วันศุกร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2564

ผ้าอาบน้ำฝนประจำปี2564


 เรียนเชิญร่วมจาริกบุญ กราบทำวัตร ถวายผ้าอาบน้ำฝน เทียนพรรษา และปัจจัยไทยธรรมพ่อแม่ครูอาจารย์ ๙ วัด

ระหว่างวันที่ ๒๔ - ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๖๔
คำถวายผ้าอาบน้ำฝน
อิมานิ มะยัง ภันเต, วัสสิกะสาฏิกานิ, สะปะริวารานิ,
ภิกขุสีละวันตัสสะ, โอโณชะยามะ, สาธุ โน ภันเต, ภิกขุ สีละวันโต,
อิมานิ วัสสิกะสาฏิกานิ, สะปะริวารานิ, ปะฏิคคันหาตุ,
อัมหากัง, ทีฆะรัตตัง, หิตายะ, สุขายะ, นิพพานะปัจจะโยโหตุ.
ข้าแต่พระภิกษุผู้ทรงศีลผู้เจริญ, ข้าพเจ้าทั้งหลาย, ขอน้อมถวาย,ผ้าอาบน้ำฝน-กับบริวารทั้งหลายเหล่านี้,
แด่ท่านผู้ทรงศีล,ขอพระภิกษุผู้ทรงศีลโปรดรับ, ผ้าอาบน้ำฝน กับทั้งบริวารทั้งหลายเหล่านี้, ของข้าพเจ้าทั้งหลาย,
เพื่อประโยชน์,และความสุข,แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย สิ้นกาลนานและเป็นปัจจัย-แห่งพระนิพพานด้วยเทอญ.
ผ้าอาบ (ผ้าวัสสิกสาฎก)
ผ้าอาบน้ำฝน คือ ผ้าสำหรับใช้นุ่งในเวลาอาบน้ำฝนหรืออาบน้ำทั่วไป ผ้าอาบแบบนี้จะทำมาจากผ้าดิบ มาย้อมด้วยสีดินแดง ซึ่งตามพระวินัยแล้วจะไม่ให้ย้อมเป็นสีจีวร มีความกว้างประมาณ 1 หลา ยาว 2 หลา พับและเย็บริมกันผ้ายุ่ย ข้อดีของผ้าอาบน้ำฝน คือ มีความทนทาน เนื้อผ้าไม่บาง นุ่งห่มแล้วไม่โป๊ นอกจากพระป่าจะใช้ผ้าชนิดนี้นุ่งสรงน้ำแล้ว ก็ยังใช้นุ่งในเวลาทำข้อวัตรแทนสบง เพราะเป็นการรักษาสบง
เพราะการทำข้อวัตร ได้แก่ การกวาดลานวัด ตักน้ำ ทำความสะอาดวัด ผ่าฟืน จนไปถึงการทำงานก่อสร้าง ซึ่งเป็นงานที่ต้องเสี่ยงกับความสกปรก อาจเลอะสบง การนุ่งซ้อนกับสบงเพื่อไว้เป็นซับใน คลุมตักในเวลาฉันกันจีวรเลอะ เป็นผ้าเช็ดบาตร เป็นต้น ซึ่งผ้าอาบน้ำนอกจากพระจะใช้ในช่วงเข้าพรรษาแล้ว ภายหลังจากออกพรรษา พระท่านจะถอนผ้าให้เป็นผ้าบังสุกุลก่อน แล้วจึงอธิษฐานผ้าใหม่ให้เป็นผ้าบริขาร เพื่อจะใช้ผ้านั้นได้ตลอดไป
ถ้าหากท่านใดจะถวายนอกฤดูถวายผ้าอาบน้ำฝน ก็พึงถวายเป็นผ้าบังสุกุล
ผ้าวัสสิกสาฏก หรือ ผ้าจำนำพรรษา – ผ้าอาบน้ำฝน คือ ผ้าสำหรับใช้นุ่งเวลาอาบน้ำฝน เรียกว่า ผ้าอาบน้ำฝน
ในพุทธกาลพระภิกษุสงฆ์จะไม่มีผ้าอาบน้ำฝน ดังนั้นเมื่อพระภิกษุสงฆ์จะสรงน้ำจึงต้องเปลือยกายเป็นที่ไม่น่ามองของผู้มาพบเห็นเมื่อนางวิสาขามาพบเข้าก็ได้ทูลขอพระบรมพุทธานุญาตจากพระพุทธเจ้าให้พระสงฆ์ได้มีผ้าอาบน้ำสำหรับเปลี่ยนเวลาสรงน้ำในระหว่างฤดูฝน ซึ่งพระพุทธเจ้าก็ทรงอนุญาตตามที่นางวิสาขาขอ ดังนั้นนางวิสาขาจึงเป็นสตรีคนแรกที่ได้ถวายผ้าอาบน้ำฝนหรือผ้าวัสสิกสาฏก ให้แก่พระสงฆ์ในวันเข้าพรรษา
ประเพณีถวายผ้าอาบน้ำฝน เป็นประเพณีมาตั้งแต่โบราณกาล ในครั้งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ได้ตรัสให้พระภิกษุสงฆ์ทั้งหลายแสวงหาผ้าอาบน้ำฝน ตั้งแต่แรม 1 ค่ำ เดือน 7 ไปจนถึงเดือน 8 ขึ้น 15 ค่ำ และทรงอนุญาตนุ่งหุ่มได้ตั้งแต่ แรม 1 ค่ำเดือน 8 ไป และห้ามมิให้พระภิกษุสงฆ์แสวงหาผ้านุ่งห่มเลยไปจากทรงอนุญาตไว้
เมื่อทรงกำหนดไว้ดังนี้แล้วครั้งถึงเวลาบรรดาพุทธศาสนิกชน จึงชวนกันบริจาคทรัพย์ของตน และจัดหาผ้าอาบน้ำฝนนำไปถวายพระภิกษุสงฆ์ที่วัด ทั้งนี้เพื่อมิให้พระภิกษุสงฆ์ต้องกังวลในเรื่องการแสวงหา จะได้ตั้งหน้าประพฤติสมณธรรมโดย มิต้องกังวลจึงเป็นอานิสงส์อย่างหนึ่งที่ควรจะประกอบ เพื่อจรรโลงศาสนาให้รุ่งเรืองถาวรสืบไป
*ร่างกำหนดการเดินทาง 24-26 กค.64*
เสาร์ 24 กรกฏาคม 64 (วันอาสาฬหบูชา)
ธรรมวิภาวัน-วัดพระธาตุฝุ่น
04.30น. ออกเดินทางจากธรรมวิภาวัน
07.00น. สนส.ทรัพย์สวนพลู ท่าน อจ.สมภพ อภิวัณโณ (1)
10.00น วัดบึงลัฏฐิวัน ท่านอจ.โสภณ โอภาโส (2)
12.00น. รับประทานอาหาร
20.00น. วัดพระธาตุฝุ่น หลวงตาเลื่อน โอภาโส (3)
อาทิตย์ 25 กรกฏาคม 64 (วันเข้าพรรษา)
วัดพระธาตุฝุ่น-วัดป่าศรัทธาถวาย
07.30น. ถวายจังหัน
10.00น. วัดป่าบ้านตาด ท่านพอ.สุธรรม สุธัมโม (4)
11.300น. วัดป่าภูหินร้อยก้อน ท่านพอ.สุนทร ฐิติโก (5)
12.30น. รับประทานอาหาร
13.30น. วัดป่าหนองแซง หลวงปู่เสน ปัญญาธโร (6)
14.30น. รพ.หนองวัวซอ
17.00น. วัดพระพุทธบาทบัวขาว พอ.ประมวล สมปุญโญ (7)
18.00น. วัดป่าศรัทธาถวาย ครูจารย์บุญมี ธัมมรโต
จันทร์ 26 กรกฏาคม 64
วัดป่าศรัทธาถวาย-ธรรมวิภาวัน
04.30น. ใส่บาตร- วัดถ้ำสหาย หลวงปู่จันทร์เรียน คุณวโร (😎
07.00น. ใส่บาตร- ถ้ำเต่า (9)
11.30น. รับประทานอาหาร
18.30น. ธรรมวิภาวัน
เรียนเชิญร่วมจาริกบุญ กราบทำวัตร ถวายผ้าอาบน้ำฝน เทียนพรรษา และปัจจัยไทยธรรมพ่อแม่ครูอาจารย์ ๙ วัด
ระหว่างวันที่ ๒๔ - ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๖๔
คุณสมบัติผู้ร่วมจาริกบุญครั้งนี้
1. รับเฉพาะผู้ที่ได้ฉีดวัคซีน AZ อย่างน้อย 1 เข็ม หรือวัคซีนซิโนแวคครบ 2 เข็ม และต้องฉีดแล้วไม่น้อยกว่า 3 สัปดาห์ก่อนเดินทาง
2. สำรวมกาย วาจาใจ การเดินทางครั้งนี้คือการมาภาวนา
3. แต่งกายสุภาพ เสื้อขาว กางเกงขายาว หรือผ้าถุงสีดำ/น้ำเงิน
4. เป็นผู้อยู่ง่าย ทานง่ายดูแลช่วยเหลือผู้ร่วมคณะ
6. กลางคืนพักภาวนาที่วัด โปรดเคารพสถานที่ของพ่อแม่ครูอาจารย์,
รักษาความสะอาด ความสงบของสถานที่
7. วันพระนั่งภาวนาตลอดคืน
เดินทางโดยรถตู้ รับไม่เกิน 15 คน มีค่าใช้จ่ายคนละ 2000 บาท
มูลนิธิจะจัดไทยธรรมถวาย 24 วัด หากประสงค์จะส่งของมาร่วมทำบุญถวายวัดด้วย จำนวน 24 ชุด ส่งมาที่มูลนิธิดวงแก้ว 1/2 ซ.กันตะบุตร 23 ต.ปากน้ำ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ 10270 (รับถึงวันที่ 15 กรกฎาคม 64) นะครับ
ร่วมบุญกันได้นะครับที่ ชื่อบัญชี มูลนิธิดวงแก้ว ธ.ทหารไทย
เลขที่ 082-229-2876
กิจกรรมนี้เราทำกันมาทุกปีเริ่มเป็นหมู่เป็นคณะปี2537 จุดมุ่งหมายเพื่อรักษาประเพณีวัฒนธรรมไว้ก็อย่างหนึ่งแต่ที่เราตั้งใจคือได้ไปกราบพ่อแม่ครูอาจารย์รับฟังธรรมะโอวาทจากท่านเพื่อเป็นกำลังใจบำเพ็ญเพียรตลอดพรรษา คณะของเราจึงไม่ใหญ่นัก แต่งกายเป็นคนวัด เสื้อขาวกางเกงสีเข้ม รักษาศีล ภาวนาสนทนาธรรมไปตลอดการเดินทาง ฟังธรรมครูจารย์แล้วก็มาแบ่งปันกัน เพื่อพร้อมจะก้าวเดินไปด้วยกันในทางเดินที่ท่านชี้แนะสั่งสอน ปีหนึ่งก็สองสามครั้งแต่ปัจจุบันที่เป็นคณะก็เหลือเพียง1ครั้งนอกนั้นก็เป็นกลุ่มเล็กๆไปกันเอง
การถวายผ้าอาบ นอกจากจะเอาผ้าอาบน้ำฝนเทียนพรรษาและจตุปัจจัยไทยธรรมไปกราบถวายท่านแล้ว เราก็จะเข้าไปกราบขอขมาพ่อแม่ครูอาจารย์ เป็นข้อวัดที่ครูจารย์สายพระป่าท่านสั่งสอนเรามาตั้งแต่เด็กๆให้รู้จักอ่อนน้อม ขอขมาโทษ เพื่อให้ท่านเมตตาสั่งสอนธรรมให้ นอกจากนี้หน้าที่เด็กวัดอย่างเราก็จะสอบถามถึงที่บำเพ็ญภาวนาในพรรษาท่านและศิษย์ของท่านว่าสัปปายะหรือยังขาดสิ่งใดที่เราสามารถกระทำได้จะได้รีบกระทำให้ กราบดูแลสุขภาพของสงฆ์ เช่นกราบถวายยา หรือจัดพาพระอาพาธส่งรักษาให้พร้อมกับการภาวนาตลอดพรรษาที่จะมาถึงนี้ และกราบปาวนาตนในสื่งที่สามารถและพึ่งกระทำถวายสงฆ์ นี่คือสิ่งที่เราได้กระทำกันมาตลอด20+ปี และปีนี้ก็คงจะมีสมาชิกใหม่ๆเขามาร่วมทางเดินนี้ด้วยกันอีก ทางเดินนี้ถึงแม้จะแคบและไม่ราบเรียบนัก แต่ก็อบอุ่นด้วยกัลยาณธรรมจากกัลยาณมิตรเพื่อนร่วมทาง กราบอนุโมทนาในกุศลของเพื่อนๆทุกๆท่านที่ร่วมกระทำด้วยกันและมีส่วนในบุญนี้ และข้อมอบเป็นเครื่องเตือนใจสำหรับผู้มาใหม่ให้วางตัวให้เหมาะสมด้วย


วันศุกร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2564

11มิย64 วันเกิดปี่ที่63

 




วันคล้ายวันเกิดปีที่หกสิบสาม

           อีกครั้งหนึ่งที่วันคล้ายวันเกิดผ่านมา เหลืออีกหกเจ็ดปีแล้วซินะ ตั้งแต่เล็กจนโตผ่านวันเวลาและเรื่องราวมากมาย ค้นหาไขว่คว้าแสวงหาคำตอบของคำถามในใจ “เกิดมาทำไม?” แม้เป็นเพียงแค่คำถามสั้นๆ แต่หาคำตอบยากยิ่งแล้วจริงๆ  แต่ละช่วงของชีวิตมักใช้ไปกับการแสวงหา แต่ก็ไม่ต่างกับผู้คนทั่วไป เติบโต ร่ำเรียนหนังสือ เล่นกีฬา แต่ด้วยโรคภัยไข้เจ็บจึงทำให้มักใช้เวลาอยู่กับหนังสือเสียมาก และยังมีโอกาสได้ใกล้ชิดกับครูบาอาจารย์หลายๆท่าน ได้เรียนศึกษาหาความรู้ต่างๆเพิ่มขึ้น ทั้งพ่อแม่ครูอาจารย์วิริยังค์  หลวงปู่สำราญ ท่านพุทธทาส สมัยเรียนก็ยังมีครูอาจารย์อีกหลายๆท่านเมตตาสั่งสอนวิชาการต่างๆมากมาย มีอาจารย์ท่านหนึ่งจาก สแตนฟอร์ด สอนให้เราหัดวางแผนชีวิต คำที่ท่านใช้สอนคือ-Ten year planning-  ทำให้คิดว่าเกิดมาเพื่อเรียนรู้และสร้างความสำเร็จให้ชีวิต ?

            ผ่านไปหลังเรียนจบ ก็ได้วางแผนไปเรียนต่อในต่างประเทศ มีโอกาสศึกษาเรียนรู้ทั้งวิชาการทางการแพทย์ ศาสนาศิลปะวัฒนธรรมฯ ในหลายประเทศ มีโอกาสได้เข้าทำงานร่วมกับผู้บริหารของสมาคมแพทย์นานาชาติหลายแห่งสิ่งเหล่านี้ ทำให้เกิดการเรียนรู้ถึงจุดหมายของแพทย์หลายๆท่าน  เราเองก็อาจเป็นเช่นกัน  จนกลับมาเมืองไทยพร้อมกระดาษในมือที่เขียนสิ่งที่อยากจะกระทำหลังกลับประเทศ18ข้อ 

            จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิต คือการที่คุณแม่ป่วยเป็นมะเร็ง และการที่อาจารย์ศัลยเวทชวนไปออกหน่วยแพทย์ในต่างจังหวัด แผนที่วางไว้ว่าจะสร้างรพ.มหาวิทยาลัย ทำโรงงานเครื่องสำอางที่อุตส่าห์ไปเรียนมาทั้งญี่ปุ่นและอเมริกาจึงต้องล้มไป เอาเวลามาออกหน่วยผ่าตัดรักษาผู้พิการในต่างจังหวัดทั้งในและต่างประเทศ เวลาที่เหลือก็ยังได้ดูแลคุณแม่ที่เป็นมะเร็งนานถึง14ปี  วันเวลาที่ได้ใช้ชีวิตอยู่กับผู้คนในต่างจังหวัด ออกหน่วยแพทย์ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสพิการ กับเพื่อนๆที่มีใจบุญใจกุศล ได้ค่อยๆหล่อหลอมให้เราเปลี่ยนไปจากชีวิตที่เราใช้ในวัยเด็กและในต่างประเทศที่แตกต่างกันมากมาย จนปี พ.ศ.2551 มีก้อนเนื้องอกที่ใต้ตาซ้าย หลังผ่าตัดการมองเห็นไม่ดีนักจึงงดออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ไป

                ตั้งแต่เด็กที่ได้ครูจารย์วิริยังค์หัดนั่งสมาธิ ต่อมาก็เป็นหลวงพ่อสำราญศิษย์ท่านพ่อลี ที่ได้หลักปฏิบัติภาวนาตามแนวท่านพ่อมา และท่านพุทธทาสที่เราได้ไปศึกษาหาความรู้ที่สวนโมกข์ตั้งแต่เก้าขวบ ในต่างประเทศก็ยังได้เรียนภานาทุกสัปดาห์กับพระชาวญี่ปุ่น และพระมหายานหลายท่าน แต่ที่สำคัญคือหลังจากที่กลับมาเมืองไทยก็ได้พ่อแม่ครูบาอาจารย์องค์หลวงตาพระมหาบัวสั่งสอน และทุกครั้งที่เราได้ออกหน่วยแพทย์ในต่างจังหวัดก็จะมีโอกาสได้กราบศึกษาขอความรู้จากพ่อแม่ครูอาจารย์ในพื้นที่นั้นๆทุกครั้งตลอดทุกๆเดือนเป็นเวลากว่ายี่สิบปี จนทำให้มีโอกาสบรรพชาอุปสมบทถึงสี่ครั้ง สิ่งนี้จึงเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่หล่อหลอมเราให้เปลี่ยนแปลงไปอีก

               ชีวิตมนุษย์นั้นอาจมิได้เป็นไปดังใจเสมอมักถูกหล่อหลอมไปตามประสบการณ์ของชีวิตที่เราซึมซับเข้าไปทุกขณะๆ  เราอาจมีอุดมการณ์ผลักดันให้เคลื่อนไปในทิศทางที่เราต้องการ ร่วมกับการใช้ชีวตสังคมและผู้คนเพื่อนฝูงผู้ร่วมงานที่อยู่รอบข้างเราค่อยๆเบี่ยงเบนชีวิตเราไปตามสภาพแวดล้อมนั้น แม้เรามักจะบอกว่าเราเป็นผู้ลิขิต แต่จะจริงหรือไม่ คงต้องตอบกันเองแต่ละคนแล้วครับ เวลาในชีวิตเรานั้นแต่ละคนล้วนมีมิมากนัก ร้อยปีก็มีน้อยนักที่จะไปถึง ไม่ว่าจะฉลาด มีความรู้ มีชื่อเสียง เงินทอง มากมาย ก็ต้องเจ็บป่วย แก่ชรา สุขทุกข์ไปตามท่วงทำนองชีวิตที่เราผ่านไป จะมีทุกข์ตลอดหรือสุขยั่งยืนยาวนานตามประสงค์ก็ไม่เคยมีผู้ใดทำได้  ธรรมะ- ที่องค์พระบรมศาสดาประทานให้พวกเรานั้น ล้วนชี้นำสั่งสอนเรื่องของชีวิตไว้อย่างสมบูรณ์ ไม่มีตำราวิชาใดๆที่จะแสดงให้เราเข้าใจชีวิตได้อย่างแท้จริงเท่าพระธรรมคำสอนขององค์พระบรมศาสดา

                ชีวิตในวันนี้ สุขสงบ ผ่านไปเพียงมืดกับแจ้ง ทำงานเล็กๆน้อย ตอบแทนผู้คนรอบกาย พ่อแม่-ครูบาอาจารย์-เพื่อนฝูงมิตรสหาย ขอบคุณสวรรค์ที่ได้มีโอกาสที่แสนดี ได้พ่อแม่ครูอาจารย์ สหายรอบกายที่แสนดี ช่วยเหลือสนับสนุนสรรสร้างโครงการสาธารณประโยชน์ แบ่งปันสิ่งดีๆให้กับผู้คนและสรรพชีวิตในโลกใบนี้ หกสิบกว่าปีนี้นับว่าคุ้มค่าแล้ว อีกหกเจ็ดปีต่อไปไม่ว่าอะไรจะเกิดอะไร ก็คงจะมุ่งกระทำตามแนวทางที่พ่อแม่ครูบาอาจารย์พาดำเนินต่อไปแล้วครับ วันเวลาที่แข็งแรง สามารถแสวงหาเวลาไปกราบเยี่ยมเยียนรับฟังธรรมโอวาทพ่อแม่ครูอาจารย์ร่วมกับมิตรสหายนั้น นับวันก็จะยิ่งน้อยลงๆ การจะรับใช้งานพ่อแม่ครูอาจารย์ดังที่เคยกระทำนั้นก็คงไม่สามารถกระทำได้ดังเคยแล้ว คงได้แต่จะใช้เวลาอย่างสุขสงบแล้ว  กราบขอบพระคุณทุกๆท่านแล้วครับ