วันพุธที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2562

ปัญหาการภาวนา


ภาวนา

ปัญหาที่พบบ่อยๆ
1.     เราจำเป็นต้องนั่งสมาธินานๆไหม?
-           การนั่งสมาธิ สำคัญที่สติ ถ้านั่งนานหรือไม่นานแต่มีสติตามรู้ตลอดได้ก็ดีแล้ว
-           การนั่งทนปวดทนเจ็บไปให้ได้ตามเวลาดีที่ได้ความอดทน แต่ก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรมากนัก
-           การเจ็บปวดในการนั่งสมาธิภาวนาเป็นเรื่องธรรมดาที่สำคัญยิ่ง ถ้าเราเข้าใจ ความเจ็บปวดนั้นมีค่ายิ่งกว่าเงินทอง ถ้าเราเอาสติตามรู้เข้าไปในความเจ็บปวดนั้นได้ พิจารณาเข้าไปลึกลงไปทุกครั้งทุกคราที่ฝึกภาวนาจนสามารถแยกกาย/ใจนี้ได้ก็เป็นเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่แล้ว หลายคนใช้ความคิดแทนการพิจารณา เอาสิ่งที่จำมาตอบใจตัวเองจะเห็นได้ว่าครั้งเดียวก็แยกธาตุแยกขันธ์ตามที่จำมาได้แล้ว สิ่งเหล่านี้แก้ได้จากการนั่งภาวนานานๆหลายๆชม. ความจริงและความคิดก็จะแยกออกมาให้เรารู้ได้เองไม่ต้องให้ใครบอก
-           เริ่มต้นใหม่ๆ เราจึงต้องใช้ขันติความอดทนก่อน เช่นตั้งใจจะนั่ง1ชม. เจ็บปวดก็อดทน และพยายามพิจารณาตามความจำที่ครูบาอาจารย์สอนมา อดทนๆไม่ขยับไปตามความอยากของใจ พิจารณาไปๆ ถึงเวลาก็อย่าเพิ่งขยับ อดทนต่อไปๆเท่าที่ทำได้ พอไม่ไหวก็ขยับไปนิดหนึ่งแล้วนั่งต่อ พิจารณาความแตกต่างของอารมณ์ที่แตกต่างกัน ก่อนและหลังขยับตัว ดูใจตนเองว่าความคิดกับความจริงนั้นแตกต่างกัน   ค่อยๆทำเช่นนี้ไปหลายๆๆๆครั้ง จนความจริงไม่ต่างจากความคิด เป็นปัจจุบันขณะ ปัจจุบันจิตได้ นั้นแหละขั้นแรกแล้ว
-           1. เราจำเป็นต้องนั่งสมาธินานๆไหม?
-           เพียงแต่นั่งได้นานๆ นั้นคงไม่ดี ต้องนั่งให้ได้ผล ให้มันเพลินในการพิจารณา เวลาจะล่วงเลยไปนานเอง ผลที่ได้คือจะพบกับความสุขอิสระ พ้นจากความเจ็บปวดเอง เป็นอย่างนี้การนั่นนานๆจึงดี ทำให้เกิดปัญญา เมื่อเกิดปัญญาแล้ว จิตจะสว่างไสวเบิกบาน และเกิดความอาจหาญขึ้นมา ในคราวต่อๆไปก็จะไม่ย่อท้อ จากทุกข์เวทนาไจาการนั่งนานๆ ไม่ว่าเวทนามากหรือน้อยก็ตาม
2.     ภาวนา
ปัญหาที่พบบ่อยๆ
2.พิจารณา อย่างไร
การพิจารณาที่เราทำเป็นปกติคือการพิจารณาทุกข์ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า ไม่ว่าจะมาจากกายหรือใจ ครูชาอาจารย์ท่านให้แยกแยะ ให้แตกกระจายออกไปเช่นปวดที่ขาก็แยกลงไปว่าปวดตรงไหน เอ็น กล้ามเนื้อ เส้นประสาท เส้นเลือด แล้วใช้ปัญญาพิจารณาว่าความจริงนั้นเป็นเช่นไร ที่เรายึดมั่นว่าเป็นตัวเราของเรานั้นเพราะอะไร?เป็นต้น แต่ก็มีการพิจารณาอีกมากมาย สำคัญที่สุดคือต้องเริ่มจากตัวเราเองพิจารณาลงไปแยกแยะให้ละเอียดลงไปๆ อย่าท้อ ทำบ่อยๆทำจนชำนาญ วันนี้เห็นแต่ความจำก็ยอม อดทนๆๆๆๆ ทำจนจิตดวงนี้ยอมแพ้กับความจริงเบื้องหน้า ยอมรับว่าที่เรายึดมั่นว่าเป็นตัวเรานั้นไม่จริงเลย เป็นความหลงของเราทั้งสิ้น
-การพิจารณา ในเบื้องต้นคือเอาคำสอนที่เราเรียนมา พิจารณากับความจริงที่อยู่เบื้องหน้า แรกๆคงต้องใช้ความจำ ย้ำเตือนใจเราให้รับรู้ไปตามที่เราเรียนรู้มา ทำไปแล้วทำไปอีก จนกว่าความจริงจะปรกกฏขึ้นที่ใจเรา การพิจารณานั้นขึ้นกับบุคคล ปกติ เราเคยพิจารณาสิ่งใดก็ให้ทำซ้ำเรื่องนั้นไปบ่อยๆให้ลึกขึ้นละเอียดขึ้นให้ลึกลงไปๆ จนความจริงเกิดขึ้นที่ใจเรา เะช่นพิจารณากายหนึ่งใน32อาการ หรือพิจารณาธาตุ หรือพิจารณาสิ่งกระทบทางกายทางใจเป็นต้น
-การแก้ความจำ/ความจริง
ที่เรามาร่วมนั่งสมาธิกัน โดยใช้เวลานานขึ้นเช่นสามสี่ชม.นั้น ก็เพื่อให้เราสามารถแยกความจริงกับความจำของเราด้วยตัวเราเอง การอดทนอาจะทนได้ชม.สองชม. แต่พอนานๆไปแล้ว จะใช้ความจำมาพยายามทนอยู่เป็นไปได้ยาก เราจะเห็นความอยาก ที่จะขยับอย่าเปลี่ยนอิริยบทเพื่อหนีความทุกข์ที่กำลังแสดงให้เราเห็นอยู่ตรงหน้าเรา ความทุกข์ที่เรามีหน้าที่จะต้องศึกษาให้เข้าใจ พิจารณาให้รู้จักได้อย่างละเอียด มิใช่หนีทุกข์นั้น การนั่งได้นานๆโดยไม่ขยับจึงเป็นวิธีที่พ่อแม่ครูอาจารย์ได้พาเราทำมาตั้งแต่เล็กๆ ปกติเรายังทำเช่นนี้กันอยู่ในวัดป่าโดยเฉพาะในคืนวันพระ จึงพยายามนำวิธีนี้มาให้พวกเราได้เข้าใจตนเองมากขึ้น เพราะความเข้าใจธรรมจากการฟังหรือการอ่านคงไม่ยากนัก แต่จะให้เข้าถึงใจโดยการปฏิบัตินั้น มีทางเดียวคือต้องทำด้วยตนเองเท่านั้น
3.     การฝึกสมาธิ โดยหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

" การทำสมาธิเบื้องต้น ต้องชำระศีลให้บริสุทธิ์ทำวัตรสวดมนต์บูชาพระ เจริญพรหมวิหาร ๔
และ สมาทานกรรมฐานเดินสมาธิ หรือ เดินจงกรม การเดินสมาธิ หรือ เดินจงกรม
เหมาะสำหรับคนที่มักมีความคิดฟุ้งมาก พระพุทธองค์กล่าวว่า ประโยชน์ของการ
เดินจงกรม มีดังนี้คือ 
-ทำให้ร่างกายแข็งแรงไม่เจ็บป่วยง่าย
-ทำให้ขาแข็งแรงเดินได้ทนและไกล
-เมื่อทำหลังอาหารทำให้อาหารย่อยง่าย
-สมาธิที่ได้จากการเดินจงกรมจะอยู่ได้นาน

.วิธีการเดินสมาธิหรือเดินจงกรม.
เลือกสถานที่ยาวประมาณ ๕ เมตรถึง ๑๐ เมตร แล้วแต่ความกว้างของสถานที่ และความรู้สึก
พอดี บางทียาวนักก็ไม่ดีเหนื่อย บางครั้งสั้นไปก็ทำให้เวียนหัว หันหน้าไปทางเดินจงกรม แต่อย่ามองไกล
เกินไป มองทอดสายตาดูไปข้างหน้าประมาณ  ๔ ก้าวเพื่อไม่ให้จิตใจวอกแวก แต่ไม่ใกล้เกิน
ไป จนรู้สึกปวดต้นคอ มือซ้ายมาวางที่หน้าท้องและ มือขวามาวางทับ เพื่อป้องกันแขนแกว่ง
ขณะเดิน และ ดูสวยงาม  เมื่อได้ท่าที่พอดีแล้วก็เดินก้าวขาขวาไป ก็นึก
คำว่า "พุท" และเมื่อก้าวขาซ้ายไปก็นึก คำว่า-"โธ" เวลาเดินไม่หลับตา แต่ให้ลืมตา และ
กำหนดสัมผัสของเท้าที่ก้าวเหยียบลงพื้น เดินว่า พุทโธๆไปเรื่อย
พอถึงปลายทางเดิน ก็หยุดนิดหนึ่งแล้วก็หันกลับด้านขวามือมาทางเดิม และเดินว่าพุทโธ
(กำหนดในใจ)ต่อไป อย่าเร็วเกินไป หรือ ช้าเกินไป กำหนดจิตของเราอยู่ที่ก้าวเดิน และ-
คำภาวนา ไม่ให้จิตวอกแวก  สิ่งสำคัญคือ
การกำหนดจิตให้ทันการเคลื่อนไหว ส่วนการเดินเป็นเพียงส่วนประกอบ เท่านั้น เราควรทำ
อย่างน้อย ๓๐ นาทีและ จะดีมากขึ้นถ้าตามด้วยการนั่งสมาธิ เพราะการเดินจงกรม เป็นการ-
เปลี่ยนอิริยาบถ ปล่อยอารมณ์ และ เตรียมร่างกายให้พร้อมสู่...การ...นั่งสมาธิ
.อิริยาบถนั่งสมาธิ          นั่งขัดสมาธิ เอาขาขวาทับขาซ้าย เอามือขวาทับมือซ้าย
วางลงบนตัก ตั้งกายตรง ไม่กดและข่มอวัยวะในร่างกาย วางกายให้สบาย ๆ
ตั้งจิตให้ตรง ลงตรงหน้า กำหนดรู้ซึ่งจิตเฉพาะหน้า ไม่ส่งจิตให้ฟุ้งซ่าน
ไปในเบื้องหน้า-เบื้องหลัง(อนาคตและอดีต)  พึงเป็นผู้มี...สติ กำหนดจิตรวมเข้าตั้งไว้ใน จิต
บริกรรม" พุทโธ "จนกว่า  จะเป็น...เอกัคคตาจิต."

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
4.     ภาวนา
ปัญหาที่พบบ่อยๆ                  การพิจารณาเวทนา
เวทนา     ถึงแม้ว่าเราต้องพิจารณาเวทนาด้วยปัญญา แยกแยะเวทนาออกมาเป็นส่วนๆ เพื่อให้เข้าใจความจริงที่เป็นอยู่เฉพาะหน้า จะได้ไม่ยึดถือเวทนานั้นมาเป็นตัวเรา เป็นเวทนาของเรา จนทำให้เกิดทุกข์  แต่ที่เรามักจะพบเจอเสมอคือการเอาเวทนามาเป็นอารมภ์ และยึดเวทนานั้นเป็นเราซึ่งก็คือตรงกันข้ามกับที่ควรจะเป็น สาเหตุหลักใหญ่ๆที่พบคือเราเอาสติตามรู้ออกไป หลงไปปรุงแต่งกับเวทนานั้นๆ ทางแก้ไขคือให้มีสติอยู่กับกายกับใจนี้ตลอด ถึงแม้บางครั้งการพิจารณาด้วยสัญญาจะทำให้เราหลุดออกไป แต่การมีสติดึงกลับมากายใจเป็นระยะๆก็สามารถช่วยได้ เราจึงไม่ควรหลงไปกับเวทนานัก เพราะการมีสติย้อนมาที่จิตเป็นสิ่งที่ควรกระทำมากกว่าโยเฉพาะเวทนาใหญ่ๆเช่นเวทนาก่อนตายเป็นต้น

พิธีรดน้ำดำหัว


พิธีรดน้ำดำหัว



พิธีสำคัญที่มาคู่กับวันสงกรานต์เสมอก็คือ พิธีรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ หลายคนรู้จักกันดีว่าพิธีนี้คือการนำน้ำหอมๆ มารดใส่ในมือของผู้ใหญ่ที่เราเคารพ แต่เดี๋ยวก่อน…เคยรู้กันไหมว่าจริงๆ แล้วพิธีน่ารักๆ แบบนี้มีความเป็นมาอย่างไร และวิธีการรดน้ำผู้ใหญ่ที่ถูกต้องตามหลัก ต้องทำอย่างไรบ้าง?
ประเพณีรดนํ้าดําหัว เป็นประเพณีของไทยอันสืบเนื่องมาจากประเพณีวันสงกรานต์ หรือ    วันขึ้นปีใหม่ของไทยที่แสดงถึงความเคารพนบนอบต่อผู้ใหญ่หรือผู้ที่เคารพนับถือและผู้มีพระคุณ เพื่อแสดงความกตัญญูพร้อมกับการขอขมาและขอรับพรเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตัวเองเนื่องในวันสําคัญ เช่น วันขึ้นปีใหม่หรือวันสงกรานต์ของไทยในเดือนเมษายน “การดําหัว” ก็คือการรดนํ้านั่นเองแต่เป็นคําเมืองทางเหนือการดําหัวเรียกกันเฉพาะการรดนํ้าผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีตําแหน่งหน้าที่การงานสูง เช่น พ่อเมือง เป็นต้น เป็นการขอขมาในสิ่งที่ได้ล่วงเกินไป หรือขอพรปีใหม่จากผู้ใหญ่ สิ่งที่ต้องนําไปในการรดนํ้าดําหัวก็คือ นํ้าใส่ขันเงินใบใหญ่ ในนํ้าใส่ฝักส้มป่อยโปรยเกสรดอกไม้และเจือนํ้าหอม นํ้าปรุงเล็กน้อยพร้อมด้วยพานข้าวตอกดอกไม้เป็นเครื่องสักการะอีกพานหนึ่ง การรดนํ้าดําหัวมักจะไปกันเป็นหมู่ โดยจะถือเครื่องที่จะดําหัวไปด้วย เมื่อขบวนรดนํ้าดําหัวไปถึงบ้าน ท่านเจ้าของบ้านก็จะเชื้อเชิญให้เข้าไปในบ้าน พอถึงเวลารดนํ้าท่านผู้ใหญ่ก็จะสรรหาคําพูดที่ดีที่เป็นมงคลและอวยพรให้กับผู้ที่มารดนํ้าดําหัว ปัจจุบันนี้พิธีรดนํ้าดําหัวในจังหวัดต่างๆ ทางเหนือมักจะจัดเป็นพิธีใหญ่ ในบางแห่งมีขบวนแห่งและมีการฟ้อนรําประกอบ เช่น พิธีรดนํ้าดําหัวในจังหวัดเชียงใหม่ และเชียงราย เป็นต้น
1. ทำไมต้อง 'รดน้ำ' และ 'ดำหัว'
สำหรับความเป็นมาของ พิธีรดน้ำดำหัว นั้น ว่ากันว่า เป็นพิธีโบราณมาจากทางเหนือ โดยคำว่า 'รดน้ำดำหัว' เป็นคำพูดของชาวเหนือที่จะไปรดน้ำขอขมาและขอพรจากผู้ใหญ่ที่ตนเคารพนับถือ ซึ่งในอดีตนั้นการรดน้ำคือ การอาบน้ำจริงๆ ส่วนการดำหัวก็คือการสระผมให้ผู้ใหญ่นั่นเอง โดยจะใช้น้ำส้มป่อยหรือน้ำมะกรูดในการสระผม (คำว่า ดำหัว เป็นภาษาล้านนาดั้งเดิม หมายถึงการสระผม)
https://www.thairath.co.th/media/NjpUs24nCQKx5e1DISdLfE6G65E3kVLz0f4t2xPbB5q.jpg
รดน้ำดำหัวเพื่อขอพรมงคลจากผู้ใหญ่
ต่อมาพิธีดังกล่าวก็แพร่กระจายไปทั่วทุกภูมิภาค นอกจากจะทำเพื่อขอขมาผู้ใหญ่แล้ว ยังถือเป็นการชำระสะสางสิ่งอัปมงคลออกไปจากชีวิตเพื่อต้อนรับสิ่งดีๆ เข้ามาในวันปีใหม่ จวบจนถึงวันนี้การรดน้ำดำหัวกลายเป็นประเพณีที่ดีงามอย่างหนึ่ง ที่ประชาชนชาวไทยปฏิบัติสืบทอดต่อๆ กันมาในวันสงกรานต์ทุกปี
2. ความหมายที่แฝงอยู่ในพิธี
การรดน้ำดำหัวไม่ได้เป็นเพียงการชำระสิ่งไม่ดีออกไปเท่านั้น แต่ยังมีความหมายดีๆ แฝงอยู่ นั่นคือ เป็นการแสดงความเคารพต่อบิดา มารดา ผู้ใหญ่ หรือผู้มีพระคุณ เป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทีของผู้น้อย และเพื่อขอโทษขออภัยในปีที่ผ่านมา ที่ผู้น้อยอาจจะเคยล่วงเกินผู้ใหญ่ทั้งกาย วาจา ใจ ทั้งที่ตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจ ไม่ว่าจะต่อหน้าหรือว่าลับหลังก็ตาม รวมถึงเป็นการขอพรจากผู้อาวุโสเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองตลอดปีอีกด้วย
3. คุณค่าระหว่างวัย
ข้อสำคัญอีกข้อหนึ่งของพิธีนี้ก็คือ ช่วยสานความสัมพันธ์ให้กับคนในครอบครัวได้ด้วย เพราะวันสงกรานต์เป็นช่วงเวลาเดียวของปี ที่คนไทยนิยมเดินทางกลับบ้านเกิดไปรวมตัวกัน หรือที่เรียกว่า วันรวมญาติ-วันครอบครัว เพื่อเฉลิมฉลองวันปีใหม่ไทยร่วมกัน ปู่ย่าตายายก็จะได้เห็นหน้าหลานๆ ให้ชื่นใจ ส่วนเด็กๆ เองก็จะได้มีโอกาสใกล้ชิดกับผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นเรื่องดีต่อเด็ก เพราะมีข้อมูลทางวิชาการระบุว่า การให้เด็กอยู่ใกล้ชิดกับคนแก่จะช่วยฝึกให้เด็กมีความนอบน้อม และอ่อนโยนขึ้นได้ ซึ่งการรดน้ำดำหัว เด็กๆ สามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้เต็มที่ ตั้งแต่การเตรียมดอกไม้ น้ำหอม น้ำปรุง นอกจากนี้ ผู้ปกครองก็สามารถชี้ชวนและอธิบายถึงความหมายดีๆ ของกิจกรรมนี้ให้ลูกเข้าใจมากขึ้นได้ เช่น บอกว่าคุณแม่กำลังรดน้ำคุณตานะ เดี๋ยวคุณตาจะอวยพรให้แม่แข็งแรง อยู่กับลูกไปนานๆ พอคุณแม่รดน้ำเสร็จ ก็ให้ลูกลองรดน้ำดำหัวบ้าง พร้อมกับคอยแนะนำอยู่ใกล้ๆ เมื่อเด็กได้ทำซ้ำๆ ทุกปี ช่วงเวลาแบบนี้จะเป็นสิ่งที่พวกเขารอคอย และรู้สึกว่าตัวเองมีความสำคัญ
4. วิธีดำหัวฉบับโบราณ / สมัยใหม่
สำหรับวิธีการรดน้ำดำหัว ขอพาไปทำความรู้จักกับวิธีแบบโบราณกันก่อน ซึ่งเป็นพิธีกรรมในแบบของสงกรานต์ล้านนา โดยสามารถทำได้ 3 แบบ คือ 
แบบที่หนึ่ง ดำหัวตนเอง : เป็นพิธีเสกน้ำส้มป่อยด้วยคำที่เป็นสิริมงคล เช่น "สัพพทุกขา สัพพภยา สัพพโรคาวินาสันตุ" แล้วใช้น้ำส้มป่อยลูบศีรษะ เพื่อชำระล้างสิ่งไม่ดีออกไป
แบบที่สอง ดำหัวผู้น้อย เช่น ภรรยา บุตร หลาน : เป็นพิธีกรรมต่อเนื่องจากแบบแรก คือ ใช้น้ำส้มป่อยลูบศีรษะภรรยา บุตร หลาน หลังจากดำหัวตนเอง หรือการที่ตนเองรับน้ำส้มป่อย (แบบที่สาม) มาลูบศีรษะตนเองเสร็จแล้วสลัดใส่ศีรษะ หรือลูบศีรษะผู้ที่มาดำหัวตนเอง
แบบที่สาม ดำหัวผู้ใหญ่ เช่น บิดา มารดา ครู อาจารย์ พระเถระ ผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นต้น : กรณีนี้อาจไปดำหัวด้วยตนเอง บางครั้งอาจพาญาติพี่น้องไปเป็นกลุ่ม หรือไปเป็นคณะ โดยเฉพาะผู้ใหญ่ที่เป็นที่เคารพนับถือของชุมชน
การดำหัวนี้ ศาสตราจารย์เกียรติคุณมณี พยอมยงค์ ผู้เป็นปูชนียบุคคล ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของชาวล้านนาได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับการดำหัวสมัยโบราณให้คนรุ่นหลังได้ทราบถึงขนบธรรมเนียมประเพณีล้านนาดังนี้สำหรับการดำหัวนั้น นิยมเอาน้ำใส่ขัน คือใส่สลุง เอาน้ำขมิ้นส้มป่อยใส่ เวลาดำหัวเขาจะเอาไปประเคน คือเอาไปมอบให้ท่านผู้เฒ่าผู้แก่ที่เราจะไปดำหัวนั้น เขาจะเอามือจุ่มลงในสะหลุงที่มีน้ำขมิ้นส้มป่อยอยู่ แล้วก็เอามาลูบหัวตัวเอง 3 ครั้ง จากนั้นก็เอามือจุ่มน้ำส้มป่อย สลัดเข้าใส่ลูกหลานที่มาดำหัวพร้อมกับอวยพรให้อยู่ดีมีสุข ให้อยู่ดีกินดี 
http://img.khwamjing.com/userfiles/images/1(875).jpg
 ***ไม่นิยมเอาน้ำรดมืออย่างของภาคอื่น ซึ่งถือว่าการทำอย่างนั้นเป็นการรดศพมากกว่า***
 5. ต้องเตรียมอะไรบ้าง
https://www.thairath.co.th/media/NjpUs24nCQKx5e1DISdLfE6G65E3kVItR3A0Qk0p2mB.jpg
เตรียมน้ำอบน้ำปรุง หรือน้ำหอม มาผสมในน้ำสะอาด
สิ่งที่ต้องเตรียมไปในการรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ ได้แก่ น้ำอบไทย น้ำหอม หรือน้ำส้มป่อย เพื่อนำไปผสมกับน้ำที่จะนำไปรดน้ำผู้ใหญ่ ข้อต่อมาคือเตรียมดอกมะลิ ดอกกุหลาบ หรือดอกไม้อื่นๆ ที่ปลูกอยู่ในบ้านก็ได้ ถัดมาต้องเตรียมขันเงินหรือขันทองเหลือง พานข้าวตอก ดอกไม้ และธูปเทียน ข้อสุดท้าย คือ เตรียมผ้าตัดเสื้อ ผ้านุ่ง ผ้าห่มผืนใหม่ หรือของขวัญเล็กๆ น้อยๆ เพื่อมอบให้แก่ผู้ใหญ่ เพื่อเป็นการต้อนรับปีใหม่ไทย
https://www.thairath.co.th/media/NjpUs24nCQKx5e1DISdLfE6G65E3kVHveCeBFQYmjKm.jpg
ใส่ดอกไม้กลิ่นหอมลงไปด้วยเพื่อความสดชื่น
ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวดีๆ ของการรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ เอาเป็นว่าสงกรานต์นี้ก็อย่าลืมที่จะจัดเตรียมดอกไม้ น้ำอบน้ำปรุง ไปรดน้ำผู้สูงอายุกันนะจ๊ะ จะได้สานความผูกพันในครอบครัวให้ยิ่งอบอุ่นและมีความสุขตลอดปีใหม่นี้
ที่มา : kroobannokdmc, tnews.co.th


น้ำมันกัญชา


รวบรวมมาเพื่อให้พิจารณาครับ
ประโยชน์ของน้ำมันกัญชา 33 ประการ

1. กัญชาสามารถหยุดการแพร่กระจายของมะเร็งไม่ให้ลุกลามและกำจัดเซลมะเร็งได้ โดยไม่ทำร้ายหรือสร้างความเสียหายให้กับเซลปกติ
2. กัญชาสามารถรักษาต้อหิน
3. กัญชาสามารถป้องกันโรคอัลไซเมอร์
4. กัญชาสามารถช่วยลดอาการอักเสบ
5. กัญชาสามารถควบคุมและรักษาโรคลมชัก
6. กัญชาสามารถลดความเจ็บปวดจากโรคระบบประสาทส่วนกลางเสื่อม
7. กัญชาสามารถรักษโรคโครห์น (Crohn’s Disease) ความผิดปกติเรื้อรังของลำไส้ใหญ่ได้
8. กัญชาสามารถช่วยควบคุมและรักษาโรคพาร์กินสัน
9 . กัญชาสามารถลดความวิตกกังวล
10. กัญชาสามารถช่วยในการยับยั้งการสร้างสารก่อมะเร็งและปรับปรุงสุขภาพปอดได้
11. กัญชาสามารถลดความเจ็บปวดจากเคมีบำบัด
12. กัญชาสามารถปรับปรุงอาการของโรคลูปัสหรือโรคเอสแอลอี (โรคพุ่มพวง)
13. กัญชาสามารถช่วยปกป้องสมองจากความเสียหายของโรคหลอดเลือดสมอง
14. กัญชาสามารถควบคุมกล้ามเนื้อกระตุก
15. กัญชาสามารถรักษาโรคลำไส้อักเสบ
16. กัญชาสามารถช่วยขจัดฝันร้าย
17. กัญชาสามารถปกป้องสมองจากการถูกกระทบกระแทกและการบาดเจ็บ
18. กัญชาสามารถช่วยให้เจริญอาหาร
19. กัญชาสามารถช่วยขยายหลอดลมและลดการหดตัวของหลอดลม
20. กัญชาสามารถแก้โรคบิด แก้ปวดท้อง และโรคท้องร่วง
21. กัญชาสามารถช่วยแก้อาการประจำเดือนไม่ปกติของสตรี
22. กัญชาสามารถแก้โรคผิวหนังกลากเกลื้อน
23. กัญชาสามารถแก้ปวดหัวไมเกรน
24. กัญชาช่วยรักษาการอุดตันของเส้นเลือดในสมอง้
25. กัญชาสามารถช่วยบำบัดผู้ติดยาเสพติดชนิดรุนแรงเช่นเฮโรอีน
26. กัญชาสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดและความดันโลหิตได้ (รักษาเบาหวาน)
27. กัญชาสามารถช่วยรักษาแผลสด แผลหายยากจากเบาหวาน ให้แห้งและหายได้
28. กัญชาช่วยทำให้มีอารมณ์เบิกบานแจ่มใสมีสมาธิและจิตใจสงบ
29. กัญชาสามารถช่วยผู้ป่วยที่ติดเชื้อHIVหรือเอดส์ให้สามารถใช้ชีวิตได้ดีขึ้น
30. กัญชาสามารถช่วยป้องกันโรคตับแข็ง
31. กัญชาสามารถช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น
32. กัญชาสามารถช่วยรักษาอาการกระดูกหักให้หายไวขึ้น และยังทำให้กระดูกแข็งแรงขึ้นด้วย
33. กัญชาสามารถช่วยลดความเสี่ยงจากความเสียหายของระบบเส้นประสาททั้งร่างกายและระบบเชื่อมต่อในสมอง
วิธีใช้...Oil Extraction  น้ำมันกัญชา 

เมื่อเรากินน้ำมันกัญชา ตัวยาจะเดินทางผ่านตับ
จะเกิดกระบวนการเปลี่ยนเเปลงสาร THC เป็น 11-hydroxy-THC จากนั้น สารนี้จะเข้าไปในกระเเสเลือดเเละถูกส่งไป
ที่สมอง

สมองจะส่ง "MGSs" หรือ ตัวรับในสมอง ซึ่งจะผูกกับตำเเหน่งของเซลล์มะเร็ง เป็นการกระตุ้นกระบวนการที่เรียกว่า การตายของเซลล์แบบที่มีการโปรแกรมไว้แล้ว หรือ Programmed Cell Death เป็นการทำให้เซลล์มะเร็งตายไปตามปกติ อย่างที่เซลล์ในร่างกายได้ถูกกำหนดอายุเวลาเอาไว้เเล้ว น้ำมันกัญชาเป็นเพียงตัวกระตุ้นตัวรับสัญญานในสมอง เมื่อน้ำมันกัญชาที่มีเเคนนาบินอยด์ ผูกกับตำเเหน่งของเซลล์มะเร็ง จากนั้นตัวรับเเคนนาบินอยด์ในสมอง จะส่งสัญญานเข้าไปในร่างกาย เพื่อทำลายเซลล์มะเร็งชนิดต่างๆ หลายประเภท

การใช้นํ้ามันกัญชานั้นมีหลายวิธี แล้วแต่ความหนักเบาของโรค และตามอาการที่เป็น ได้แก่

1 ) วิธีการหยดใต้ลิ้น
- การใช้วิธีนี้จะทําการหยดนํ้ามันกัญชาลงบริเวณใต้ลิ้น เพื่อให้ยาดูดซึมเข้าร่างกายทันที ผ่านเส้นเลือดบริเวณโคนลิ้นและกระพุ้งแก้ม วิธีนี้ยาจะออกฤทธิ์ ภายใน 5-30 นาที และยาวนาน 3-6 ชม.
- วิธีนี้ยาจะออกฤทธิ์เร็วที่สุด แต่จะรับยาได้ไม่มากนัก เพราะออกฤทธิ์ โดยตรงต่อสมองจะทําให้ผู้ใช้เมาเสียก่อน
- ปริมาณที่ใช้คือ 1-10 หยด เหมาะกับการใช้แก้ปวดทันที คลายเครียด ช่วยการอยากอาหารและการนอนหลับ (20 หยด = 1 cc ) ถ้าผู้ป่วยหยด ตอนเช้า แล้วมีอาการง่วงนอนทั้งวัน ก็ให้ ลดปริมาณ และเปลี่ยนเวลา มาหยดใต้ลิ้นในช่วงตอนเย็น หรือหัวคํ่าเพื่อที่จะได้นอนยาวในคราวเดียว และให้ใช้เวลากลางวันกับครอบครัว โดยอาการมึนนี้ จะเป็นแค่ในช่วงแรก 5-7วันที่ใช้

2 ) วิธีการทานยาแบบแคปซูล
- ใช้แคปซูลเปล่าครับ ให้ผู้ใช้ทําการเอานํ้ามันในขวดมาหยดใส่แคปซูล เริ่มจาก 1 หยด แล้วค่อยๆเพิ่มไปเรื่อยๆ ใช้ทานก่อนนอน วิธีนี้ยาจะออกฤทธิ์ช้ากว่าการหยดใต้ลิ้น คือหลังจากทาน 30-60 นาที แต่ยาจะมีฤทธิ์อยู่ได้นานกว่าการหยดคือ 6-8 ชม. ช่วยให้ผู้ป่วยหลับสนิทยาวตลอดทั้งคืน
- วิธีนี้ยาจะเข้าไปในร่างกายตามระบบทางเดินอาหาร เหมาะกับการช่วยการนอนหลับและแก้ปวดระดับรุนแรงแทนการใช้มอร์ฟีนได้เลยสามารถทานได้ถึง 1-20 หยดต่อวัน

3 ) วิธีการเหน็บ
- วิธีนี้จะมีคลิปสอนทํายาเหน็บอีกทีนะครับ (น้ำมันมะพร้าว ผสม นํ้ามันกัญชา)
- หลักการก็คือเหน็บยาที่ทําเสร็จแล้วเข้าไปทางทวารหนัก เพื่อให้ยาดูดซึมที่ลําไส้ใหญ่เหมือนยาเหน็บทั่วไป และ การเหน็บยาเข้าทางช่องคลอดโดยตรง เพื่อให้ยาซึมเข้าร่างกายผ่านทางช่องคลอด การเหน็บช่องคลอดเหมาะ สําหรับกรณีมะเร็งปากมดลูก หรือ มะเร็งช่องคลอด
- วิธีนี้เหมาะสําหรับท่านที่เป็นมะเร็งระยะที่ 2 ขึ้นไป เพราะร่างกายสามารถรับยาได้ในปริมาณมากกว่าการหยดและการทาน คือ 1-2 ซีซี หรือ 40 หยดเลยทีเดียว โดยที่ไม่ทําให้มีอาการมึนเมา

4 ) การสวนทวาร
- วิธีนี้หลักการคือสวนยาที่ผสมตามอัตราส่วนแล้วเข้าไปทางทวารหนักผ่านสายยางเข้าไปในร่างกาย เพื่อให้ยาดูดซึมที่ลําไส้ใหญ่ ส่งตรงเข้าตับและส่งยากระจายทั่วร่างกายต่อไป
- โดยวิธีนี้ร่างกายจะรับยาได้มากที่สุดโดยที่ไม่ทําให้ผู้ป่วยเมา สามารถสวนได้ถึงวันละ 3 ครั้ง ปริมาณ 1-6 ซีซี หรือ 120หยด เลยทีเดียว เหมาะสําหรับผู้ป่วยมะเร็งระยะที่ 2 ขึ้นไป เพื่อให้ยาเข้าไปได้ความเข้มข้นมากพอจะฆ่าเชื้อ

วิธีการกินน้ำมันกัญชาในปริมาณที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยมะเร็งทั้งนี้ปริมาณการใช้ขึ้รอยู่กับความเข้มข้นและสภาพร่างกายของผู้ป่วย ควรทดสอบจากปริมาณน้อยก่อน

ผู้ป่วยมะเร็ง 1 คน ต้องบริโภคน้ำมันกัญชา 60 ml หรือ 60 กรัม ต่อคน โดยเเบ่งการกินในเเต่ละสัปดาห์ ดังนี้
ในสัปดาห์เเรกให้บริโภคปริมาณที่เเนะนำ เพื่อให้ร่างกายปรับตัว เนื่องจากคนที่ไม่เคยสูบกัญชามาก่อน จะไม่มี high tolerance หรือทนต่อสาร THC เข้มข้น ได้ต่ำ พูดง่ายๆคือ คอไม่เเข็ง อาจเกิดอาการใจเต้นรัว อาเจียนได้
ดังนั้นหลักการใช้จึงต้องเริ่มจากน้อย (1 หยด) แล้วค่อยๆเพิ่มไปหามาก(ระยะเวลาเพิ่มควรห่างกันเป็นเดือน) โดยหลักการก็คือ การนําเอายาเข้าไปในร่างกายให้มากที่สุด โดยที่ไม่ทําให้ผู้ใช้มึนมากเกิน กระทบกับการใช้ชีวิตประจําวันให้เสียไป ซึ่งร่างกายเราจะปรับตัวให้สามารถรับยาได้มากขึ้นเรื่อยๆตามลําดับ ( เข้าทางปากจะเมา เข้าทางทวารจะไม่เมา)

สัปดาห์ที่ 1
- กินก่อนอาหาร 3 เวลา เช้า กลางวัน เย็น ให้หยดของน้ำมันกัญชาเล็กเท่ากับครึ่งเมล็ดข้าว (1/2 half the size of a short grain of rice)

สัปดาห์ที่ 2 - 5
- ให้เพิ่มการบริโภคทุกๆ 4 วัน เช่น เริ่มต้นสัปดาห์ที่ 2 กินหยดน้ำมันกัญชาเท่ากับ 1 เมล็ดข้าว เช้า กลางวัน เย็น ก่อนอาหารเหมือนเดิม หลังจากผ่านไป 4 วัน เพิ่มปริมาณเป็น 2 หยด เช้า กลางวัน เย็น เป็นต้น

สัปดาห์ 5 - 12
- บริโภควันละ 1 กรัม หรือ 1 ml
สำหรับโรคอื่นๆ เช่น นอนไม่หลับ,multiple sclerosis,โรคหยุดหายใจขณะหลับ,โรคจิตเภท Schizophrenia สามารถรับประทานเเบบเดียวกันกับผู้ป่วยมะเร็ง ถ้าเป็นโรคทางกายภาพ อาการปวด หรือ กล้ามเนื้อ ให้ผสมในโลชั่นเเล้วทาภายนอกตรงที่ปวดได้

ผลข้างเคียงของการกินน้ำมันกัญชา
ตัวชา (body stoned) , ง่วงนอน , จะเกร็งตรงขมับบริเวณศรีษะนิดหน่อย หรือ อาจเกิดอาการหนักตา ตาปรือ ลืมตาไม่ค่อยขึ้น เนื่องจากเป็นยาระงับประสาทด้วย ทำให้จิตใจสงบ ใจเย็นลง เเละทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้นนิดหน่อย. ไม่เมาขึ้นหัว ไม่เกิดอาการหัวเราะ เเต่กล้ามเนื้อจะผ่อนคลาย