เรียนภานาทุกสัปดาห์กับพระชาวญี่ปุ่น และพระมหายานหลายท่าน แต่ที่สำคัญคือหลังจากที่กลับมาเมืองไทยก็ได้พ่อแม่ครูบาอาจารย์องค์หลวงตาพระมหาบัวสั่งสอน และทุกครั้งที่เราได้ออกหน่วยแพทย์ในต่างจังหวัดก็จะมีโอกาสได้กราบศึกษาขอความรู้จากพ่อแม่ครูอาจารย์ในพื้นที่นั้นๆทุกครั้งตลอดทุกๆเดือนเป็นเวลากว่ายี่สิบปี จนทำให้มีโอกาสบรรพชาอุปสมบทถึงสี่ครั้ง สิ่งนี้จึงเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่หล่อหลอมเราให้เปลี่ยนแปลงไปอีก

               ชีวิตมนุษย์นั้นอาจมิได้เป็นไปดังใจเสมอมักถูกหล่อหลอมไปตามประสบการณ์ของชีวิตที่เราซึมซับเข้าไปทุกขณะๆ  เราอาจมีอุดมการณ์ผลักดันให้เคลื่อนไปในทิศทางที่เราต้องการ ร่วมกับการใช้ชีวตสังคมและผู้คนเพื่อนฝูงผู้ร่วมงานที่อยู่รอบข้างเราค่อยๆเบี่ยงเบนชีวิตเราไปตามสภาพแวดล้อมนั้น แม้เรามักจะบอกว่าเราเป็นผู้ลิขิต แต่จะจริงหรือไม่ คงต้องตอบกันเองแต่ละคนแล้วครับ เวลาในชีวิตเรานั้นแต่ละคนล้วนมีมิมากนัก ร้อยปีก็มีน้อยนักที่จะไปถึง ไม่ว่าจะฉลาด มีความรู้ มีชื่อเสียง เงินทอง มากมาย ก็ต้องเจ็บป่วย แก่ชรา สุขทุกข์ไปตามท่วงทำนองชีวิตที่เราผ่านไป จะมีทุกข์ตลอดหรือสุขยั่งยืนยาวนานตามประสงค์ก็ไม่เคยมีผู้ใดทำได้  ธรรมะ- ที่องค์พระบรมศาสดาประทานให้พวกเรานั้น ล้วนชี้นำสั่งสอนเรื่องของชีวิตไว้อย่างสมบูรณ์ ไม่มีตำราวิชาใดๆที่จะแสดงให้เราเข้าใจชีวิตได้อย่างแท้จริงเท่าพระธรรมคำสอนขององค์พระบรมศาสดา

                ชีวิตในวันนี้ สุขสงบ ผ่านไปเพียงมืดกับแจ้ง ทำงานเล็กๆน้อย ตอบแทนผู้คนรอบกาย พ่อแม่-ครูบาอาจารย์-เพื่อนฝูงมิตรสหาย ขอบคุณสวรรค์ที่ได้มีโอกาสที่แสนดี ได้พ่อแม่ครูอาจารย์ สหายรอบกายที่แสนดี ช่วยเหลือสนับสนุนสรรสร้างโครงการสาธารณประโยชน์ แบ่งปันสิ่งดีๆให้กับผู้คนและสรรพชีวิตในโลกใบนี้ หกสิบกว่าปีนี้นับว่าคุ้มค่าแล้ว อีกหกเจ็ดปีต่อไปไม่ว่าอะไรจะเกิดอะไร ก็คงจะมุ่งกระทำตามแนวทางที่พ่อแม่ครูบาอาจารย์พาดำเนินต่อไปแล้วครับ วันเวลาที่แข็งแรง สามารถแสวงหาเวลาไปกราบเยี่ยมเยียนรับฟังธรรมโอวาทพ่อแม่ครูอาจารย์ร่วมกับมิตรสหายนั้น นับวันก็จะยิ่งน้อยลงๆ การจะรับใช้งานพ่อแม่ครูอาจารย์ดังที่เคยกระทำนั้นก็คงไม่สามารถกระทำได้ดังเคยแล้ว คงได้แต่จะใช้เวลาอย่างสุขสงบแล้ว  กราบขอบพระคุณทุกๆท่านแล้วครับ

วันศุกร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2564

"ไซอิ๋ว" คืออะไร




 ทำไมไซอิ๋วจึงเป็นนิยายที่ทรงอิทธิพลของจีน ไม่ใช่แค่มันแฟนตาซีเท่านั้น แต่ไซอิ๋วคือ การกางพระไตรปิฎกออกมา แล้วเขียนใหม่ในมุมนิทาน 


"พระถังซำจั๋ง" คือศรัทธา จะไปชมพูทวีป ต้องเริ่มจากมีศรัทธาก่อน พกจิตไปด้วยซึ่งจิตคนเรา ประกอบด้วย..


โทสะ - หงอคง โกรธ 

โลภะ - ตือโป๊ยก่าย โลภ 

โมหะ - ซัวเจ๋ง ความไม่รู้


ก็แค่นั้น จนเจอที่เขาอธิบายใน Google แต่ละบทแบบละเอียด ทึ่งในความสามารถของคนแต่งเลยค่ะ


"หงอคง" แปลงกายได้ เหาะเหิน เดินอากาศได้ ทำอะไรก็ได้ เพราะหงอคง คือจิตคนเรา ที่เป็นลิง ไม่อยู่นิ่ง คิดไปเรื่อย แค่คุมให้ตามลมหายใจยังยากเลย ดังนั้น ถ้าเราคุมหงอคงได้.... การไปชมพูทวีปจะง่ายขึ้น ... เป็นต้น

และเมื่อไหร่ก็ตามที่เราโกรธ - โทสะเราจะเหมือนหงอคง เวลาแผลงฤทธิ์ พังพินาศ ราบเป็นหน้ากลอง


แต่หงอคงแพ้อะไร ? โดนขังไว้ที่ไหน ? 

ใช่แล้ว แพ้ฝ่ามือยูไล โดนขังไว้ที่เขา 5 นิ้ว 


ฝ่ามือยูไล และเขา 5 นิ้ว แทน "ขันธ์ 5 "

ต่อให้จิตแน่แค่ไหน สุดท้ายก็ไม่พ้นขันธ์ 5

ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ


นอกจากนี้หงอคงยังมีกระบองวิเศษจัดการปีศาจได้ตลอด กระบองนั้นแทนปัญญา แต่ทว่า มีจิต กับปัญญา แค่นั้นยังเกิดปัญหาได้ 


พระยูไลจึงประทานมงคล มารัดหัวไว้ ให้พระถังซำจั๋งคอยดูแล มงคลนั้นก็แทน "สติ" ซึ่งมงคลเป็นรัดเกล้า 3 ห่วงคล้องกัน แทนไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกข์ขัง อนัตตา


ปีศาจแต่ละตัว แทนกิเลสที่เราต้องค่อยกำจัดออกไป


ตอนเจอกันครั้งแรกเห้งเจียบอกพระถังว่า..

"จะไปชมพูทวีป ผมพาพระอาจารย์ตีลังกาไป 7 ทีก็ถึง

มามัวเสียเวลาเดินทำไมกัน ไม่เข้าใจ" พระถังบอกว่า 

"ไม่ได้..ต้องเดินไป"


ปริศนาธรรมข้อนี้บอกว่า จิต+ปัญญา ฟังเขาเล่า ฟังเขาบอก คิดเอาเองก็บอกง่าย แป๊บเดียวก็ไปถึงนิพพานละ

เช่น คนเล่าให้ฟังเรื่องอริยสัจ 4 ทางดับทุกข์ ก็บอกฟังเข้าใจละ.. แต่จริงๆ แล้ว ยังไม่เข้าใจ..


ธรรมมะต้องลงมือปฎิบัติ เหมือนหงอคงบอกตีลังกาไป 7 ที มันไปไม่ถึงเพราะเอาเร็วเข้าว่า แต่ขาดความเข้าใจ ต้องค่อยๆ เดินไป ศึกษาไป ปฎิบัติไป จึงจะถึง...


โป๊ยก่าย คือศีล 8 

ซัวเจ๊ง คือสมาธิ


ศรัทธา + ปัญญา + ศีล + สมาธิ จึงจะพ้นทุกข์


แต่บางครั้งปีศาจบางตัวก็เก่งเหลือเกิน

ต้องไปตามเจ้าแม่กวนอิมมาช่วย

เจ้าแม่กวนอิม คือ เมตตา 


ปัญญา + เมตตา จะกลายเป็นสัมมาทิฏฐิ ธรรมชั้นสูงซึ่งปราบกิเลสได้เสมอ แต่เจ้าแม่กวนอิม มักให้เห้งเจียลองสู้จนหมดแรงก่อน ถึงมาช่วย เหมือนหากมีกิเลส ควรใช้ปัญญาลองขจัดดูก่อน เกินกำลังแล้วจึงใช้เมตตา..ปล่อยวาง


ถ้าเกินกำลังเมตตา เจ้าแม่กวนอิมช่วยไม่ไหว

คนสุดท้ายที่มักมาช่วย คือ พระยูไล

พระยูไล แทน พระอริยสงฆ์ 


ลำดับปีศาจแต่ละตัวในเรื่องก็สุดยอดมาก

เช่น เมื่อเริ่มเดินทาง ก็พบโจรทั้งหก ขัดขวางไม่ให้ไป

สุดท้ายเห้งเจียเลยเอากระบองตีจนตาย


โจรทั้งหกคือ "อายตนะ 6" คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และอารมณ์ ต้องเอา ปัญญา (กระบอง) ฟาดให้ตายก่อนถึงเริ่มออกเดินทางได้

แล้วก็จะเจอปีศาจไปเรื่อยๆ 


สรุป ศรัทธา + ปัญญา + ศีล + สมาธิ.. ออกเดินทาง

กำจัดกิเลส.. ไปจนถึงชมพูทวีป แล้วได้อะไร ?


ตอนจบพระถังซำจั๋งและคณะ มาถึงแม่น้ำแห่งหนึ่ง

สายน้ำเชี่ยวกรากมาก ไม่รู้จะข้ามไปยังไง

จนเจอเรือไร้ท้องเรือ จอดอยู่ พระถังกังวลมาก

เรือไม่มีท้องเรือจะพาข้ามฟากได้อย่างไร?


แต่สุดท้ายก็ยอมใช้เรือข้ามไป

แม่น้ำเชี่ยวกรากแทนกองกิเลส

เรือนั้นแทน "สุญญตา" ความไม่ยึดมั่นถือมั่น


เมื่อข้ามมาแล้วก็ถึงชมพูทวีป

และได้คัมภีร์มา..เป็นหนังสือเปล่าหนึ่งเล่ม

แทนธรรมมะ ซึ่งก็คือความว่างเปล่า ...

หรือ "นิพพาน" นั่นเอง


แต่สุดท้าย.. เห้งเจียขอให้มีอะไรกลับไปเมืองจีนหน่อย

เพราะคนธรรมดาคงไม่เข้าใจ

เลยได้คัมภีร์มาอีกเล่มนึง เต็มไปด้วยอักษร

เป็นบันทึกการเดินทาง เรียกว่า "พระไตรปิฎก" ...


เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้


อ่านแล้วต้องคารวะคนแต่งเลย ....

🍃🌸 #  ยิ่งแก่  ฉันยิ่งเก่ง   ความแก่ของฉัน “ มันไม่ใช่ภาระ ”

         " อย่าหยุด "  ที่จะทำ 13 ข้อนี้


1).   อย่าหยุด  ที่จะทำงาน  เพราะจะทำให้ชีวิตเรา  กลายเป็นไร้ค่า

        กว่าจะรู้ตัว   บางเรื่องก็สายไปเสียแล้ว


2). อย่าหยุด  ที่จะออม   ไม่ว่าจะออมด้วยวิธีไหน   ก็ต้องรู้จักออม

        ทั้งซื้อพันธบัตรรัฐบาล ซื้อหุ้น ฝากธนาคาร ออมผ่านบริษัทประกันชีวิต 

        จะซื้อทอง  หรือซื้อที่ดิน   ก็จงรีบออมตั้งแต่เนิ่นๆ   อย่ารอพึ่งคนอื่น

        ยามเดือดร้อน   เพราะ  เขาก็มีภาระของเขาเหมือนกัน


3). อย่าหยุด  ในการดูแลตัวเอง  จงหล่อตามวัย  ใส่ใจตัวเองเสมอ

        อย่าได้ปล่อยตัวเองโทรม  จนกลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำบ้านเด็ดขาด


4). อย่าหยุดฉลาด  อย่าหยุดอ่าน  อย่าหยุดเขียนเขียน  จงเรียนรู้ต่อไปทุกวัน

      พยายามหาความรู้ใหม่ๆ ทุกวัน   เพราะ   ความรู้ทำให้องอาจ


5). อย่าหยุดหาเงิน  พยายามให้มีประตูมากกว่าหนึ่งบาน ให้เงินไหลเข้ามา เพราะถ้าบานหนึ่งปิด ก็ยังมีบานอื่นเปิดอยู่  นอกจากนั้น  ชีวิตที่สามารถ

พึ่งตนเองได้  จะทำให้ตนเองมีค่ามากยิ่งขึ้น  เมื่อยังหาเงินใช้ได้เอง


6. อย่าหยุดคบเพื่อน   โดยเฉพาะเพื่อนเก่าที่ดีๆ จงพยายามหาเวลาไปพบปะ

    สังสรรค์กัน  พูดคุยรำลึกความหลังอย่างมีความสุขกัน  เพราะจะทำให้เรา

    ไม่พลาดความประทับใจ  กับความสุขบางเรื่องไป


6). อย่าหยุด  ท่องโลกกว้าง  นอกจากความสุขที่ได้บินออกไปนอกรัง สู่โลก

      กว้างแล้ว  ความรู้ใหม่ๆจากการได้พบเห็น  ยังมากขึ้นอีกด้วย เสมือนหนึ่ง

      เติมไฟให้กับชีวิตและใจของเราเอง  ตอนนี้ไปเป็น ขับรถเป็น  ก็จงรีบไป

      ก่อนที่จะหมดโอกาส ขับไม่ได้ ไปเองไม่เป็น กลายเป็นหมาเฝ้าบ้าน


8).  อย่าหยุด ที่จะหาของอร่อยกิน  และต้องเลือก  คัดสรรค์  ที่ไม่ทำให้อ้วน

       และไม่บั่นทอนสุขภาพ  ลิ้นยังรับรสได้ดี  กินอะไรอร่อย   ก็รีบๆกินซะ

       ตอนนี้ยังกินได้ดี  อยากกิน  มีให้กิน  จงกิน ก่อนที่จะหมดโอกาสกิน


9).  อย่าหยุดเล่นกีฬา อย่าหยุดออกกำลังกาย  จิตใจที่ดีควรอยู่ในร่างกาย

       ที่แข็งแรง จะได้มีชีวิตอยู่เป็นผู้สูงวัย  ที่ไม่เป็นภาระกับลูกหลาน


10).  อย่าหยุดรักตัวเอง  ถ้าเราไม่รักตัวเองก่อน แล้วจะให้ใครมารัก  รักตัวเอง

         ก็ต้องใส่ใจตัวเองในทุกเรื่อง ผลของการใส่ใจตัวเอง  จะทำให้เราดูดี

         ในทุกเวลา  ทุกอิริยาบถ


11).  อย่าหยุดกตัญญู   คนกตัญญูรู้คุณคน มักจะสบความสำเร็จ

          รู้ว่าเคยเป็นหนี้บุญคุณใคร  ก็รีบไปหา ไปตอบแทนซะให้หมดหนี้

          อีกหน่อยเมื่อใด  ความสามารถหมดไป  ตอบแทนชาติหน้า จะไม่ทัน


12). อย่าหยุดทำบุญสร้างกุศล  เพราะจะทำให้จิตใจผ่องแผ้วเบิกบาน และส่ง

        ผลให้เรา มีความสุขมาจากข้างใน  อันเป็นความสุขที่แท้จริงของชีวิต


13). อย่าหยุด  ทำสิ่งที่ชอบ   เพราะไม่มีใครรู้   ว่าเราจะทรงความสามารถนี้

        ไปได้อีกนานเท่าใด  เมื่อมีโอกาส  และสภาพทำได้  ก็ให้รีบๆทำเสียเถิด


ที่มา : Postread

.

วันอาทิตย์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2564

โครงการ 108 ปี ชาตกาล หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน 12 สิงหาคม 2564

 

 


โครงการ 108 ปี ชาตกาล หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน 12 สิงหาคม 2564

 

พระธรรมวิสุทธิมงคล นามเดิม บัว โลหิตดี ฉายา ญาณสมฺปนฺโน หรือที่นิยมเรียกกันว่า หลวงตาพระมหาบัว    (12 สิงหาคม พ.ศ. 2456 - 30 มกราคม พ.ศ. 2554) เป็นพระภิกษุคณะธรรมยุตินิกาย ชาวจังหวัดอุดรธานี เจ้าอาวาสองค์แรกของวัดป่าบ้านตาด (วัดเกษรศีลคุณ) เป็นวิปัสสนาจารย์สายพระป่าที่มีปฏิปทาที่มั่นคง แน่วแน่ เด็ดขาด และจริงจัง ในประเทศไทย ศิษย์ของพระครูวินัยธรมั่น ภูริทตฺโต (หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต) หลังวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2540 หลวงตาพระมหาบัวได้ดำเนินการทอดผ้าป่าทองคำและเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ เพื่อช่วยพยุงฐานะของประเทศโดยใช้เป็นทุนสำรองของประเทศไทยภายใต้ชื่อ "โครงการผ้าป่าช่วยชาติ โดยหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน"

หลักการและเหตุผล

ด้วยความสำนึกในพระคุณขององค์หลวงตาพระมหาบัวฯ ที่มีต่อมูลนิธิดวงแก้วฯ และพุทธบริษัท ประชาชนคนไทย ที่ท่านมีเมตตาเผยแผ่พระพุทธศาสนาและกิจการทางสาธารณกุศลต่างๆตลอดชีวิตของท่านนั้น เป็นช่วงชีวิตแห่งการทำงานและสร้างผลงาน ซึ่งมิอาจประมวลกล่าวได้อย่างหมดสิ้น ทั้งงาน ด้านพระพุทธศาสนา ด้านการสาธารณสุข ด้านสังคมสงเคราะห์แก่หน่วยงานราชการ โรงเรียน โรงพยาบาล ผู้ด้อยโอกาส สัตว์พิการ ฯลฯ โดยเฉพาะโครงการช่วยชาติ ที่ทำให้ชาติไทยฟื้นตัวกลับจากการเสียหายทางเศรษฐกิจ ได้อย่างรวดเร็วและยังได้เผยแผ่พระธรรมคำสอนขององค์พระศาสดาไปทั่วประเทศไทยอีกด้วย

การดำเนินการ ตามโครงการ

1. จัดสร้างพระบรมธาตุเจดีย์  ๑๐๘ ปี หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน

       ณ วัดป่าศรัทธาถวาย จ. อุดรธานี ขนาดฐานประมาณ 25*25ม. สูงประมาณ 30ม.

       ( ครูจารย์บุญมี ท่านให้รอพิจารณาก่อน )

2. จัดสร้างอาคารสงฆ์อาพาธ  ๑๐๘ ปี หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน

       ให้รพ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี อาคาร คสล. 2 ชั้น ขนาดประมาณ 10*40ม.

       ห้องพิเศษ 9ห้อง ห้องพิเศษรวม 4 เตียง 2 ห้อง  และห้องสงฆ์สองห้อง

       งบประมาณเบื้องต้น 30 ลบ.

3. จัดสร้างอาคาร“๑๐๘ ปี หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน” รพ.หนองปรือ

    จ.กาญจนบุรี  งบประมาณ 15 ล้านบาท

4. จัดสร้างศาลา “๑๐๘ ปี หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน

      เป็นอาคาร คสล.ชั้นครึ่งขนาด 8*16 เมตร

      ณ วัดป่าบัวแก้ว ญาณสัมปันนุสรณ์ อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี

     งบประมาณเบื้องต้น 2 ลบ.

5. บูรณะเสนาสนะวัดป่าบัวแก้ว ญาณสัมปันนุสรณ์

      สร้างพระอุโบสถ ผูกพัทธสีมา ฝังลูกนิมิต ทำถนนเข้าวัดและภายในวัด

      ปิดทองพระเจดีย์บัวแก้วฯ         งบประมาณเบื้องต้น 9 ลบ.

6. จัดทำระบบไฟฟ้าให้หมู่บ้านหาดผาดำและรพ.สต.บ้านคำหวัน ต.แม่ตื่น จ.ตาก

      ประมาณ 60 หลังคาเรือน ภายใต้การดูแลของพระอาจารย์มหาสมควร วัดถ้ำผาดำ

      ระบบไฟฟ้าโซล่าเซลล์ที่รพ.บ้านแหลม  และที่วัชรธรรมสถานเป็นต้น

      งบประมาณเบื้องต้น 2 ลบ.

7.   จัดบรรพชา อุปสมบท พระสงฆ์ เพื่อสืบต่อพระพุทธศาสนาและรักษาพระธรรมวินัย

      เริ่ม9พ.ค.64 -ฉลองอุโบสถวัดป่าบัวแก้ว

 

8.  บำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ช่วยเหลือผู้พิการและด้อยโอกาส เช่น มอบอุกรณ์

      ของใช้จำเป็น / สร้างบ้านให้ผู้ป่วยพิการ  สร้างห้องน้ำให้ รพ.หอมศีล เป็นต้น

      งบประมาณเบื้องต้น 1 ลบ.

9.   สร้างอาคาร 108ปี หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน ให้รร.ในชนบทที่ได้รับการคัดเลือก

 

 

 

 

ระยะเวลาในการดำเนินการ   ระหว่างปีพ.ศ. 2563 – ปี พ.ศ. 2566

 

งบประมาณ     ในการดำเนินการ เบื้องต้น 70 ล้านบาท

 

ที่ปรึกษาโครงการ

วัดป่าบ้านตาด อุดรธานี, วัดป่าศรัทธาถวาย หนองวัวซอ อุดรธานี

วัดป่าบัวแก้ว ญาณสัมปันนุสรณ์ ทองผาภูมิ กาญจนบุรี

 

ผู้รับผิดชอบโครงการ

มูลนิธิดวงแก้ว ในพระสังฆราชูปถัมภ์

วัชรธรรมสถาน ของหลวงตาพระมหาบัว อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม

 

การร่วมสนับสนุนโครงการ

1. เช็คหรือธนาณัติ สั่งจ่ายในนาม “มูลนิธิดวงแก้ว” ปณ.สมุทรปราการ จ่าหน้าซองถึง

    พล.ร.ต. นพ. ดร. ปิโยรส ปรียานนท์ รน.

    เลขที่ 1/1 ซ.23 กันตะบุตร ถ.สุขุมวิท ต.ปากน้ำ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ 10270

2. ร่วมบริจาคผ่านทาง ธนาคารทหารไทย

   2.1 ชื่อบัญชี “มูลนิธิดวงแก้ว”    เลขที่ 082-229-2876 สาขาอิมพีเรียลเวิลด์สำโรง

   2.2 ชื่อบัญชี “วัชรธรรมสถาน” เลขที่ 040-2-33624-2  สาขา รพ.สมเด็จพระปิ่นเกล้า

    เมื่อโอนเงินแล้วกรุณาส่งหลักฐานการโอนมาที่

    Email: vacharadham@gmail.com หรือ ที่โทรสาร 02-049-7184

3.  ประสานงานสนับสนุนโครงการ โทร.085-1239952 และ 081-8755588

 

ปล.       เสนาสนะป่า “วัดป่าหลวงตาพระมหาบัว” ณ สวนป่ามอกระโดน

       อำเภอเมือง จ.หนองบัวลำภู ในพื้นที่ประมาณ 27ไร่

       ( เนื่องจากเขตที่ดินอยู่ในป่าถาวร จึงไม่สามารถสร้างวัดได้ )

 

พลุกระจายสว่างทั่วฟ้า

 


พลุกระจายสว่างทั่วฟ้า

 

ค่ำคืนหนึ่ง ณ เมืองโบราณ สมุทรปราการ บริเวณพระที่นั่งสรรเพชญปราสาทที่จำลองมาจากพระที่นั่งองค์เดิมสมัยกรุงศรีอยุธยาราชธานีในอดีตที่เคยรุ่งเรืองสวยงามสง่า ประดับประดาด้วยทองและเพชรนิลจินดามากมาย พวกเราเดินผ่านการแสดงชม แสง สี เสียง ที่ทำให้พวกเราร่วมระลึกถึงวันเวลาในอดีต ท่ามกลางท้องฟ้าที่มืดมิดยามพลบค่ำ   พลันก็มีเสียงดังจากพลุนับร้อยนัด สว่างไสวสวยงาม หลากหลายสีสัน แดง เหลือ ส้ม น้ำเงิน เขียว ล้วนสว่างงามตายิ่งนัก เป็นเวลาเกือบครึ่งชั่วยาม ที่ทุกคนต่างเฝ้าตั้งใจมอง ตั้งใจถ่ายรูปที่ดีที่สุดเท่าที่จะเก็บความทรงจำอันสวยงามนี้ไว้ได้ หลายคนเดินทางมารอตั้งแต่บ่าย ต่างตั้งกล้องของตนไว้ในตำแหน่งที่คิดว่าดีและจะได้รูปออกมาสวยที่สุดเท่าที่จะทำได้

ระหว่างช่วงเวลาอันงดงามจากพลุที่สว่างไสวอยู่บนนภานั้นเอง ความคิด จินตนาการ ต่างๆได้ไหลผ่านเข้ามา  ในสมองของเราอย่างรวดเร็ว โดยไม่รู้ตัวนั้นเอง น้ำตาได้ค่อยๆรินไหลออกจากตาคู่ที่กำลังเฝ้ามองพลุที่สวยงามนั้นที่ละน้อยๆ  ภาพของพลุที่ค่อยๆพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า เริ่มสว่างขึ้นที่ละน้อยๆ จนสว่างจ้าจนแทบแสบตา สุดที่กำลังของตัวมันจะส่งขึ้นไปในจุดที่สูงที่สุดและเผาไหม้จนสว่างไสวสวยงามที่สุดได้ บางดวงสูงบางดวงต่ำ บางก็สว่างสุดแสบตา บางก็เพียงแสงไม่มากนัก แต่แล้วหลังจากนั้น แสงสว่างจากพลุเหล่านั้นก็พลันหายวับไปจากสายตาของเรา บางท่านอาจมิได้ให้ความสนใจกับสิ่งเหล่านี้เพราะเมื่อจุดหนึ่งดับไป พลุดวงใหม่ก็สว่างขึ้นมาอีก สวยงามจนลืมเลือน ดวงเก่าไปได้อย่างง่ายดาย

ชีวิตคนเราก็เช่นนั้นเอง ต่างแข่งขันกันแสวงหา ไขว่ขว้า ลาภยศชื่อเสียง เงินทองมากมายใส่ตัวเอง บางคนก็ได้มาด้วยความรู้ความสามารถของตนอย่างน่าภาคภูมิใจ แต่บางคนก็แย่งชิง คดโกง แสวงหาให้ได้มาโดยมิสนใจว่าเงินทอง ทรัพย์สมบัติเหล่านั้นสมควรเป็นของตนหรือไม่ เช่นค้าขายหรือคิดราคาเกินจริงเกินควร เอาของมาลวงหลอกผู้คน เพียงให้ได้ทรัพย์เอามาบำรุงบำเรอตนและครอบครัว หลอกแม้ตนเองว่าสิ่งที่กระทำนั้นถูกต้องแล้ว... สุดท้ายใยมิใช่เป็นดังพลุท่ามกลางนภาเหล่านั้น แม้บางดวงสว่างมาก บางดวงสว่างน้อย แต่ก็ล้วนดับอับแสงลงสิ้นทุกดวงไป แล้วทรัพย์ที่แสวงหามานั้นจะทำไปเพื่อสิ่งใด เพื่อใคร ตนเองจากไป ครอบครัวของตนหรือที่จะใช้ทรัพย์สมบัติที่หามาโดยมิชอบเหล่านั้น จะเจริญรุ่งเรืองไปได้อย่างไร สิ่งอัปมงคลทั้งหลายเหล่านั้นคงติดตามพวกเขาต่อไปไม่สิ้นสุด  คนเราเมื่อไรจะตื่นจากฝันกันเล่า ตัวตนเราที่หลงยึดอยู่นั้น ไม่มีอะไรให้สมควรยึดถือได้เลย ทุกสิ่งล้วนว่างเปล่าดุจดังท้องฟ้าที่มืดมิดกลางค่ำคืน สิ้นแสงสว่างจากพลุเหล่านั้นแล้ว ก็กลับเป็นเช่นเดิม ไม่อาจมีพลุดวงใดสว่างอยู่ถาวรไม่ดับไปได้เลย

เบื้องล่างจากแสงไฟจากพลุที่สวยงามบนท้องฟ้านั้น  ปรากฏพระที่นั่งสรรเพชญปราสาทที่จำลองมาจากพระที่นั่งองค์เดิมสมัยกรุงศรีอยุธยาที่เคยรุ่งเรืองสวยงามสง่า พลันทำให้เรากลับมองเห็นภาพในอดีตของกรุงศรีอยุธยาราชธานีอันรุ่งเรืองรุ่งโรจผ่านกาลเวลา จนดับไปดั่งพลุกลางท้องฟ้าเมื่อสองร้อยห้าสิบสี่ปีก่อน ภาพสะท้อนในอดีตวนเวียนมาในใจเรา น้ำตาของผู้คนชนชาวไทยมากมายเท่าใดที่สูญเสียไปในเวลานั้น พวกเราลูกหลานได้พบสิ่งอันใดบ้างผ่านกาลเวลายาวนานนี้ หรือยังต่างแสวงหาผลประโยชน์เข้าสู่ตน ไม่สนใจในประเทศชาติ ศาสนา และมหากษัตริย์ที่ทำให้เราสามารถยืนหยัดเป็นประชาชนชนชาวไทยมาได้จนถึงทุกวันนี้

ความมืดหลังแสงสว่างจากพลุดับลงนั้น ช่วยกลบเกลื่อนน้ำตาที่ไหลอาบใบหน้าของฉันได้อยู่ แต่ความเศร้าโศกในใจนั้น มิอาจมีสิ่งใดกลบเกลื่อนได้เลย ขอแสงสว่างของดวงอาทิตย์ในวันใหม่ จงเป็นดังแสงแห่งพระธรรม ที่จะขจัดความโลภ โกรธ หลง อันดำมืดในใจผู้คนให้หมดไปด้วยเถิด