วันพฤหัสบดีที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2551

ขยะ... ที่อยู่ในใจ

ขยะ... ที่อยู่ในใจ

ทำไมบางคนถึงทุกข์ร้อน วิตกกังวล กระวนกระวาย ไม่สบายใจ ไม่ปลอดโปร่งอยู่เสมอ

คำตอบง่ายมาก เพราะเขาแบกความคิดและความรู้สึกหลายอย่างเอาไว้ ไม่ปลดปล่อย ไม่ปรับเปลี่ยน จนกระทั่งมันกลายเป็นขยะหรือคราบสกปรกเกาะติดหัวใจ เวลามีอะไรมากระทบหรือสัมผัสกับความรู้สึก ก็จะมีคราบเปื้อนเหล่านี้เข้าไปเจือปน ความสดใสที่ควรจะมี จึงมีได้ไม่เต็มที่

ทำไมเราจึงปล่อยให้ใจเป็น "ถังขยะ" ล่ะ

คำตอบก็คือ เราไม่ค่อยรู้ตัวหรอก ว่าเราแอบทิ้งขยะลงไปในใจของเราเอง หรือมีใครทิ้งขยะลงมาในหัวใจของเราบ้าง ถ้าเราไม่หมั่นสำรวจ บางทีเราอาจมีขยะรกเรื้อหัวใจอยู่มากมายเลยก็ได้ อะไรบ้าง ที่เป็นขยะหัวใจ

1. ความไม่พอใจ

มีหลายเรื่องเลยนะ ในชีวิต ที่เราไม่พึงพอใจ ถ้าจะแบ่งให้กว้างที่สุดเพื่อให้เห็นภาพ สิ่งที่ทำให้เราไม่พอใจมีอยู่ 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ ไม่พอใจคนอื่น กับไม่พอใจตัวเอง ไม่พอใจคนอื่นเกิดได้มากกว่าความไม่พอใจในตัวเอง เพราะธรรมชาติของคน ย่อมรักตัวเองมากกว่าคนอื่น ย่อมโทษคนอื่นก่อนโทษตัวเอง ย่อมเห็นความผิดของคนอื่นได้ก่อนและได้ชัดกว่าความผิดของตนเอง

ขณะเดียวกันเราต่างก็รู้ว่าโลกนี้ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ มีเกิน มีขาด จนกว่าจะค่อยๆ ปรับปรุงพัฒนาให้มีความพอดีได้ จึงจะเข้าใกล้ความสมบูรณ์แบบมากที่สุด ฉะนั้น เราควรมองด้านดีของกันและกันให้มากกว่าด้านที่บกพร่อง

ถ้าเราเริ่มจากมองด้านดีของกันและกันแล้ว ความพึงพอใจ และความนับถือในกันและกันก็จะเกิด ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่สร้างสรรค์กว่าการจับผิดกัน แล้วนำไปสู่ความไม่พอใจ

2. ความผิดหวัง

2 สิ่งที่ไม่ควรตั้งความหวังไว้สูงนัก คือหวังว่าเรื่องบางเรื่อง เหตุการณ์บางเหตุการณ์ หรือคนบางคนในอดีตจะย้อนกลับมา กับหวังว่าอนาคตจะเป็นไปตามที่เราวาดหวังเสียทุกประการ อดีตเป็นสิ่งที่ยากจะเรียกหาให้ย้อนกลับคืนมาเป็นเหมือนเดิม ดีที่สุดคือใช้อดีตเป็นบทเรียน ให้สติ ให้เราเรียนรู้ทั้งโอกาสและความผิดพลาดที่เคยเกิดขึ้น เพื่อให้วันนี้และวันข้างหน้า ดีกว่าอดีตที่เคยเป็น

ส่วนอนาคตย่อมเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัย ไม่สามารถบังคับบงการให้เป็นไปตามความหวังของเราได้เสียทั้งหมด แต่พอจะคาดการณ์ได้ว่าน่าจะเป็นอย่างไร กระนั้นก็ตาม หากไม่เป็นไปอย่างที่คาดการณ์ ก็อย่าได้ทุกข์ร้อนเสียใจ และปล่อยความคาดหวังบนความไม่แน่นอนแบบนี้ให้เป็นขยะรกอารมณ์

3. ความอิจฉาริษยา

ขยะอย่างหนึ่งที่รกใจคนที่สุด ก็คือความอิจฉาริษยาคนอื่น โดยไม่ทันเฉลียวว่า ทุกครั้งที่เราอิจฉาริษยาใครก็ตาม ความนับถือตัวเองของเราก็เสื่อมถอยลงไปด้วย เพราะการจะรู้สึกอิจฉาหรือริษยาใครนั้น ย่อมมีพื้นฐานมาจากความรู้สึกว่าเขาดีหรือได้ดีกว่าเรา เราจึงอิจฉาเขาเป็นพัลวัน

จงหยุดอิจฉา แล้วมองให้เห็นว่า การที่คนอื่นได้ดีหรือมีดีกว่าเรานั้น เป็นสิ่งที่น่ายินดี ควรยินดีกับเขา และปรับเปลี่ยนโน้มน้าวตัวเองให้ทวีความดีดั่งที่เขามีจนเราอิจฉา

4. ความยึดมั่นถือมั่น

ขยะที่เพิ่มพูนความรกเรื้อรุงรังให้ใจได้เป็นอย่างดีอีกประการหนึ่งคือ ความยึดมั่นถือมั่น คิดว่านั่นก็คนของฉัน นี่ก็บ้านของฉัน รถของฉัน คนรักของฉัน ตำแหน่งของฉัน ฯลฯ จนไม่สามารถปล่อยวาง 'สิ่งนอกตัว' เหล่านั้นลงได้

ส่วนใหญ่พบว่า จิตจะปรุงแต่งไปเอง ว่าสิ่งนี้ฉันรัก สิ่งนี้ฉันเป็นเจ้าของ ใครก็เอาไปจากฉันไม่ได้ พอไม่เป็นอย่างที่คิดไว้ ก็ผูกพันหน่วงเหนี่ยว ยังคงเสียดาย เสียใจ และปรุงแต่งจิตเพิ่มเข้าไปว่าฉันนี้แสนทุกข์ระทม

ลองยอมรับความจริงดูบ้างไหม ว่าอะไรๆ ในโลกนี่ก็ไม่ใช่ของเราอย่างถาวรทั้งสิ้น แม้กระทั่งร่างกายของเรานี้ แท้ก็เป็นแค่ของยืมมา ใช้ได้ชาตินี้ชาติเดียว เดี๋ยวก็เสื่อม ก็แก่ ก็ป่วย ก็ตาย ต้องคืนร่างกายสังขารนี้สู่สภาพดิน น้ำ ลม ไฟ เน่าเปื่อยผุพังไป สิ้นความสวยความหล่อ ตลอดจนลาภยศสรรเสริญทั้งปวง

5. ความกลัว

ใจหลายคน รุงรังไปด้วยความกลัว กลัวเขาจะไม่รัก กลัวเงินจะหมด กลัวฝนจะตก กลัวนายจ้างจะเลิกจ้าง กลัวเพื่อนร่วมงานจะได้ดีกว่า กลัวไม่ก้าวหน้า ไม่ได้โบนัส ฯลฯ

กลัวไปทำไม เรื่องบางเรื่องเราตัดสินเองไม่ได้ อยู่นอกเหนือจากการควบคุม ซึ่งกลัวไปก็เท่านั้น ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นสักนิด บางเรื่องแทบไม่มีวันมาถึงในชีวิต ก็กลัวล่วงหน้า กลัวจนประสาทเสีย

จงพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับทุกคนและทุกสิ่งในชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี ซึ่งต้องเริ่มจากการทำแต่สิ่งที่ดี โปร่งใส ไม่เป็นแผลติดตัวที่ต้องปิดบังซ่อนเร้น และจงขจัดความกลัวออกไปจากใจ เพื่อให้เกิดความมั่นใจที่จะใช้ชีวิตของเราให้สมศักดิ์ศรี เพื่อที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เพื่อทำให้ชีวิตนี้ดีกว่าเดิม

6. ความอยาก

จง "อยาก" ให้พอดีกับกำลังกาย กำลังทุน และกำลังสติปัญญาของตัวเอง อย่าอยากจนเกินกำลัง เพราะจะทำให้สิ้นกำลังได้ง่าย แล้วกลายเป็นคนพ่ายแพ้ อ่อนแอ หมดสิ้นความทะเยอทะยานอยากในชีวิต

ความทะเยอทะยานอยากเหมือนรถ แต่ใจเราคือคนขับ รถแล่นด้วยความเร็วกำลังดี เราก็ได้ประโยชน์ จอดอยู่เฉยๆ ก็นิ่งอยู่กับที่ แต่หากแล่นฉิวจนเกินควบคุม ก็อันตรายกับชีวิต ฉะนั้น ใจต้องเป็ นนายของความทะเยอทะยานอยาก ขับเคลื่อนความทะเยอทะยานอยากโดยควบคุมได้

ทำอย่างไรให้ใจสะอาด


เริ่มจากปล่อยวางสิ่งต่างๆ ลง อย่ายึดติดยึดถือให้มากนัก แล้วอยู่กับปัจจุบัน อะไรที่อยู่กับเรา เป็นของเรา ย่อมอยู่กับปัจจุบันของเราด้วย นั่นคือสิ่งจริงแท้แน่นอน การปล่อยวางสิ่งต่างๆ ลง เท่ากับการเทขยะทิ้ง การอยู่กับปัจจุบัน เท่ากับการปิดฝาถังขยะ ไม่เปิดรับขยะใหม่ๆ ให้ใจต้องสกปรกรกรุงรังอีก เพื่อมีเวลาทำความสะอาดหัวใจให้ผ่องใส เบิกบาน

ใจ...แท้จริงผ่องใสด้วยตัวของมันเอง แต่คนที่เป็นเจ้าของหัวใจต่างหาก ที่ชักนำสิ่งต่างๆ มาปะพอก จนใจนั้นหมดสภาพ ฟื้นหัวใจให้กลับไปผ่องใสดังเดิมกันเถิด ปัดฝุ่นและคราบเขม่าทั้งหลาย แล้วเปิดทางให้หัวใจได้หายใจ เต้น และรู้สึกด้วยตัวของมันเอง

อย่าไปบงการหัวใจมาก เพราะแทนที่จะเป็นหัวใจ มันจะกลายเป็นถังขยะแทน

แนะนำร้านอาหารญี่ปุ่น

อาหารญี่ปุ่น..สุดยอดอร่อยในกรุงเทพ+บุฟเฟต์ ชาบู 1. ร้าน Sagano (ราเมน) ราเมนอร่อยคุ้มราคาต้องร้านนี้ เมื่อชิมน้ำซุปคำแรกรู้เลยว่าที่นี่ตัวจริง น้ำซุปหอมเข้มข้นกลมกล่อมมีให้เลือกทั้งหมด 4รส คือ โชยุ (ซีอิ๊วญี่ปุ่น) ชิโอะ (เกลือ) มิโซะ(เต้าเจี้ยว) และทงคตสึ (ซุปกระดูกหมู) สูตรเด็ดของน้ำซุปที่นี่ส่งมาไกลจากญี่ปุ่น จึงรับประกันความอร่อยแท้แบบต้นตำรับแน่นอน H&C recommend : ชาชูชิโอราเมน, คาโมกาวาเรเมน, พิริคารา, ข้าวผัดกิมจิ, เกี๊ยวซ่า ราคา : ราเมนเริ่มต้นที่ 150 บาท ลดเส้นลดราคา 20 บาท เพิ่มเส้นเพิ่มเงินอีก 20 บาท สถานที่ : ซอยทองหล่อ 13 เลี้ยวซ้ายที่แยกแรก ร้านตั้งอยู่ทางขวามือ ข้างร้านมีที่จอดรถ 2. ร้าน Namba (พิซซ่าญี่ปุ่น) นัมบะเปิดมาได้ไม่นานแต่ความอร่อยของพิซซ่านั้นเลื่องชื่อจนได้ Recommend จากนิตยสารหลายเล่ม พิซซ่ามีให้เลือก 2แบบ คือแป้งหนาที่คุ้นเคยและแป้งบางที่หน้าตาคล้ายเครป แต่รสชาติเป็นญี่ปุ่นแท้ H&C recommend : พิซซ่าญี่ปุ่นหน้ารวม พิซซ่าหน้าอเมริกัน ข้าวแกงกะหรี่ญี่ปุ่น ราคา : เริ่มต้น 200-300 บาท สถานที่ : ชั้น 2 ตึกเจ อเวนิวทองหล่อ 13 อื่นๆ : เพิ่มความพิเศษโดยเติมเส้นโซบะ เอ็นเนื้อตุ๋น และไส้วัวทอดแบบต้นตำรับแท้ช่วยเพิ่มความอร่อยขึ้น 3. Katsu King (หมูทอดและของทอดอื่นๆ) ครบเครื่องเรื่องของทอดต้องยกให้ที่นี่ สมดังชื่อ 'Katsu King ราชาของทอด' อาหารแต่ละจานเป็นสูตรของแท้ดั้งเดิมที่ปรุงจากฝีมือเชฟชาวอาทิตย์อุ ทัยขนานแท้ ที่เด็ดโดดเด่นกว่าใคร คือ ซอสทงคัตซึรสหอมหวานผสมกับงาคั่วบุบแบบสดๆซึ่งบดด้วยตัวเอง รับประกันว่าถ้าได้ชิมคุณจะต้องชอบเมนูคัตซึขึ้นอีกโข H&C Recoomend : สันในไส้ชีส ราคา : อาหารจานเดียว 170 – 220 บาท แบบชุด 220 – 270 บาท สถานที่ : ซอยสุขุมวิท 39 เข้าซอยไปประมาณ 500 เมตร ร้านอยู่ในโครงการ The Manor 39 จอดรถได้ในโครงการ อื่นๆ : เพียงบอกว่ามาจากนิตยสาร H&C รับส่วนลดพิเศษ 10 % ตั้งแต่ 1 มีนาคม – 31 เมษายน 2551 4. ร้านอูโนฮานะ (น้ำเต้าหู้ เต้าหู้) น้ำเต้าหู้ของร้านนี้ข้นกว่าที่เรากินทั่วไป มีเต้าหู้โอโบระเต้าหู้สดที่กินได้โดยไม่ต้องนำไปปรุง เนื้อหอม มัน นุ่ม เต้าหู้คินุ เนื้อนิ่ม เต้าหู้โมเมน เนื้อแข็ง เต้าหู้ทอดแผ่นบาง แผ่นหนา ทุกชนิดเนื้อนุ่มเนียนหอม H&C recommend : น้ำเต้าหู้ เต้าหู้ขาว เต้าหู้ทอด ราคา : น้ำเต้าหู้ขวด 20 บาท เต้าหู้ชิ้นละ 60 บาท สถานที่ : สำนักงานอยู่ที่ สุขุมวิท 43 เข้าซอยประมาณ 300 เมตรอยู่ซ้ายมือ มีขาย 6 สาขา ที่ฟูจิซูเปอร์มาร์เก็ต 1และ 2เอ็มโพเรียม อิเซตัน สยามพารากอน เซ็นทรัลชิดลม อื่นๆ : มีซูชิหัวบุก และถั่วนัตโตะขายด้วย 5. ร้านคูโบต้า (เส้นบัควีทสด) หน้าร้านเปิดเป็นร้านเล็ก ๆ ให้คนมานั่งกินได้ มีทั้งบะหมี่เย็น โซบะร้อน ความอร่อยอยู่ที่ความนุ่ม เหนียวของเส้น น่าจะเป็นร้านเดียวในกรุงเทพฯที่ได้กินเส้นโซบะสดอย่างบัควีท ใครที่ชอบเส้นหรือราเมนห้ามพลาด H&C recommend : เส้นบัควีทสด บะหมี่เย็น สถานที่ : สุขุมวิท 43 เข้าซอยไปประมาณ 300 เมตรอยู่ซ้ายมือ(ใกล้กับร้านอูโนฮานะ) ราคา : เส้นบัควีทสด 120 กรัม 35 บาท โซบะชามละ 80 บาท อื่นๆ : มีข้าวกล้องญี่ปุ่นที่นำไปแช่น้ำแล้วมีรากงอกเล็กน้อยขายด้วย ซึ่งคนญี่ปุ่นจัดว่าเป็นข้าวที่มีวิตามินสูงมาก6. ร้าน Gindago (ขนมครกญี่ปุ่น) ทาโกะยากิ ของร้านนี้ ลูกกลมใหญ่ ไส้แน่น หนวดปลาหมึกชิ้นโต โรยหน้าด้วยสาหร่ายคาเกะกลิ่นหอมและปลาแห้งคาซึโอะ เมื่อโดนทาโกะยากิร้อนๆ ปลาแห้งจะเต้นดุ๊กดิ๊กเหมือนมีชีวิต ราดด้วยมายองเนส และซอสที่ทำจากผักและผลไม้ รสเข้มข้นอร่อยอย่าบอกใคร H&C recommend : ทาโกะยากิซอสต้นตำรับ ทาโกะยากิเทอริยากิซอส ราคา : เริ่มต้นที่ 99-140 บาท สถานที่ : เอสพลานาดรัชดา ชั้น B เยื้องทางเข้าท็อปซูเปอร์มาร์เก็ต 7. ร้าน Tohkai (เนื้อย่าง) ด้วยเหตุที่เป็นผู้นำเข้าอาหารจากญี่ปุ่นรายใหญ่ยักษ์ของเมืองไทย ทำให้เชื่อมั่นได้เลยว่าคุณภาพอาหารแต่ละเมนูนั้นล้วนเป็นเกรดเอแน่น อน แถมราคายังถูกเหนือความคาดหมาย ถ้าใครชอบของปิ้งๆย่างๆมาร้านนี้ไม่ผิดหวัง และไม่ใช่ดีแต่วัตถุดิบเท่านั้น พ่อครัวยังเชี่ยวชาญด้านอาหารญี่ปุ่นมากว่า 30 ปีอีกด้วย H&C recommend : เนื้อสันติดกระดูก สลัดสาลาดะ ข้าวผัดกระเทียม และเมนูเนื้อย่างแบบยาคินิคุ ราคา : เริ่มต้นที่ 100 – 1,200 บาท สถานที่ : เอสพลานาดรัชดา ชั้น 2 ใกล้บูทจองตั๋วภาพยนตร์ อื่นๆ : พิเศษเพียงแสดงบัตร H&C ได้รับส่วนลด 5% ทันที 1 – 31 มี.ค.51 และมีสาขาอีก 5 สาขา รับจัดเลี้ยงนอกสถานที่ 8. ร้าน Wasabi (ไอศครีมวาซาบิ) เพราะที่นี่เลือกใช้แต่วาซาบิสดที่ได้ขนาดและคุณภาพดีที่สุดเท่านั้น และด้วยความที่เป็นร้านญี่ปุ่นสไตล์โมเดิร์นนี้เอง ทำให้มีเมนูที่นำสมัยกว่าใครอื่น คือ 'ไอศครีมวาซาบิ' มีทั้งรสเผ็ดและหวาน ร้อนและเย็นในคำเดียว เป็นรสชาติที่ยากจะบรรยาย ต้องลองด้วยตัวเองแล้วจะรู้ว่าหวานขึ้นจมูกเป็นยังไง H&C recommend : ไอศครีมวาซาบิ ขนมหวาน 3 อย่าง (Kanmi san-shu mori) ราคา : ไอศครีมวาซาบิ 65 บาท ของหวาน 45 – 120 บาท อาหาร 80 – 1,200 บาท สถานที่ : เอสพลานาดรัชดา ชั้น 3 ใกล้ทางเข้าเอสพลานาดซีนีเพล็กซ์ อื่นๆ : พิเศษเพียงแสดงบัตร H&C ได้รับส่วนลด 10% เฉพาะอาหารและถ้าสั่งไอศครีมวาซาบิจะได้รับท็อปปิ้งเพิ่ม ตั้งแต่ 1 – 31 มี.ค นี้ 9. ร้าน Heiroku sushi (ซูชิ) Heiroku sushi เป็นที่ยอมรับของญี่ปุ่นจนมีร้านกว่า 200 สาขา คุณภาพของส่วนผสมที่ไม่ผิดเพี้ยนจากต้นแบบ เลือกใช้ของดี ของสด ซูชิร้านนี้จึงเรียกได้ว่าอร่อยคุ้มราคาจริง ๆ และยังใช้วาซาบิสดรวมทั้งชามัตชะชาเขียวเกรดดีที่เสิร์ฟฟรีแบบไม่อั้ น พนักงานบริการดีเยี่ยมไม่มีเซอร์วิสชาร์จ H&C recommend : ข้าวปั้นหน้าปลามารุโกะ ข้าวหน้าหมูย่าง ข้าวห่อสาหร่ายไส้ปลาไหล เทมปุระด้ง สลัดซีฟู้ด ไข่ตุ๋น ราคา : เริ่มต้นที่ 29-199 บาท สถานที่ : ชั้น 7 ห้างเซ็นทรัลเวิลด์ โซน Atrium 10. ร้าน Nobu Shabu (ชาบู) ร้านโนบุมีอาหารให้เลือกมากมายหลายอย่าง ทั้งเนื้อวัว เนื้อแกะนำเข้าสไลด์บางรวมถึงลูกชิ้นชนิดต่างๆ บวกกับน้ำซุปที่มีให้เลือกถึง 4 ชนิด ทำให้ชาบู ชาบู ที่ร้านนี้มีวาไรตี้ในการกินมากขึ้นไปอีก มาคนเดียวก็มีหม้อเดี่ยวให้เลือกอร่อยได้ไม่แพ้มาเป็นกลุ่มเลย H&C recommend : น้ำซุปมองโกลแบบเผ็ด ลูกชิ้นกุ้งสด ลูกชิ้นหมูเด้ง เกี้ยวกุ้ง กิมจิ แฮกึ๋นไต้หวัน ราคา : เริ่มต้นที่ 35 – 950 บาท (เนื้อโกเบ) , บุฟเฟต์ 399++, ชาเขียว ชามุงิ(ชาข้าว) 40 บาท เติมไม่อั้น สถานที่ : เซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 7 หน้าลิฟต์แก้ว อื่นๆ : ขนมจะแตกต่างกันไปในแต่ละวัน แล้วแต่เชฟ จะเปิดสาขาสองที่เซ็นทรัลสีลมเดือนเมษายนนี้ ขอบคุณข้อมูลจากนิตยสาร Health&Cuisineเพิ่มเติมค่ะ ร้านอากิโยชิ (แนะนำโดยน้องต้อ torx)โทร. 02-714-0791ร้านเปิดทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ เวลา 11 โมงถึงบ่าย 2 และ 6 โมงเย็นถึง 4 ทุ่มเสาร์และอาทิตย์ เวลา 11 โมงถึง 4 ทุ่มสำหรับร้านอาหารที่ขายชาบู-ชาบู และสุกี้ญี่ปุ่นที่อร่อยและโด่งดังที่สุดในกรุงเทพต้องมีร้าน AKIYOSHI ติดอันดับอยู่แน่นอนค่ะ เพราะเจ้าของร้านนำสูตรอาหารมาจากญี่ปุ่นโดยตรง รสชาติอาหารที่นี่เป็นเหมือนต้นตำรับไม่ผิดเพี้ยน การันตีได้จากบรรดาชาวญี่ปุ่นที่แวะเวียนมาทานอาหารที่นี่ไม่ขาด อาหารที่ร้าน AKIYOSHI จำหน่ายทั้ง ซูชิ ซาชิมิ เทมปุระ ข้าวหน้าต่างๆ แต่ที่เราอยากแนะนำวันนี้คือ บุฟเฟ่ต์ชาบู-ชาบู และสุกี้ญี่ปุ่น สนนราคาอยู่ที่หัวละ 370++เวิร์ลสุกี้ บุฟเฟต์สุกี้ คนละ 190 บาท เปิดบริการ 11.00-23.00ทำเล แถวย่านรัชดาสนใจติดต่อ 0-2274-1461, 086-993-1060สำหรับจุดเด่นของร้านเวิลด์ สุกี้ ถือว่าได้จัดสรรให้มีความมีความเป็นส่วนตัวสูง ไม่ว่าจะเป็นหม้อสุกี้ที่แยกเป็นของแต่ละคนได้เลือกหยิบอาหารที่ตนเอ งชอบรับประทานมาต้นในหม้อสุกี้ รวมถึงห้องจัดเลี้ยงสำหรับครอบครัว มีให้เลือกไว้หลากหลายขนาด และจำนวนของอาหารแบบบุฟเฟต์สุกี้ ที่มีให้เลือกมากมาย เช่น กุ้งสด เนื้อวัว หมู ปลา หมู หอยตลับ และผักหลากหลายชนิด พร้อมน้ำจิ้มรสชาติเยี่ยมถูกปากคนไทยเพิ่มเติมค่ะ (แนะนำโดย torx น้องต้อสุดหล่อค่ะ)ร้าน คุโรดะ สนนราคาอยู่ที่ หัวละ 400 บาทครับ การเดินทางนะครับคือนั่งรถไฟฟ้ามาลงสถานีเอกมัยและ ร้านจะอยู่ใน ซอยสุขุมวิท63 ตรงบ้านไร่กาแฟครับ เดินเข้าไปในซอยนิสสนึงก็จะเห็นป้ายชื่อร้านครับ ร้านโดนาเบะ หม้อดินสไตล์ญี่ปุ่น ประเภทอาหาร สุกี้-ชาบู ชาบูเปิดเวลา จันทร์-ศุกร์ 11.30 -14.30 และ 17.30-22.00 เสาร์-อาทิตย์ 11.30-22.00 ราคา 330 บาท net ต่อคน ราคานี้ประกอบด้วย All you Can eat น้ำชาร้อน ชาเย็น เนื้อ หมู ไก่ ทะเล ข้าวกะเทียม ไข่ ชุดผัก ถ้าจะทานชาบู ชาบู ก็เสียเพิ่ม เพิ่มเติมอีกร้านค่ะชื่อร้าน : Inahou เบอร์โทร : 02-236-1880ที่ตั้ง : อยู่บนถนนพระรามสี่ อยู่ระหว่างอาคารศรีเฟื่องฟุ้งและตึกอื้อจือเหลียง ติดโชวรูมมาสด้า ตรงข้ามสวนลุมพีนีประเภท : อาหารญี่ปุ่นบุฟเฟ่ห์ <

วาสนา

มีชายหญิงคู่หนึ่งรักกันมาก คบกันมา 3 ปี ทั้ง 2 ตกลงจะแต่งงานกัน

เมื่อกำหนดวันเรียบร้อย ฝ่ายชายเองก็รอคอยวันที่จะแต่งงาน

ต่อมาไม่นานฝ่ายชายรู้ข่าวว่า คู่รักของตนแต่งงานกับคนอื่นอย่างกะทันหัน

โดยฝ่ายหญิงเองก็เต็มใจ ไม่ได้ถูกบังคับแต่อย่างใด

เมื่อได้ทราบข่าว เขาทั้งงงและเสียใจมาก

ร้องไห้ไม่กินไม่นอน ไม่นานก็ป่วยหนักเพราะตรอมใจ

เวลาผ่านไป ฝ่ายชายป่วยหนักขึ้นเรื่อยๆไปหาหมอเท่าไหร่ก็ไม่ดีขึ้น

ขณะที่นอนซมอยู่ที่บ้านนั้น มีหลวงตาแก่ๆผ่านมา

เมื่อมาถึงหลวงตาหยุดอยู่ที่หน้าบ้าน แล้วมองเข้าไปในบ้านจึงเคาะประตู

เด็กรับใช้ออกมาเปิดประตูพบว่า เป็นพระ จึงบอกว่า ไม่ทำบุญนิมนต์ข้างหน้า

หลวงตายิ้มอย่างมีเมตตาแล้วพูดว่า อาตมาไม่ได้มาบิณฑบาต

ในบ้านมีคนป่วยใช่มั๊ย อาตมาพอมีความรู้ทางด้านการแพทย์นิดหน่อยไม่รู้จะพอช่วยได้รึปล่าว

เด็กรับใช้ได้ฟังก็อึ้งแต่ก็บอกว่าตัดสินใจเองไม่ได้

ต้องขอไปถามเจ้านายก่อน เด็กรับใช้เดินเข้าไปในบ้านถามเจ้านาย

เจ้านายตอบอย่างตัดรำคาญว่าอยากเข้ามา ก็เข้ามา!

เมื่อหลวงตาเข้าไปพบที่ห้องนอนพบว่า

ชายคนดังกล่าวนอนอย่างหมดอาลัยตายอยากอยู่บนเตียง

สีหน้าซีดเซียว ร่างกายซูบผอมประหนึ่งครึ่งคนครึ่งศพ

เด็กรับใช้นำน้ำมาถวายหลวงตา พร้อมจัดเก้าอี้ถวายข้างๆเตียงของชายคนนั้น

หลวงตายิ้มแล้วพูดว่าอาการหนักเลยนะ

ชายคนนั้น นิ่งเงียบไม่สนใจในสิ่งที่ หลวงตาพูด

หลวงตาตรวจอาการพอเป็นพิธี จึงกล่าวว่า โทรมมากเลยนะ

ชายคนนั้นไม่สนใจ หลวงตาบอกว่าไม่เชื่อ ลองมองที่กระจกสิ

ชายคนนั้นไม่สนใจ แต่ขณะที่หางตาชายไปที่กระจกแต่งตัวในห้องนอน

เขามองเห็นภาพของคนที่รักอยู่ในนั้น ไม่นานภาพของคนรักก็ค่อยๆจางหายไป

กลายเป็นภาพทิวทัศน์ชายทะเล

ที่ชายทะเลแห่งนั้นเงียบสงบ ไม่มีคนผ่านไปมา

ขณะที่ชายคนที่ป่วยนั้น มองภาพในกระจกด้วยความสนใจนั้น

เขาพบว่า มีศพหญิงสาวนอนเปลือยกายอยู่ที่ชายหาด

เวลาผ่านไปสักครู่ มีชายคนหนึ่งเดินผ่านมา

เขามองเห็นศพหญิงคนนั้นด้วยความรังเกียจ แล้วเดินผ่านไปอย่างรวดเร็ว

ต่อมาพักใหญ่มีชายอีกคนหนึ่งเดินผ่านมา เขามองเห็นศพนั้น

เขาสงสารจึงถอดเสื้อนอกออกมาคลุมร่างของหญิงคนนั้น แล้วเดินจากไป

พักใหญ่ๆอีกเช่นกัน มีชายอีกคนเดินผ่านมา

เขาพบคนนอนมีผ้าคลุมอยู่ จึงเปิดออกดู เมื่อพบว่า เป็นศพ

ด้วยใจสงสาร จึงจะฝังให้เรียบร้อย แต่ก็ไม่มีเครื่องมือจะขุด

เขาจึงตัดสินใจใช้มือทั้ง 2 ข้างๆ ค่อยๆกอบทรายขึ้นมา

เขาทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนเย็น พอได้หลุมใหญ่พอสมควร

จึงได้ฝังศพผู้หญิงคนนั้นเรียบร้อยแล้วจากไป

จากนั้นภาพในกระจกก็เปลี่ยนเป็นภาพของศพหญิงคนนั้น

และก็ค่อยๆเปลี่ยนเป็นภาพของหญิงคนรัก เขาได้เห็นก็ตกใจ

พอสักพัก ก็ปรากฏเป็นภาพชายคนที่ 2

แล้วก็ค่อยๆจางหายไป เหลือแต่เงาของตัวเองในกระจก

ทันใดนั้นหลวงตาพูดว่า ทีนี้เข้าใจรึยัง ศพนั้นคือคู่รักของโยม

ชายคนที่ช่วยฝังศพเธอ ผูกวาสนากับเธอหนึ่งชาติ

ชาตินี้เธอเลยแต่งงานกับเขา ส่วนโยมช่วยคลุมศพเธอ

จึงผูกวาสนา 3 ปี ตอนนี้ครบ 3 ปี วาสนาสิ้นแล้วก็ต้องจากกัน

เมื่อชายคนนั้นฟังจบก็กระอักเลือดออกมา เด็กรับใช้ตกใจมาก

หลวงตายิ้มแล้วบอกว่า โยมรอดแล้ว

เมื่อกี้โยมกระอักเลือดเอาเลือดเสียออกมาแล้ว

ต่อมาไม่นานชายคนนั้นก็ได้ออกบวชในที่สุด

^_^ คนเราเจอกัน ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ความสัมพันธ์ พ่อ , แม่ , พี่ , น้อง ,

ญาติ , เพื่อน , ศัตรู , คนรัก ฯลฯ ไม่ใช่ของเลื่อนลอย

เมื่อมีวาสนา ไม่ต้องเรียกร้อง ถึงเวลาก็มาเจอกัน

เมื่อสิ้นวาสนา ก็ต้องจากกัน รั้งยังไงก็ไม่อยู่

ในตอนที่ยังไม่จากกันนี้ คุณทำได้ทำดีต่อคนของคุณหรือยัง

เพราะถึงเวลาที่ต้องจากกัน ไม่ว่าคุณจะมีเงินหรืออำนาจล้นฟ้า

ก็เรียกมันกลับคืนมาไม่ได้ ทำดีต่อกันไว้ดีกว่า เพราะไม่มีใครรู้ว่า เราจะต้องจากกันเมื่อไหร่ ^_^

บุโรพุทโธความยิ่งใหญ่ของพระพุทธศาสนา ที่ถูกปกปิดไว้นานนับพันปี

บุโรพุทโธความยิ่งใหญ่ของพระพุทธศาสนา ที่ถูกปกปิดไว้นานนับพันปี
BoroBudur หรือ โบโรพุธโธ แปลงมาจากภาษาสันสกฤตคำว่า Vihara Buddha Ur แปลว่า.. วัดทางพุทธศาสนาบนยอดเขา

.....
บุโรพุทโธ พุทธสถานที่สำคัญที่สุดในศิลปะชวาภาคกลาง
เป็นเจดีย์ที่มีฐานขนาดมหึมาก่อด้วยศิลาประกอบด้วยฐาน 5 ชั้น
วงล้อมรอบกั้นเป็นระเบียง 4 ชั้น และมีลานทักษิณขนาดใหญ่วงล้อมรอบภายนอกอีกชั้นหนึ่ง
....
บนลานชั้นยอดมีพระเจดีย์รายล้อมรอบ 72 องค์ แบ่งเป็น 3 แถว
เจดีย์เจาะเป็นรูโปร่ง มีพระพุทธรูปประทับนั่งปางประทานปฐมเทศนาอยู่ภายใน




ระเบียงชั้นล่างของบุโรพุทโธ ประหลาดดีเพราะ มีการแกะสลักภาพเล่าเรื่องยาวทั้งผนัง
แต่พอช่างแกะเสร็จก็จัดการก่อหินปิดทับ ภาพสลักที่ชั้นล่างนี้ก็เลยถูก 'ปกปิด' ไว้นานนับพันปี
....
จนกระทั่งปัจจุบันมีการเปิดผนังชั้นล่างไว้ที่มุมด้านหนึ่ง เพื่อเผยให้เห็นภาพสลักเหล่านี้

สถูปบริวารองค์เล็กที่อยู่รอบๆพระสถูปประธานองค์ใหญ่
จะมี 'รูโปร่ง' เจาะทะลุ ข้างในก็จะมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่
เชื่อกันว่า พระพุทธรูปในเจดีย์ เป็นของศักดิ์สิทธิ์มีสิริมงคล
หากใครสามารถเอื้อมมือเข้าไปแตะถึงองค์ท่านได้ อธิษฐานอะไรก็ได้สมปรารถนาทุกประการ



สถูปที่เปิดโล่งไว้ สามารถแลเห็นองค์พระพุทธรูปข้างในได้...
พระพักตร์ที่ดูอิ่มเอิบเปี่ยมไปด้วยความกรุณาอย่างเหลือล้นเช่นนี้ ดูกี่ทีก็ซาบซึ้งไม่มีเบื่อ..



ปัจจุบันอินโดนีเซีย เป็นประเทศที่มีประชากรมุสลิม มากที่สุดในโลก
แต่ชาวอินโดนีเซีย โดยเฉพาะชาวชวา ล้วนภาคภูมิใจในพระมหาสถูปบุโรพุทโธ
หรือที่เรียกกันในภาษาท้องถิ่นว่า 'Borobudur' ในฐานะมรดกทางวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
และเป็นเกียรติภูมิของชาติ อันแสดงถึงความเจริญทางอารยธรรมชวาที่มีมายาวนานนับพันปี
เปรียบประดุจอัญมณีที่ประดับอยู่ใจกลางเกาะชวามาแต่โบราณกาล...

ด้วยเล็งเห็นคุณค่าอันประมาณมิได้ของโบราณสถานแห่งนี้
องค์การยูเนสโก ได้ขึ้นทะเบียน 'บุโรพุทโธ' เป็นมรดกโลกตั้งแต่ปี ค.ศ.1991 เป็นต้นมา

ภาพที่ถ่ายจากดาวเทียม ikonos จะเห็นว่าการก่อขึ้นไปด้วยรูปทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส

วันจันทร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2551

ออกหน่วยแพทย์ รพ.ฝาง

ออกหน่วยแพทย์ รพ.ฝาง

21 ส.ค. ออกเดินทางจากรพ.สมเด็จพระปิ่นเกล้า

22 ส.ค. 08.00น. ออกตรวจผู้ป่วย

10.00น. เริ่มผ่าตัด

21.00น. ตรวจเยี่ยมผู้ป่วยหลังผ่าตัด

23 ส.ค. 06.00น. ถวายจังหันพระสงฆ์วัดถ้ำปากเปียง/ถ้ำผาปล่อง

13.00น. นมัสการพระอจ.ทอง วัดพระธาตุจอมทอง

14.00น. เยี่ยม รร. เด็กนร.ชาวเขา ดอยอินทนนท์ 2-3แห่ง

19.00น. เขาที่พัก ณ ดอยอินทนนท์

24 ส.ค. 08.00น. วัดพระธาตุลำปางหลวง

11.00น. จ.อุตรดิตถ์

14.00น. วัดพระพุทธบาทเขารวก จ.พิจิตร

17.00น. ประชุมเตรียมงานสร้าง รร.เด็กพิการ

วัดใหญ่ชัยมงคล อยุธยา

งานมุทิตาจิต หลวงตาพระมหาบัว95ปี12สค.นี้

ถวายผ้าอาบน้ำฝน+ผ้าจำนำพรรษา อุดรฯ 51

10 ส.ค. เช้า ออกจาก กทม. ถึงอุดรฯ . เดินทางออกจากเมืองอุดรฯไปสกลนครใช้ทางหลวงหมายเลข 22 วัดแรกได้แก่ วัดป่าแก้วชุมพล1กราบพระอจ.อุ่นนมัสการอัฐิธาตุพระอจ.สิงห์ทอง แล้วออกเดินทางต่อไป วัดป่าสุธาวาส 2 ห่างจากอุดร 150กม. กราบนมัสการอัฐิธาตุพระอจ.มั่น ต่อไป วัดที่ 3 วัดพระธาตุเชิงชุม เสร็จแล้วรับประทานอารกลางวัน ออกมาจาก อ.เมืองไปทางทางหลวงหมายเลข 223 แวะวัดป่าดอยธรรมเจดีย์ 4 อ.โคกศรีสุวรรณ กราบพระอจ.แบน เรียนถามเรื่องปลูกป่า3000ไร่ ออกจากวัดแวะกราบพระธาตุพนม 5 ก่อนที่จะมุ่งหน้าเข้าที่พัก อ.เมืองจ.มุกดาหาร

11 ส.ค. เช้าเริ่ม06.00น.ไป วัดภูจ้อก้อ 6 นมัสการอัฐิธาตุ ลป.หล้า ถวายจังหันและเครื่องไทยธรรมเสร็จแล้วไป วัดป่าภูผาผึ้ง 7 กราบพระ อจ.อ้ม เสร็จแล้วไป วัดป่าหนองผือ 8 มหาวิทยาลัยใหญ่ของพระกรรมฐานและวัดป่าโคกศรีสุวรรณ 9 วัดที่ ลป.มั่นมาพักก่อนไปมรณะภาพที่สกลนคร ก่อนจะเข้าไปพักที่จ.อุดรฯ

12 ส.ค. วันครบรอบ95ปี หลวงตาพระมหาบัว กราบถวายไทยธรรม ณ วัดป่าบ้านตาด 10 เสร็จแล้วเข้า วัดป่าภูสังโฆ 11 กราบนมัสการพระอจ.วันชัยก่อนจะไปวัดถ้ำเต่า 12 พระอจ.บุญมี

จบการจาริกบุญครั้งนี้

ของถวายไทยธรรมแต่ละวัด
ผ้าไตร+ชุดยา หนังสือธรรมะ1ชุด11เล่ม +ผ้าอาบน้ำฝน
สังฆทาน ของใช้สงฆ์1ชุด+ปัจจัย 1000บาท+ วัดละ1ชุด

หลวงปู่โง่น โสรโย

หลวงปู่โง่น โสรโย อุปสมบทเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๒ ณ วัดศรีเทพประดิษฐาราม จังหวัดนครพนม โดยมี ท่านเจ้าคุณสารภาณมุนี เจ้าคณะจังหวัดนครพนมเป็นพระอุปัชฌาย์ มีพระมหาพรหมมา เป็นพระกรรมวาจาจารย์ เมื่ออุปสมบทปีแรก พระอุปัชฌาย์ และ พระอาจารย์ผู้อุปการะคือ หลวงพ่อวัง ได้ร้องขอและส่งให้ไปอยู่กับพระสหายของท่าน คือ เจ้ายอดแก้ว บุญทัน บุปผรัตน์ ธมมญาโณ ที่วัดสุวรรณารามราชมหาวิหาร นครหลวงพระบาง ราชอาณาจักรลาว ซึ่งต่อมา เจ้าบุญทัน บุปผรัตน์ ได้เลื่อนสมณศักดิ์ขึ้นเป็น สมเด็จพระสังฆราช แห่งราชอาณาจักรลาว ต่อมากรุงเวียงจันทน์แตกใน พ.ศ. ๒๕๑๘ พระองค์ได้เสด็จลี้ภัยเข้ามาอยู่ในประเทศไทย และสิ้นพระชนม์ใน พ.ศ. ๒๕๒๘


ส่วน หลวงปูโง่น โสรโยในขณะนั้นเป็นพระนวกะ ได้เรียนนักธรรมและบาลีแบบลาว ซึ่งเจ้ายอดแก้ว บุญทัน ทรงรักใคร่โปรดปรานมาก เพราะดั้งเดิมเป็นสายญาติกัน และใช้งานได้คล่อง พูดไทยได้เก่ง เว้าลาวได้ดี ภาษาอังกฤษ และฝรั่งเศสก็อาศัยได้ เพราะในระยะนั้นประเทศลาว ยังเป็นอาณานิคม เมืองขึ้นของฝรั่งเศส ท่านจึงต้องการให้พระภิกษุที่เข้ากับชาวต่างชาติรู้เรื่อง อยู่ด้วย เมื่อเวลาว่างท่านให้เข้าป่าเพื่อแสวงหาต้นไม้ที่เป็นยาสมุนไพร เพราะพระองค์ท่านทรงสนใจรับรู้ในเรื่องยาสมุนไพรมาก ตอนเข้าไปในป่าถึงเขตทุ่งไหหิน โดนทหารลาวและทหารฝรั่งจับในข้อหาเป็นจารชนจากเมืองไทยไปสืบความลับ ถูกขังคุกขี้ไก่ ๓๐ วัน พร้อมพระลาว ๒ รูป กับเด็กอีก ๑ คน เด็กคนนั้น คือ เจ้าสิงคำ ซึ่งต่อมาก็คือ ท่านมหาสิงคำ ผู้ทำงานช่วยพวกลาวอพยพร่วมกับสหประชาชาติ อยู่ที่วัดยานนาวา กรุงเทพฯ ท่านจึงไปมาหาสู่บ่อย เพื่อขอความช่วยเหลือให้พี่น้องชาวลาว หลวงปู่โง่นก็ได้ช่วยเหลือทุกอย่างเท่าที่ความสามารถจะมี

เรื่องการติดคุกขี้ไก่อยู่เมืองทุ่งไหหินนั้นสนุกมาก เขาเอาไก่ไว้ข้างบน คนและพระอยู่ข้างล่าง ไก่ขี้ใส่หัวตลอดเวลา เหม็นก็เหม็น ทรมานก็ทรมาน สนุกก็สนุก ได้ศึกษาธรรมไปในตัว ความทราบถึงเจ้ายอดแก้ว พุทธชิโนรสสกลมหาสังฆปาโมกข์ ท่านได้ร้องขอให้ปล่อยตัว แต่ทหารปล่อยเฉพาะพระลาว ๒ รูป กับเด็ก ๑ คน ส่วนหลวงปู่โง่นเขาไม่ปล่อย เพราะเข้าใจว่าเป็นคนไทย ด้วยเหตุที่พูดไทยได้เก่ง ทั้งนี้ ขณะนั้นเป็นช่วงระหว่างสงครามอินโดจีน ฝรั่งยุให้คนไทยกับคนลาวเป็นศัตรูกัน เห็นคนไทยก็จับขังหรือฆ่าทิ้งเสีย จึงมารู้ตัวเข้าคราวหลังว่า เรามันคนปากเสีย ปากพาเข้าคุก เพราะพูดภาษาไทย

ภายหลังสมเด็จพระสังฆราชลาว ท่านออกใบสุทธิให้ใหม่ โอนเป็นพระลาวเป็นคนลาวไป เขาจึงปล่อยตัวออกมา แต่ก็ยังไม่พ้นสายตาของพวกนักสืบอยู่นั่นเอง จึงกราบทูลลาผู้มีพระคุณ หาทางมุ่งกลับเมืองไทย แต่ไม่รู้จะมาอย่างไร จึงตัดสินใจไปพบคนที่รู้จักรักใคร่คือ ท้าวโง่น ชนะนิกรซึ่งเป็นข้าราชการลาวอยู่ในระยะนั้น ทั้งสองฝั่งแม่น้ำโขง มีแต่หลุมหลบภัยและเสียงปืน ที่พี่ไทยกับน้องลาวยิงกันไม่ขาดระยะ ต้องธุดงค์ปลอมแปลงตัว เดินเลียบชายฝั่งแม่น้ำโขงลงมาทางใต้ ถึงใกล้เมืองท่าแขก ได้รับความช่วยเหลือจากพระลาวที่รู้จักกัน คือ ครูบาน้อย หาทางให้ได้เกาะเรือของชาวประมงข้ามฝั่งมาไทย พอถึงแผ่นดินไทยก็โดนร้อยตำรวจเอกเดช เดชประยุทธ์ และ ร้อยตำรวจโทแฝด วิชชุพันธ์ จับในข้อหาเป็นพระลาวหลบเข้ามาสืบราชการลับในราชอาณาจักรไทย ถูกจับเข้าห้องขัง ฐานจารชน อยู่ ๑๐ วัน ร้อนถึงพระพนมคณานุรักษ์ ซึ่งเป็นอดีตเจ้าเมือง ได้เจรจาให้หลุดรอดออกมา

พอพ้นจากห้องขังมาได้ ก็เข้ากราบพระอุปัชฌาย์คือ ท่านเจ้าคุณสารภาณมุณี สั่งให้ไปศึกษาปฏิบัติธรรมพระกรรมฐานกับ พระอาจารย์วัง ที่ถ้ำไชยมงคล ภูลังกา และไปหา พระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ซึ่งเป็นพระอาจารย์ของ พระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ตอนเข้าพรรษา พระอุปัชฌาย์ให้มาจำพรรษาอยู่วัดอรัญญิกาวาส จังหวัดนครพนม

เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๕ สอบได้นักธรรมตรี พ.ศ. ๒๔๘๖ สอบได้นักธรรมโท พ.ศ. ๒๔๘๗ สอบได้นักธรรมเอก ต่อมาหนีออกธุดงค์เข้าถ้ำ จำพรรษาที่ถ้ำบ้านยางงอย อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม กับอาจารย์สน อยู่ ๑ ปี พระอุปัชฌาย์รู้ข่าวเรียกตัวกลับ สั่งให้มาอยู่วัดอรัญญิกาวาส จังหวัดนครพนม โดยบังคับให้เป็นครูสอนนักธรรมโท อยู่วัดศรีเทพ ๒ ปี เพราะวัดทั้งสองอยู่ใกล้กัน ไปกลับได้สบาย ผลของการสอนได้ผลดีมาก นักเรียนสอบได้ยกชั้นทั้ง ๒ ปี พระอุปัชฌาย์ชมเชยมาก และปีต่อมาได้เปลี่ยนเป็นครูสอนนักธรรมเวลาเช้า ส่วนเวลาบ่าย หลวงปู่เป็นนักเรียนบาลีไวยากรณ์

ปี พ.ศ. ๒๔๙๑ สอบเปรียญธรรม ป.ธ.๓ แต่ต้องตกโดยปริยาย เพราะข้อสอบรั่วทั่วประเทศ จึงต้องสอบกันใหม่ เกิดความไม่พอใจในวิธีการเรียนแบบสกปรก จึงย้อนกลับไปพึ่งใบบุญของสมเด็จพระสังฆราชแห่งประเทศลาว และได้ตั้งใจเรียนแบบลาว สอบเทียบได้เปรียญ ๕โดยสมเด็จพระยอดแก้วสกลมหาปรินายก ออกใบประกาศนียบัตรให้ จากนั้นท่านสั่งให้ไปเรียนต่อที่ประเทศพม่า พอดีขณะนั้นพระภิกษุสงฆ์ในพม่าพากันเดินขบวนขับไล่รัฐบาลของอูนุ มีการจับพระชาวต่างชาติเข้าคุก หลวงปู่โง่นก็พลอยโดนด้วย แต่โชคดีที่พระมหานายกของพม่า คือ ท่านอภิธชะมหา อัตฐะคุรุ ได้ขอร้องและทำใบเดินทางให้เข้าประเทศอินเดีย เลยเข้าไปเมืองฤๅษีเกษ แคว้นแคชเมียร์ ไปฝึกฝนอบรมวิชาโยคะ ๑ ปี เมื่อมีเพื่อนนักโยคะชักชวนขึ้นไปเมืองยางเซะ และเมืองลาสะ ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศธิเบต เพื่อศึกษาภูมิประเทศ และหลักการทางพระพุทธศาสนามหายาน

พ.ศ. ๒๔๙๔ กลับมาเมืองไทย ท่านเจ้าคุณรัชมงคลมุนี วัดสัมพันธวงศ์ ส่งให้ไปเป็นหัวหน้าก่อสร้างพระอุโบสถจตุรมุขหลังใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออก ที่วัดสารนาถธรรมาราม อำเภอแกลง จังหวัดระยอง อยู่ได้ ๕ ปี พระอุโบสถจวนเสร็จ ขออำลาหนีไปพักผ่อนชั่วคราว ไปพักอยู่กับญาติๆ ที่เมืองอังกานุย ประเทศนิวซีแลนด์ แล้วไปอยู่แคนเบอร่า ประเทศออสเตรเลีย อยู่แห่งละ ๑ ปี แล้วไปอาศัยอยู่กับญาติโยมเก่า ที่เขาเคยอุปการะอยู่ประเทศลาว ที่เมืองรียอง ประเทศฝรั่งเศส

พ.ศ. ๒๔๙๘ กลับเมืองไทย ไปช่วยท่านมหาโฮม คือ เจ้าคุณราชมุนี วัดสระประทุม ที่ปากช่อง จากนั้นเดินธุดงค์เข้าป่าเข้าถ้ำหลายแห่ง คือ ถ้ำเชียงดาว อำเภอเชียงดาว ถ้ำตับเต่า อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ แล้วล่องใต้ไปอยู่ถ้ำจัง อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง ถ้ำขวัญเมือง อำเภอสวี จังหวัดชุมพร แล้วมาถ้ำมะเกลือ เหมืองปิล็อก จังหวัดกาญจนบุรี จากนั้นขึ้นถ้ำฤๅษี (ถ้ำมหาสมบัติ) ถ้ำเรไร จังหวัดเพชรบูรณ์

ในปี พ.ศ. ๒๕๐๒ หลวงพ่อแพร คือ ท่านเจ้าคุณเพชราจารย์ เจ้าคณะจังหวัดเพชรบูรณ์องค์ก่อน ได้นิมนต์มาสร้างโรงเรียนประชาบาล วัดท่าข้าม และสร้างพระประธานใหญ่ ไว้ที่เขตอำเภอชนแดน แล้วท่านร้องขอให้ไปอยู่แคมป์สน เขตอำเภอหล่มสัก อยู่ได้ปีเดียว ท่านเจ้าคุณวิมลญาณเวที วัดมงคลทับคล้อ ซึ่งเป็นเครือญาติกันมาก่อน ขอให้มาสร้างฌาปนสถาน และบูรณะศาลาการเปรียญวัดมงคลทับคล้อ พอเสร็จเรียบร้อย ท่านร้องขอให้มาช่วยเหลือประจำอยู่วัดพระพุทธบาทเขารวก เมื่อ ปี พ.ศ. ๒๕๐๗ เพราะเป็นแดนทุรกันดาร หน้าแล้ง จะขาดแคลนน้ำดื่ม น้ำใช้ ด้วยความเห็นชอบและเลื่อมใสของท่านเจ้าอาวาส ตลอดจนญาติโยม ได้ลงมือพัฒนาสถานที่นี้ให้ได้รับความสะดวกสบายขึ้นหลายอย่าง อาทิ ได้ขุดสระกักเก็บน้ำไว้ในบริเวณหมู่บ้าน เก็บน้ำให้ชาวบ้านไว้ใช้ตลอดปี สร้างถนนจากบ้านวังหลุมถึงเขารวก เป็นระยะทาง ๕.๕ กิโลเมตร และสร้างโรงเรียนประถมศึกษา เป็นอาคารชั้นเดียว ยาว ๕๐ เมตร มีห้องเรียน ๘ ห้อง อีกทั้งปั้นหล่อรูปสมเด็จพระปิยมหาราชไว้ที่หน้าเสาธง มีขนาด ๑ เท่าครึ่ง ตั้งอยู่ตลอดจนถึงทุกวันนี้ วันที่ ๒๓ ตุลาคม ของทุกปี จะให้มีพิธีถวายบังคมพระบรมรูป และแจกทุนการศึกษาแก่เด็กยากจนไม่น้อยกว่าปีละ ๑๐๐ ทุน ทุนละ ๑,๐๐๐ บาท ตลอดมาจนทุกวันนี้

หลวงปู่ได้แปรผันสังขารของท่านเมื่อวันที่ ๗ มีนาคม ๒๕๔๒ รวมสิริชนมายุได้ ๙๔ ปีเศษ นับว่ามีอายุมากในปัจจุบัน แต่สังขารของหลวงปู่ไม่แก่เฒ่าอย่างที่ทุกคนคิด เพราะท่านมีวิธีรักษาจิต เพื่อชะลอความแก่ไว้ด้วยธรรมสมบัติ มีธรรมสมบัติเป็นจิตใจ จึงเป็นใจที่สงบ อันใจที่สงบนั้น ย่อมไม่แก่ชราคร่ำคร่าดังพระพุทธภาษิต ว่า สตญฺจ ธมโม นชรํ อุเปติ ธรรมของผู้มีใจสงบนั้น ย่อมไม่เข้าถึงความแก่ชราคร่ำคร่า ก็คือการชะลอความแก่ไว้ด้วยธรรมสมบัตินั่นเอง

คนส่วนมากมักปล่อยชีวิตให้เป็นไปตามยถากรรม แต่หลวงปู่ท่านใช้ชีวิตของท่านเดินย้อนรอยกรรม โดยการนำตัวแฝงเข้ามาเป็นอุปกรณ์การเดินทางเพื่อย้อนรอยกรรม จึงทำให้ชีวประวัติของท่านโดดเด่น โลดโผน เป็นวรธรรมคติแก่ผู้ศึกษาและปฏิบัติได้เป็นอย่างดี

อันปฏิปทาของหลวงปู่โง่น โสรโย นั้น ตรงกับคำว่า “ปะฐะ วิปปะภาโส” แปลว่า ผู้ยังพื้นปฐพีให้สว่างไสว เหมือนดวงอาทิตย์อุทัยที่เป็นดวงตาของโลก มีความชื่นชมยินดีเป็นที่รวมใจ มีรัศมีสีทองผ่องอำไพส่องโลกนี้ เป็นคาถาที่ปรากฏใน โมรปริตร์ ถ้าคิดถึงหลวงปู่ก็ให้เจริญมนต์บทนี้ จะได้รับความคุ้มครองจากธรรมสมบัติตามปฏิปทาบารมีของหลวงปู่โง่น โสรโย เหมือนท่านอยู่กับเราในฐานะตัวแฝง ตลอดไป

(ข้อมูลจากหนังสือ พระราชทานเพลิงศพ)

มูลนิธิฯจะไปกราบนมัสการท่านปลายเดือนนี้ที่วัดครับ24สค.หลังจากการออกหน่วยผ่าตัดที่รพ.ฝางจ.เชียงใหม่ เนื่องจากตอนที่ผมกลับจากเมืองนอกใหม่ๆ เคยอกรายการทางทีวีหลายรายการ ท่านเคยชมและให้ผู้จัดรายการที่ช่อง5คนหนึ่งที่ไปหาท่าน นำพระกริ่งหลวงปู่มาให้ ยังคิดถึงท่านอยู่เสมอมา คงได้ไปในครั้งนี้ครับ