วันศุกร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2564

11มิย64 วันเกิดปี่ที่63

 




วันคล้ายวันเกิดปีที่หกสิบสาม

           อีกครั้งหนึ่งที่วันคล้ายวันเกิดผ่านมา เหลืออีกหกเจ็ดปีแล้วซินะ ตั้งแต่เล็กจนโตผ่านวันเวลาและเรื่องราวมากมาย ค้นหาไขว่คว้าแสวงหาคำตอบของคำถามในใจ “เกิดมาทำไม?” แม้เป็นเพียงแค่คำถามสั้นๆ แต่หาคำตอบยากยิ่งแล้วจริงๆ  แต่ละช่วงของชีวิตมักใช้ไปกับการแสวงหา แต่ก็ไม่ต่างกับผู้คนทั่วไป เติบโต ร่ำเรียนหนังสือ เล่นกีฬา แต่ด้วยโรคภัยไข้เจ็บจึงทำให้มักใช้เวลาอยู่กับหนังสือเสียมาก และยังมีโอกาสได้ใกล้ชิดกับครูบาอาจารย์หลายๆท่าน ได้เรียนศึกษาหาความรู้ต่างๆเพิ่มขึ้น ทั้งพ่อแม่ครูอาจารย์วิริยังค์  หลวงปู่สำราญ ท่านพุทธทาส สมัยเรียนก็ยังมีครูอาจารย์อีกหลายๆท่านเมตตาสั่งสอนวิชาการต่างๆมากมาย มีอาจารย์ท่านหนึ่งจาก สแตนฟอร์ด สอนให้เราหัดวางแผนชีวิต คำที่ท่านใช้สอนคือ-Ten year planning-  ทำให้คิดว่าเกิดมาเพื่อเรียนรู้และสร้างความสำเร็จให้ชีวิต ?

            ผ่านไปหลังเรียนจบ ก็ได้วางแผนไปเรียนต่อในต่างประเทศ มีโอกาสศึกษาเรียนรู้ทั้งวิชาการทางการแพทย์ ศาสนาศิลปะวัฒนธรรมฯ ในหลายประเทศ มีโอกาสได้เข้าทำงานร่วมกับผู้บริหารของสมาคมแพทย์นานาชาติหลายแห่งสิ่งเหล่านี้ ทำให้เกิดการเรียนรู้ถึงจุดหมายของแพทย์หลายๆท่าน  เราเองก็อาจเป็นเช่นกัน  จนกลับมาเมืองไทยพร้อมกระดาษในมือที่เขียนสิ่งที่อยากจะกระทำหลังกลับประเทศ18ข้อ 

            จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิต คือการที่คุณแม่ป่วยเป็นมะเร็ง และการที่อาจารย์ศัลยเวทชวนไปออกหน่วยแพทย์ในต่างจังหวัด แผนที่วางไว้ว่าจะสร้างรพ.มหาวิทยาลัย ทำโรงงานเครื่องสำอางที่อุตส่าห์ไปเรียนมาทั้งญี่ปุ่นและอเมริกาจึงต้องล้มไป เอาเวลามาออกหน่วยผ่าตัดรักษาผู้พิการในต่างจังหวัดทั้งในและต่างประเทศ เวลาที่เหลือก็ยังได้ดูแลคุณแม่ที่เป็นมะเร็งนานถึง14ปี  วันเวลาที่ได้ใช้ชีวิตอยู่กับผู้คนในต่างจังหวัด ออกหน่วยแพทย์ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสพิการ กับเพื่อนๆที่มีใจบุญใจกุศล ได้ค่อยๆหล่อหลอมให้เราเปลี่ยนไปจากชีวิตที่เราใช้ในวัยเด็กและในต่างประเทศที่แตกต่างกันมากมาย จนปี พ.ศ.2551 มีก้อนเนื้องอกที่ใต้ตาซ้าย หลังผ่าตัดการมองเห็นไม่ดีนักจึงงดออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ไป

                ตั้งแต่เด็กที่ได้ครูจารย์วิริยังค์หัดนั่งสมาธิ ต่อมาก็เป็นหลวงพ่อสำราญศิษย์ท่านพ่อลี ที่ได้หลักปฏิบัติภาวนาตามแนวท่านพ่อมา และท่านพุทธทาสที่เราได้ไปศึกษาหาความรู้ที่สวนโมกข์ตั้งแต่เก้าขวบ ในต่างประเทศก็ยังได้เรียนภานาทุกสัปดาห์กับพระชาวญี่ปุ่น และพระมหายานหลายท่าน แต่ที่สำคัญคือหลังจากที่กลับมาเมืองไทยก็ได้พ่อแม่ครูบาอาจารย์องค์หลวงตาพระมหาบัวสั่งสอน และทุกครั้งที่เราได้ออกหน่วยแพทย์ในต่างจังหวัดก็จะมีโอกาสได้กราบศึกษาขอความรู้จากพ่อแม่ครูอาจารย์ในพื้นที่นั้นๆทุกครั้งตลอดทุกๆเดือนเป็นเวลากว่ายี่สิบปี จนทำให้มีโอกาสบรรพชาอุปสมบทถึงสี่ครั้ง สิ่งนี้จึงเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่หล่อหลอมเราให้เปลี่ยนแปลงไปอีก

               ชีวิตมนุษย์นั้นอาจมิได้เป็นไปดังใจเสมอมักถูกหล่อหลอมไปตามประสบการณ์ของชีวิตที่เราซึมซับเข้าไปทุกขณะๆ  เราอาจมีอุดมการณ์ผลักดันให้เคลื่อนไปในทิศทางที่เราต้องการ ร่วมกับการใช้ชีวตสังคมและผู้คนเพื่อนฝูงผู้ร่วมงานที่อยู่รอบข้างเราค่อยๆเบี่ยงเบนชีวิตเราไปตามสภาพแวดล้อมนั้น แม้เรามักจะบอกว่าเราเป็นผู้ลิขิต แต่จะจริงหรือไม่ คงต้องตอบกันเองแต่ละคนแล้วครับ เวลาในชีวิตเรานั้นแต่ละคนล้วนมีมิมากนัก ร้อยปีก็มีน้อยนักที่จะไปถึง ไม่ว่าจะฉลาด มีความรู้ มีชื่อเสียง เงินทอง มากมาย ก็ต้องเจ็บป่วย แก่ชรา สุขทุกข์ไปตามท่วงทำนองชีวิตที่เราผ่านไป จะมีทุกข์ตลอดหรือสุขยั่งยืนยาวนานตามประสงค์ก็ไม่เคยมีผู้ใดทำได้  ธรรมะ- ที่องค์พระบรมศาสดาประทานให้พวกเรานั้น ล้วนชี้นำสั่งสอนเรื่องของชีวิตไว้อย่างสมบูรณ์ ไม่มีตำราวิชาใดๆที่จะแสดงให้เราเข้าใจชีวิตได้อย่างแท้จริงเท่าพระธรรมคำสอนขององค์พระบรมศาสดา

                ชีวิตในวันนี้ สุขสงบ ผ่านไปเพียงมืดกับแจ้ง ทำงานเล็กๆน้อย ตอบแทนผู้คนรอบกาย พ่อแม่-ครูบาอาจารย์-เพื่อนฝูงมิตรสหาย ขอบคุณสวรรค์ที่ได้มีโอกาสที่แสนดี ได้พ่อแม่ครูอาจารย์ สหายรอบกายที่แสนดี ช่วยเหลือสนับสนุนสรรสร้างโครงการสาธารณประโยชน์ แบ่งปันสิ่งดีๆให้กับผู้คนและสรรพชีวิตในโลกใบนี้ หกสิบกว่าปีนี้นับว่าคุ้มค่าแล้ว อีกหกเจ็ดปีต่อไปไม่ว่าอะไรจะเกิดอะไร ก็คงจะมุ่งกระทำตามแนวทางที่พ่อแม่ครูบาอาจารย์พาดำเนินต่อไปแล้วครับ วันเวลาที่แข็งแรง สามารถแสวงหาเวลาไปกราบเยี่ยมเยียนรับฟังธรรมโอวาทพ่อแม่ครูอาจารย์ร่วมกับมิตรสหายนั้น นับวันก็จะยิ่งน้อยลงๆ การจะรับใช้งานพ่อแม่ครูอาจารย์ดังที่เคยกระทำนั้นก็คงไม่สามารถกระทำได้ดังเคยแล้ว คงได้แต่จะใช้เวลาอย่างสุขสงบแล้ว  กราบขอบพระคุณทุกๆท่านแล้วครับ

ไม่มีความคิดเห็น: