วันจันทร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2559

การทำสมาธิ ซาเซน วัดโซจิ



การตอบรับจากวัดโซจิ(Soji-ji) ที่จังหวัด คานางาว่า(เดินทางจากโตเกียวไปประมาณ 1 ชั่วโมง) ในการไปเข้าคอร์ส อยู่อย่างเซน(禅の一夜) สองวัน 1 คืน(ตามรูป 1 ไปรษณียบัตรตอบกลับจากวัด)
วัดนี้ยังไม่เคยไป แต่เป็นวัดที่ท่านเคอิซัน ปรมาจารย์เซน(瑩山禅師) ท่านหนึ่งเป็นผู้ก่อตั้ง ซึ่งเป็นวัดคู่กันของนิกายโซโตเซน(วัดต้นกำเนิดโซโตเซนที่ญี่ปุ่น)ซึ่งอีกวัดหนึ่งที่เป็นวัดคู่นี้คือ วัดเอเฮจิ ที่จังหวัดฟุกุอิ ก่อตั้งโดยท่านโดเก็น(道元禅師)
คอร์สอยู่อย่างเซน(禅の一夜) นี้ ผู้ที่ต้องการสมัคร ต้องส่งไปรษณียบัตรแผ่นพับคู่(ไป-กลับ) ในการแจ้งความจำนงค์ ชื่อ ที่อยู่ของตนเอง ไปยังวัด
ประมาณหนึ่งอาทิตย์ก่อนวันเปิดคอร์ส จะมีจดหมายส่งกลับมาว่าสมัครได้หรือไม่(ส่วนใหญ่ ถ้าไม่ได้ คือ คนเต็มแล้ว ต้องสมัครใหม่ครั้งต่อไป)
ในหนึ่งคอร์สจะรับผู้สมัคร 30 คน(ค่าสมัครคนละ 6,000 เยน ถ้ายืมชุดในการนั่งสมาธิด้วยรวมเป็น 7,000 เยน) สิ่งของที่ต้องนำติดตัวไป คือ สบู่ แปรงสีฟัน ยาสีฟัน ผ้าเช็ดตัว ถุงเท้าสีขาว ชุดนอน
กำหนดการ เป็นดังนี้
วันที่ 1
16:30 ลงทะเบียน เปลี่ยนชุด
17:00 ปฐมนิเทศน์ อธิบายวิธีการนั่งสมาธิ
17:30 เริ่มนั่งสมาธิ
18:10 จบการนั่งสมาธิ
18:30 ทานข้าวต้ม
เก็บจานชาม
19:30 ฟังเทศน์
20:00 แจ้งกำหนดการของเช้าวันรุ่งขึ้น
20:10 อาบน้ำ
21:00 เข้านอน
วันที่ 2
3:40 ตื่นนอน
4:10 นั่งสมาธิ
จบการนั่งสมาธิ
สวดมนต์
6:30 ทานข้าวเช้า
เก็บจานชาม
7:15 ทำความสะอาดวัด
8:30 ฟังเทศน์
9:00 ปิดคอร์ส แยกย้ายกันกลับบ้าน
หลังจาก 9 โมงเช้า ใครอยากนั่งสมาธิต่อ ก็สามารถแจ้งความจำนงค์และนั่งสมาธิต่อได้
ดูจากกำหนดการแล้ว นั่งสมาธิ วันแรกและวันที่สอง ไม่น่ามีปัญหา เพราะนั่งมาได้ในวันจันทร์ที่ผ่านมาแล้ว และนั่งสมาธิประจำวันอยู่เนืองๆ
แต่ที่น่าเป็นห่วง คือ การสวดมนต์ในวันที่ 2 นี่สิ เคยแต่สวดมนต์ภาษาไทย สวดมนต์ภาษาญี่ปุ่นนี่ไม่เคยเลย แต่ไปครั้งนี้ครั้งแรก คงตามๆคนอื่นไปก่อน อืม...จะไหวไหมนะ
เข้าคอร์สจบแล้วจะมาเล่าให้เพื่อนๆฟังนะคะ ว่าเป็นอย่างไรบ้าง คอร์สนี้มีเดือนละครั้งที่วัดนี้ บางทีไปนอนวัดบ้างก็น่าจะดี(บอกตัวเอง^ ^)
สำหรับการไปนั่งสมาธิที่วัด Choukoku ทุกวันจันทร์ ก็ยังไปเหมือนเดิมค่ะ

 “อยู่อย่างเซน(禅の一夜)” ที่วัดโซจิ จังหวัดคานางาว่า 
ทางวัดเริ่มเปิดลงทะเบียนตอน 16:30 แต่ไปถึงวัดตั้งแต่ บ่ายสามโมงกว่าๆ ไปถึงแล้วเดินรอบๆวัด รู้สึกว่าเป็นสถานที่ที่สัปปายะ เหมือนวัดป่าบ้านเรา ต้นใม้ใหญ่ๆเต็มไปหมด บรรยากาศร่มรื่น วัดกว้างขวางมาก สะอาดสะอ้านเป็นระเบียบ เห็นแล้วสบายตาสบายใจ สงบ ร่มเย็น
วัดต้นกำเนิดของเซนที่ญี่ปุ่น มีอยู่ 2 แห่ง คือ ที่วัดโซจินี้ ผู้ก่อตั้งคือ ท่านเคอิซัน และวัดเอเฮจิ จังหวัดฟุกุอิ ผู้ก่อตั้งคือท่านโดเก็น วัดเอเฮจิจะเก่าแก่กว่าวัดโซจิและท่านโดเก็นเป็นชาวญี่ปุ่นท่านแรกที่ไปศึกษาเซนที่เมืองจีน และนำพุทธศาสนา นิกายเซนมาเผยแผ่ที่ญี่ปุ่น
ท่านเคอิซันเองก็เคยศึกษาเซนที่วัดเอเฮจิและต่อมาได้ก่อตั้งวัดโซจิขึ้นในภายหลังและเป็นผู้ที่ทำให้เซนเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในประเทศ ญี่ปุ่น ที่ญี่ปุ่นจึงถือว่า วัดทั้งสองแห่งนี้เป็นเสาหลักหรือถือได้ว่าเป็นวัดต้นกำเนิดของเซนในญี่ปุ่น
ปัจจุบัน วัดโซจิ มีพระประจำอยู่ประมาณ 130 รูป เนื้อที่วัดประมาณ 500,000 ตารางเมตร เดิมวัดนี้ตั้งอยู่ที่จังหวัดคานาซาว่า โดยท่านเคอิซัน ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1321 และต่อมาในปี ค.ศ. 1322 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นวัดอารามหลวงอีกด้วย
ในปี ค.ศ. 1898 เกิดเพลิงไหม้เผามอดทั้งวัด จึงได้ย้ายวัดมาก่อตั้งขึ้นใหม่ที่เมือง ซึรุมิ จังหวัดคานางาว่า และสร้างเสร็จในปี ค.ศ. 1911 โดยปีนี้ถือได้ว่าครบรอบ 105 ปี ของวัดนี้ที่ จังหวัดคานางาว่า
ขอย้อนกลับมาเล่าถึงเรื่องการลงทะเบียนเข้าคอร์สต่อนะคะ
ครั้งนี้มีผู้มาลงทะเบียนทั้งหมด 26 คน ชาย 13 คน หญิง 13 คน เมื่อลงทะเบียนเสร็จแล้ว พระท่านก็ให้เข้าไปวางข้าวของที่ห้องพัก(ห้องพักหญิง พักรวม 6 คน/ห้อง) และเปลี่ยนชุด ฮากามะ(袴) สำหรับผู้ที่จะเช่าชุดที่วัด(1,000 เยน) หรือใครจะไม่ใส่ชุดฮากามะ ก็ใส่ชุดที่ตนเองนำมาได้ แล้วมารวมตัวกันที่ห้องประชุมใหญ่ซึ่งเป็นห้องทาทามิ แบบญี่ปุ่น เวลา 17:00
หลังจากนั้น พระที่เปรียบเสมือนครูใหญ่ที่รับผิดชอบฝ่ายการนั่งสมาธิของวัดนี้ มาให้คำโอวาทและอธิบายเกี่ยวกับแนวความคิดและการปฏิบัติในแนวทางของพุทธศาสนานิกายเซนรวมถึงการพิจารณาระหว่างการนั่งสมาธิให้ผู้เข้าคอร์สฟัง
ท่านบอกว่าให้เรามีสติอยู่ตลอดเวลาขณะทำสมาธิ หากมีความคิดใดผุดขึ้น ก็ไม่ใช่ไปปัด ไปห้ามไม่ให้ความคิดมันเกิด แต่ให้เห็นว่าเมื่อความคิดเกิด มันจะดับลงไปเอง โดยที่เราไม่เข้าไปมีบทบาท ไม่ไปเป็นผู้ลงไปจับความคิดนั้น เป็นแค่ผู้ดูมันเกิด ดับ ฯลฯ ฟังแล้วก็มีส่วนคล้ายกับพุทธศาสนาบ้านเรามาก
หลังจากนั้น พระพี่เลี้ยง 2 รูป มาอธิบายท่าทางในการนั่งสมาธิ(อ้างอิงได้ที่บทความที่ 5) และสัญญาณระฆังในการเริ่ม(ดัง 3 ครั้ง) และในการจบ(ดัง 1 ครั้ง)ของการนั่งสมาธิ
หลังจากฟังคำอธิบายต่างๆเสร็จ พวกเราจะเดินเรียงแถวกันมาที่ห้องนั่งสมาธิ แล้วเริ่มนั่งสมาธิ 40 นาที
เป็นเรื่องบังเอิญที่ผู้เขียนได้นั่งสมาธิข้างๆ พระครูใหญ่ที่ให้คำโอวาทพวกเรา(นั่งซ้าย) ส่วนอีกข้างหนึ่งเป็นผู้เข้าคอร์สนี้ผู้ชาย(นั่งขวา) ระหว่างการนั่ง รู้สึกถึงความแตกต่างกันอย่างมาก ระหว่างกระแสจากผู้นั่งทางซ้ายมือที่สงบ เย็น เบาๆ(พระท่านนั่งนิ่งสงบสบายๆ) กับผู้ที่นั่งขวามือที่แข็ง เครียด อึดอัด(คงเพราะเค้าอึดอัดและมีขยับขาด้วย) ความจริงระหว่างการนั่งสมาธิ ผู้เขียนก็พิจารณาแค่กายใจของตนเอง ไม่พยายามส่งจิตออกนอก แต่กระแสของคนที่อยู่ข้างๆ 2 ข้างนี่มันต่างกันมาก จนเรารับและรู้สึกได้
หลังจากนั่งสมาธิเสร็จ ก็มาเข้าห้องทานข้าวเย็น เป็นห้องทาทามิแบบญี่ปุ่นเช่นเดิม อาหารเป็นอาหารเจ(精進料理)ถ้วยชาม ถาด ทั้งหมดเป็นเครื่องเขิน(漆)เคลือบสีแดงไม่มีลาย พระครูใหญ่ก็มาร่วมทานข้าวด้วย
ท่านอธิบายเกี่ยวกับ การทานอาหารของพระว่า การทานอาหารนี้ พระจะทานในจำนวนที่พอดี ไม่มากไปน้อยไป ทานเพื่อให้ร่างกายมีกำลังมีแรงในการปฏิบัติ และเป็นประโยชน์ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ไม่ได้ทานอาหารเพื่อความเอร็ดอร่อย เวลาทานอาหารจะไม่พูดคุยกันเพราะอยู่ระหว่างการทำสมาธิ มีสติ รู้สึกตัวอยู่กับแค่ปัจจุบันขณะ และทานอาหารตรงที่ที่ท่านนั่งทำสมาธิกันตรงนั้น ดังนั้นจึงนั่งทานข้าวในท่านั่งขัดสมาธิ
พระทุกรูปจะสามารถกำหนดปริมาณข้าวและน้ำแกง(มิโซะชิรุ)ที่ตนเองต้องการทานได้ แต่ต้องทานให้หมดตามนั้น และไม่มีการตักเพิ่ม พวกเราที่เข้าคอร์สก็ปฏิบัติเหมือนกับพระท่าน(แต่พวกเราได้มานั่งในห้องทานข้าวเสื่อทาทามิ และท่านให้เรานั่งในท่าตามสบายไม่ต้องขัดสมาธิก็ได้)
ตลอดเวลาขณะรับประทานอาหาร จะทานทีละถ้วย หยิบขึ้นมา ทาน วาง หยิบถ้วยถัดไป แล้วจะกลับมาหยิบถ้วยเดิมทานอีกได้ แต่จะไม่ใช้ตะเกียบหยิบอาหารคีบจานโน้นจานนี้มาทานกับข้าวพร้อมๆกัน ทั้งนี้เพื่อให้มีสติในการทาน ไม่ใช่ให้จิตออกนอกไปคิดว่าจะทานอะไรดี หยิบกับข้าวถ้วยไหนมาทานกับถ้วยไหนดี ตัดความฟุ้งซ่านระหว่างการรับประทานอาหาร และการวางถ้วย คีบตะเกียบ เคี้ยว ฯลฯ ต้องเงียบ ไม่มีเสียง(ฝึกสติ) เมื่อทานหมดทุกถ้วยแล้ว วางถ้วยเล็กซ้อนถ้วยใหญ่ อย่างเป็นระเบียบ เงียบ น่าประทับใจมาก
หลังจากนั้น เป็นช่วงฟังพระครูใหญ่เทศน์ เกี่ยวกับคำสอนของท่านโดเก็น และอธิบายถึงการปฏิบัติของพระที่ประจำอยู่ที่วัดนี้ หลักคำสอนส่วนใหญ่จะเน้นเรื่องการมีสติ พิจารณาแค่กายใจของตนเอง และมีช่วงถามตอบ สำหรับผู้ที่มีข้อสงสัย
หลังจากฟังเทศน์เสร็จ ก็แยกย้ายกันไปอาบน้ำและเข้านอนตอนสามทุ่ม เพื่อให้ตื่นตอน ตีสามสี่สิบตอนเช้าในวันรุ่งขึ้นได้ ไม่งัวเงีย นั่งสมาธิตอนตีสี่ และร่วมพิธีสวดมนต์ตอนตีห้าได้
โปรดติดตาม เรื่องราวในเช้าวันที่สองได้ในบทความครั้งต่อไปค่ะ

สนทนาเกี่ยวกับเซน บทที่6

บทที่ 6

ช่วงนี้ ผู้เขียนอ่านหนังสือ สูตรเว่ยหล่าง ซึ่งกล่าวถึง ชีวประวัติของท่านเว่ยหล่าง(พระสังฆปรินายก นิกายเซน องค์ที่หก) รวมถึงคำเทศนา คำกล่าวของท่าน โดยผ่านการแปลจากฉบับภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยโดยท่านพุทธทาสภิกขุ ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๙๖ ในหมวดที่ ๑-๗

เพื่อนๆที่รู้จักกัน ส่วนใหญ่อ่านหนังสือเล่มนี้กันหมดแล้ว บางคนอ่านแล้วหลายรอบ แต่ผู้เขียนเพิ่งได้มีโอกาสอ่านหนังสือเล่มนี้เป็นครั้งแรก

ผู้เขียนค่อยๆอ่านทีละบท ระหว่างการอ่านก็เทียบเคียงกับคำสอนที่เคยได้ฟังจากพระอาจารย์ฝ่ายเถรวาทบ้านเรา รู้สึกแปลกใจพร้อมๆกับดีใจว่าคำสอนสอดคล้องกันในหลายๆหัวข้อ

หนังสือเล่มนี้ น่าสนใจมาก และเป็นหนังสือที่ยืนยันได้อีกเล่มหนึ่งว่า พุทธศาสนานิกายเซน มีแนวคิดแนวปฏิบัติคล้ายกับพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท

วันนี้ขอหยิบยกข้อความบางตอนในหนังสือ หมวดที่ ๔ ว่าด้วยเรื่อง สมาธิและปรัชญา*(*หมายถึง ปัญญาในฝ่ายเถรวาท) ซึ่งเป็นตอนที่ผู้เขียนประทับใจ เพราะคล้ายคลึงกับแนวทางที่ผู้เขียนน้อมนำมาปฏิบัติ(ถึงแม้จะอยู่ในขั้นอนุบาลและยังทำไม่ค่อยได้)จากคำสั่งสอนของพระอาจารย์ฝ่ายเถรวาทในไทย ตั้งแต่ที่ยังไม่รู้จัก พุทธศาสนานิกายเซน

บทความที่ 6

• ในการแปลคำว่า "สมาธิที่ถูกวิธี" คนพวกที่งมงายอยู่ภายใต้อวิชชาพากันแปลว่า "นั่งอย่างเงียบติดต่อกันไป โดยไม่ยอมให้ความคิดอันใดอันหนึ่งเกิดขึ้นในจิต" การแปลความหมายเช่นนี้ เป็นการจัดตัวเราเองให้ลงไปอยู่ในชั้นเดียวกับวัตถุที่ไร้วิญญาณทั้งหลาย และยังจะกลายเป็นสิ่งสะดุดเกะกะกีดขวางหนทางตรง

• การเฝ้าระวังจิตของตนให้นิ่งเงียบ ถึงกับว่าหมดความเคลื่อนไหวเป็นไปของจิตเอาเสียทีเดียว นับว่าเป็นความผิดอย่างใหญ่หลวง

• มันเป็นจารีตในนิกายของเรา ในการที่จะถือเอา"ความไม่เป็นไปตามอำนาจของวิตก" ว่าเป็นผลที่เราจำนงหวัง, ถือเอา "ความไม่ตกอยู่ภายใต้วิสัยของอารมณ์" ว่าเป็นมูลรากอันสำคัญ และถือเอา "ความไม่ข้องติด" ว่าเป็นหลักหรือต้นตอ อันเป็นประธานสำคัญ

• "ความไม่ตกอยู่ภายใต้วิสัยของอารมณ์" นั้น หมายถึง ความไม่ถูกอารมณ์ดึงดูดเอาไป ในเมื่อได้สัมผัสกันเข้ากับอารมณ์ภายนอก

• "ความไม่เป็นไปตามอำนาจของวิตก" นั้น หมายถึง ความไม่ถูกลากเอาไปโดยความคิดอันแตกแยกแต่อย่างใดอย่างหนึ่ง ในขณะที่กำลังบำเพ็ญภาวนาทางจิต ดำรงใจไว้ให้เป็นอิสระจากอำนาจของกิเลส ในทุกๆลักษณะ ใจของเราลอยอยู่สูงเหนือสิ่งต่างๆที่แวดล้อมเรา

• "ความไม่ข้องติด" นั้น หมายถึง ลักษณะเฉพาะแห่ง จิตเดิมแท้ ของเรานั่นเอง

• ผู้ที่คล่องแคล่วในการแยกแยะธรรมลักษณะนานาประการ เพื่อความเข้าใจอันถูกต้องได้ จักเป็นผู้ตั้งอยู่ได้อย่างไม่ง่อนแง่นคลอนแคลนใน "ธรรมอันเอก"(กล่าวคือถิ่นอันสงบเย็นของพระอริยะหรือนิพพาน)

ที่มา: หนังสือ สูตรเว่ยหล่าง แปลเป็นภาษาไทยโดยท่านพุทธทาสภิกขุ

วันศุกร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2559

รินไซเซน Rinzai ZEN
● จริต ๖ และอารมณ์กัมมัฏฐานที่เหมาะสมกับจริต
● จริต แปลว่า ความประพฤติ หมายถึงความประพฤติซึ่งติดอยู่ในสันดานของบุคคลโดยทั่วไป จริตทั้ง ๖ อย่างนี้ มีอยู่ในตัวบุคคลทุกคน โดยมีจริตอย่างใดอย่างหนึ่งใน ๖ อย่างนี้เป็นตัวยืน และมีจริตอย่างอื่นๆผสมอยู่ด้วย เช่น ผู้ที่มีราคจริต มักจะมีสัทธาจริตปนอยู่ด้วย ผู้ที่มีโทสจริตมักมีพุทธิจริตปนอยู่ด้วย ดังนั้น การปฏิบัติจึงควรเลือกอารมณ์ที่เหมาะสมกับจริตที่เป็นเจ้าเรือนเป็นหลัก การปฏิบัตินั้นจึงจะเห็นผลก้าวหน้า
● การบำเพ็ญสมถกัมมัฏฐานนั้น ทั้งผู้บอกกัมมัฏฐานและผู้ปฏิบัติ จึงควรศึกษาให้รู้จริตขอบุคคลก่อน เพื่อประโยชน์เกื้อกูลต่อการเลือกอารมณ์อันเหมาะสมกับจริตของผู้ปฏิบัติ จึงจะได้นำเอาจริตและลักษณะของจริตแต่ละอย่างมากล่าวบอกกล่าวกันโดยย่อต่อไป ฯ
_______________________________________________
● ราคจริต ได้แก่บุคคลผู้มีปกติรักสวยรักงาม มีความกำหนัดยินดีในกามคุณ รักใคร่ในความสวยงาม ชอบความเป็นระเบียบเรียบร้อย มีอิริยาบถนุ่มนวลกริยาท่าทางชดช้อย ทำการงานเรียบร้อยไม่รีบร้อน ชอบอาหารที่มีรสหวานหรือกลมกล่อม ได้เห็นสิ่งสวยงามก็เกิดความพอใจ และสนใจอย่างจริงจัง ไม่อยากจะจากไป ปรารถนาอยากได้โดยไม่คิดถึงโทษของสิ่งนั้น แม้จะมีอยู่
• ลักษณะแห่งฅนราคจริตมี ๕ ลักษณะ คือ ๑. โดยอิริยาบท ๒. โดยกิจ ๓. โดยการบริโภค ๔. โดยอาการ มีการดู เป็นต้น ๕. โดยความเป็นไปแห่งธรรม
- โดยอิริยาบถ ฅนราคจริตมีอิริยาบถทั้ง ๔ คือ ยืน เดิน นั่ง นอน มีอาการน่ารัก นุ่มนวล น่าเลื่อมใส เรียบร้อยดี

- โดยกิจ ฅนราคจริตทำกิจไม่รีบเร่ง ทำความสะอาด เรียบ ราวกับลาดเสื่อ
- โดยการบริโภค ฅนราคจริตชอบของกินที่บรรจงจัด และของหวาน เมื่อบริโภคก็ทำคำข้าวแต่พอดีๆไม่ใหญ่นัก เป็นฅนรู้จักรส บริโภคไม่รีบร้อน ได้ของกินดีนืดหน่อยก็ดีใจ
- โดยอาการ มีการดู เป็นต้น ฅนราคจริตเห็นรูปที่น่ารื่นรมย์ยินดีน่าพอใจสักหน่อย ก็จ้องดูเสียนานๆ เป็นต้น
- โดยความเป็นไปแห่งธรรม ธรรมทั้งหลาย คือ มายา โอ้อวด ถือตัว ความปรารถนาลามก(ชั่วหยาบ) ความมักมาก ความไม่สันโดด ความง่อนแง่น ความโอ่อ่า อย่างนี้เป็นต้น ย่อมมีมากในฅนราคจริต
● ฅนที่มีราคจริตเป็นเจ้าเรือนนี้ อารมณ์กัมมัฏฐาน ๑๑ อย่าง คือ อสุภะ การพิจารณาอารมณ์ว่าเป็นของไม่งาม ๑๐ อย่าง กับกายคตาสติ คือการมีสติไปในกาย ๑ เป็นอารมณ์อันสมควรแก่เธอ ส่วนสถานที่บำเพ็ญนั้น ควรเป็นสถานที่ ที่ไม่สะอาดเรียบร้อย และไม่มีความสะดวกสบายทุกอย่างจึงเหมาะ ฯ
_____________________________________________________
● โทสจริต ได้แก่บุคคลผู้มีปกติหงุดหงิดโกรธง่าย มักเป็นผู้ไม่พิถีพิถันเรื่องความสะอาดเรียบร้อยสวยงาม เดินไปไหนมาไหนเร็ว ทำการงานด้วยความรีบร้อนฉับไว ไม่คำนึงถึงความเรียบร้อย ชอบอาหารที่มีรสจัดทุกชนิด เช่น เปรี้ยวจัด เค็มจัด หรือเผ็ดจัด เป็นต้น เมื่อพบสิ่งที่ไม่ถูกใจนิดหน่อยก็มักจะหงุดหงิด ขาดความยั้งคิดเมื่อมีโทสะ ถ้าไม่ชอบใจสิ่งใดแล้ว ย่อมไม่สนใจ แม้สิ่งนั้นจะมีประโยชน์ก็ตาม
● ลักษณะแห่งฅนโทสจริต มี ๕ ลักษณะ คือ ๑. โดยอิริยาบท ๒. โดยกิจ ๓. โดยการบริโภค ๔. โดยอาการ มีการดู เป็นต้น ๕. โดยความเป็นไปแห่งธรรม
- โดยอิริยาบถ ฅนโทสจริตมีอิริยาบถทั้ง ๔ คือ ยืน เดิน นั่ง นอน มีอาการไม่น่ารัก มีอาการกระด้าง ไม่น่าเลื่อมใส ไม่เรียบร้อย
- โดยกิจ ฅนโทสจริตทำกิจเร่งร้อน มีเสียงเกรี้ยวกราด ทำความสะอาด แต่ไม่เรียบร้อย
- โดยการบริโภค ฅนโทสจริตชอบของกินที่ง่ายๆ และของเปรี้ยว เป็นต้น
- โดยอาการ มีการดู เป็นต้น ฅนโทสจริตเห็นรูปที่ไม่น่ารื่นรมย์ ไม่น่ายินดีพอใจแม้สักหน่อย ก็อดทนดูอยู่ได้ไม่นาน เป็นต้น
- โดยความเป็นไปแห่งธรรม ธรรมทั้งหลาย คือ ความมักโกรธ ความผูกโกรธไว้ ลบหลู่ ตีเสมอ ริษยา ตระหนี่ อย่างนี้เป็นต้น ย่อมมีโดยมากในฅนโทสจริต
● อารมณ์กัมมัฏฐานของฅนโทสจริต ๘ ประการ คือ วรรณกสิณ ๔ พรหมวิหาร ๔ เป็นอารมณ์ที่เหมาะแก่เธอ การเจริญเมตตาพรหมวิหาร ทำใจให้รักใคร่ผู้อื่นไม่มีประมาณ ไม่ผูกโกรธไว้ ไม่ลบหลู่ ไม่ตีเสมอ ไม่ริษยา ไม่ตระหนี่ เพื่อทำใจให้แน่วแน่ ไม่มีความขุ่นข้องหมองภายใน ส่วนสถานที่บำเพ็ญนั้น ควรเป็นสถายที่สะอาดเรียบร้อย และมีความสะดวกสบายทุกอย่างจึงเหมาะ ฯ
______________________________________________
● โมหจริต ได้แก่บุคคลมีความเขลางมงายเป็นปกติ มักเป็นผู้เหม่อลอย ไม่มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย ชักช้าอืดอาด ทำการงานก็หยาบไม่ถี่ถ้วน ความชอบใจในรสอาหารก็ไม่แน่นอน มีอย่างไรก็กินอย่างนั้น ไม่พิถีพิถันในเรื่องอาหาร เห็นสิ่งสวยงามหรือไม่สวยงามก็ตาม ไม่ค่อยสนใจนัก ใครว่าอย่างไรก็ว่าตามเขา ไม่เป็นตัวของตัวเอง
• ลักษณะแห่งฅนโมหจริตมี ๕ ลักษณะ คือ ๑. โดยอิริยาบท ๒. โดยกิจ ๓. โดยการบริโภค ๔. โดยอาการ มีการดู เป็นต้น ๕. โดยความเป็นไปแห่งธรรม
- โดยอิริยาบถ ฅนโมหจริต เดินท่าทางเงอะงะ ยืนก็มีอาการส่ายไปมา แม้ในการนั่งก็มีอาการอย่างเดียวกัน นอนก็ปูที่นอนไม่เป็นรูป นอนเก้งก้าง เป็นต้น
- โดยกิจ ฅนโมหจริต ทำงานปัดไปปัดมา ทำไม่สะอาด ไม่เรียบร้อย และไม่รู้จักแล้วเสร็จ เป็นต้น
- โดยการบริโภค ฅนโมหจริต เป็นฅนชอบของกินที่ไม่แน่นอน
- โดยอาการ มีการดู เป็นต้น ฅนโมหจริต เห็นรูปอย่างใดอย่างหนึ่งเข้า ได้ยินฅนอื่นเขาติก็ติด้วย ได้ยินเขาชมก็ชมด้วย แต่ในส่วนของตนเองเป็นฅนเฉยๆ โดยอญาณุเบกขา คืออุเบกขาโง่
- โดยความเป็นไปแห่งธรรม ธรรมทั้งหลาย คือ ความที่จิตหดหู่และเคลิบเคลิ้ม ฟุ้งซ่านและรำคาญใจ ลังเลไม่สามารถตกลงใจได้ ถือความผิด ความดื้อรั้น ดังนี้เป็นต้น ย่อมเป็นไปโดยมากแก่ฅนโมหจริต
● กัมมัฏฐานที่เหมาะกับฅนโมหจริตคือ อนุสสติ ๖ คือ พุทธานุสสติ ธัมมานุสสติ สีลานุสสติ จาคานุสสติ และเทวตานุสสติ การเรียนและถามด้วยการฟังธรรมและสนทนาธรรมตามกาล ด้วยการอยู่กับครูบาอาจารย์ เพื่อหาความรู้ซึ่งจะเป็นเหตุให้หายเขลา และควรเจริญอานาปานสติกัมมัฏฐาน พิจารณาลมหายใจเข้าออก เพื่อทำจิตให้แน่วแน่ปราศจากความหลงงมงาย ไม่จำกัดสถานที่ ฯ
___________________________________________________
● สัทธาจริต ได้แก่บุคคลผู้มีปกติเชื่อง่าย ความประพฤติโดยมากเหมือนผู้มีราคจริต ต่างแต่ว่า เป็นผู้ชอบเสียสละ เมื่อมีความเชื่อถือสิ่งใดแล้วก็เชื่ออย่างจริงจัง เช่นเชื่อในพระรัตนตรัย และผู้มีคุณแก่ตนเช่นบิดามารดา เป็นต้น ชอบฟังสิ่งที่เป็นประโยชน์ ไม่โอ้อวด
• ลักษณะของฅนมีสัทธาจริต คล้ายกับบุคคลที่มีจริตทั้งสามอย่างในเบื้องต้น ต่างแต่โดยความเป็นไปแห่งธรรม คือธรรมทั้งหลาย ได้แก่ความสละปล่อยเลย ความใคร่จะได้พบพระอริยทั้งหลาย ความใคร่จะฟังพระสัทธรรม มีความชื่นบานในธรรมมาก ไม่มีความโอ้อวด ไม่มีความริษยา เลื่อมใสในฐานะทั้งหลายที่ควรจะเลื่อมใส ดังนี้เป็นต้น นี่คือลักษณะโดยมากของฅนผู้มีสัทธาจริต
• ส่วนอารมณ์ที่เหมาะแก่ผู้มีสัทธาจริต มีเหมือนผู้เป็นโมหจริต กล่าวคือกัมมัฏฐาน ๖ อย่าง คือ พุทธานุสสติ ธัมมานุสสติ สังฆานุสสติ สีลานุสสติ จาคานุสสติ และเทวตานุสสติ เป็นอารมณ์ที่สมควรแก่เธอ ฯ
______________________________________
● พุทธิจริต ได้แก่บุคคลผู้มีปกติใช้ความคิด ความประพฤติต่างๆเหมือนผู้เป็นโทสจริตโดยมาก ต่างแต่ว่าเป็นผู้ว่าง่าย ชอบคบคนดี เฉลียวฉลาดรอบคอบ ไม่เกียจคร้าน ชอบบำเพ็ญความเพียรเพื่อพ้นทุกข์
• ลักษณะแห่งฅนพุทธิจริต พึงทราบตามแนวแห่งบุคคลผู้มีจริตสามอย่างในเบื้องต้นนั้น ต่างแต่โดยความเป็นไปแห่งธรรม คือธรรมทั้งหลาย ได้แก่ความเป็นผู้ว่าง่าย ความเป็นผู้มีกัลยาณมิตร ความเป็นผู้รู้จักประมาณในอาหารการกิน มีสติสัมปชัญญะ มีความเพียรในธรรมของผู้ตื่นอยู่(พุทธะ) มีความสังเวชในสิ่งทั้งหลายอันควรจะสังเวช เมื่อสังเวชแล้วทำความเพียรอย่างแยบคาย ดังนี้เป็นต้น
• อารมณ์กัมมัฏฐานที่เหมาะคือ มรณสติ อุปสมานุสสติ อาหาเรปฏิกูลสัญญา จตุธาตุววัฏฐาน ส่วนสถานที่บำเพ็ญ เหมือนผู้เป็นโทสจริต ฯ
___________________________________________
● วิตกจริต ได้แก่บุคคลผู้มีปกตินึกฟุ้งซ่าน ความประพฤติโดยมากเหมือนฅนมีโมหจริต มีข้อแตกต่างกันคือ ชอบพูดพร่ำเพรื่อ มีความเฉื่อยชาในการประกอบกุศลและคุณงามความดี ชอบคลุกคลีกับหมู่คณะ ทำอะไรไม่จริงจัง คิดฟุ้งซ่านโลเลไปในเรื่องต่างๆ
• ลักษณะแห่งฅนวิตกจริต คล้ายกับจริตของบุคคลทั้งสามอย่างเบื้องต้น ต่างแต่โดยความเป็นไปแห่งธรรม คือธรรมทั้งหลาย ได้แก่พูดมากกว่าทำ ชอบมั่วสุม เบื่อหน่ายในการทำกุศล จับจด จิตใจพลุกพล่าน ดังนี้เป็นต้น
• อารมณ์กัมมัฏฐานที่เหมาะแก่ผู้เป็นวิตกจริต คือ พุทธานุสสติ ธัมมานุสสติ สังฆานุสสติ สีลานุสสติ จาคานุสสติ และเทวตานุสสติ เป็นอารมณ์ที่สมควรแก่เธอ ฯ
______________________________________
● ส่วนอารมณ์ อรูปฌาน ๔ และภูตกสิณ ๔ เหมาะกับจริตทั้งปวง นั่นหมายความว่าสมาธิอย่างเซนนี้ เข้ากันได้กับทุกจริตที่ว่ามานั่นเอง ฯ

วันพุธที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2559

ประวัติ นพ.ปิโยรส ปรียานนท์




ชื่อ พล.ร.ต. นพ.ดร. ปิโยรส ปรียานนท์ ร.น .
 เกิด 11 มิถุนายน พ.ศ. 2501 
บิดา นพ. ปัญญา ปรียานนท์ ร.น.        มารดา นางสินทรา ปรียานนท์ (เป็นธิดาของหลวงทรงบุณยแพทย์, น.ท.บุญทรง บุณยชาต แพทย์ประจำพระองค์ ในกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ) 
ภรรยา พล.ร.ต. ทันตแพทย์หญิง สพฤดี อุดหนุน ร.น. ทันตแพทย์ประจำกองทันตกรรม
โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า กรมแพทย์ทหารเรือ

ตำแหน่ง รองผู้อำนวยการ รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ
ผู้อำนวยการ ศูนย์วิจัยทางการแพทย์ โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า กรมแพทย์ทหารเรือ 
ประธานมูลนิธิดวงแก้ว ในพระสังฆราชูปถัมภ์
ประธานกรรมการ สถานปฏิบัติธรรมวัชรธรรมสถานประธานโครงการเฉลิมพระเกียรติ 72พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรอยยิ้มเพื่อพ่อ1”
ประธานโครงการเฉลิมพระเกียรติ 75 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว"รอยยิ้มเพื่อพ่อ 2"
ประธานโครงการเฉลิมพระเกียรติ 80,85 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว"รอยยิ้มเพื่อพ่อ 3"
ประธานกรรมการที่ปรึกษา มูลนิธิพุทธฉือจี้ไต้หวันประเทศไทย
รองประธานมูลนิธิจิ้งซือดวงแก้วในพระสังฆราชูปถัมภ์
ประธานโครงการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก

สถานที่ทำงาน
*ศูนย์วิจัยทางการแพทย์ โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า
 504 ถ.สมเด็จพระเจ้าตากสิน   บุคคโล ธนบุรี กรุงเทพฯ 10600 
*มูลนิธิดวงแก้ว ในพระสังฆราชูปถัมภ์ เลขที่ 1/2 ซ.กันตะบุตร(เทศบาล23) ถ.สุขุมวิทต.ปากน้ำ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ 10270โทรศัพท์ / โทรสาร 02-753-9603

ประวัติการศึกษา
พ.ศ. 2506-2516 ประถมศึกษา - มัธยมศึกษาปีที่3 โรงเรียนเซนต์คาเบรียล 
พ.ศ. 2517-2518 มัธยมศึกษาปีที่4-5 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
พ.ศ. 2518-2519 คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
พ.ศ. 2519-2522 คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
พ.ศ. 2519-2524 คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
พ.ศ. 2524-2525 แพทย์ฝึกหัด รพ.ภูมิพล
พ.ศ. 2527-2530 ศัลยกรรมตกแต่ง มหาวิทยาลัยโชวะ กรุงโตเกียว
พ.ศ. 2529-2530 ศัลยกรรมศีรษะและคอ สถาบันมะเร็ง ประเทศญี่ปุ่น
พ.ศ. 2530-2531 ศัลยกรรมตกแต่ง Mt.Sinai Medical Center N.Y.
พ.ศ. 2533-2534 รร.เสนาธิการทหารเรือ
พ.ศ. 2534-2536 คณะวิศวกรรมการแพทย์ มหาวิทยาลัยโชวะ กรุงโตเกียว 
พ.ศ. 2544-2545 วิทยาลัยการทัพเรือ
พ.ศ. 2545-2546 รัฐประศาสนศาสตร์ มหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

วุฒิการศึกษาและเกียรติคุณที่เคยได้รับ
พ.ศ. 2522 วิทยาศาสตร์บัณฑิต
พ.ศ. 2524 แพทย์ศาสตร์บัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
พ.ศ. 2530 ประกาศนียบัตรศีรษะและคอ ประเทศญี่ปุ่น
พ.ศ. 2530 ประกาศนียบัตรศัลยกรรมตกแต่งเสริมความงาม ประเทศญี่ปุ่น
พ.ศ. 2531 วุฒิบัตร ศัลยกรรมตกแต่งและแก้ไขความพิการ ประเทศญี่ปุ่น
พ.ศ. 2531 ประกาศนียบัตร ศัลยกรรมตกแต่ง Mt.Sinai Medical Center., N.Y.
พ.ศ. 2534 ประกาศนียบัตร รร.เสนาธิการทหารเรือ
พ.ศ. 2536 ปริญญาเอกดุษฎีบัณฑิต สาขาวิศวกรรมการแพทย์ (Laser Medicine) มหาวิทยาลัยโชวะ กรุงโตเกียว
พ.ศ. 2541 รับพระราชทานรางวัลมหิดล -บีบราวน์ เพื่อการแพทย์และการสาธารณสุขไทยประจำปี 2541 จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
.ศ. 2541 รางวัลบุคคลตัวอย่างแห่งปี ประจำปี 2541
พ.ศ. 2542 รางวัลศิษย์เก่าดีเด่นคณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประจำปี 2542
พ.ศ. 2543 รางวัลนักวิจัยดีเลิศ สำนักงานวิจัยและพัฒนาการทหารกระทรวงกลาโหมประจำปี 2540-43
พ.ศ. 2544   รับพระราชทานรางวัลนักวิจัยดีเด่น Vincent Award ด้านงานวิจัยทางการแพทย์ ประจำป2544 จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี 
พ.ศ. 2544 ประกาศนียบัตรนักบริหารรุ่นใหม่ คณะพานิชยศาสตร์การบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
พ.ศ. 2545 รางวัลคนดีสังคมไทย ประจำปี 2545
พ.ศ. 2546 รางวัลนักบริหารดีเด่น ประจำปี 2546
พ.ศ. 2546 ปริญญารัฐประศาสนศาสตร์ มหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
พ.ศ. 2560      รางวัล "คนดีศรีแผ่นดิน ตามรอบธรรมราชา "
พ.ศ. 2561  รางวัลแพทย์ต้นแบบจากแพทยสภา
พ.ศ. 2561  รางวัลเพชรชมพู สมาคมนิสิตศิษย์เก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


หลักในการทำงาน 
ทำงานให้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้ในวันนี้และปัจจุบันนี้ด้วยความสุขในใจ
ธรรมนำการบริหาร

หลักในการดำเนินชีวิต
ตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา 
ทาน - การให้เผื่อแผ่และแบ่งปัน
ศีล - ระเบียบในการดำเนินชีวิต
ภาวนา - ฝึกฝนอบรมจิตใจให้มั่นคง


ประวัติดีเด่นในการทำงานที่ถือได้ว่าเป็นเกียรติและความภาคภูมิใจได้รับพระราชทานรางวัลมหิดล ี-บราวน์ เพื่อการแพทย์และการสาธารณสุขไทย ประจำปี 2541 จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในงานพระราชทานปริญญาบัตรบัณฑิตใหม่มหาวิทยาลัยมหิดล ประจำปี 2541ความสำเร็จในชีวิตการทำงาน ได้มีโอกาสทำงานในสิ่งที่ตนรัก ร่วมกับเพื่อนๆ ที่มีอุดมการณ์เช่นเดียวกันและป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น ได้เป็นที่ปรึกษากระทรวงศึกษาฯ รองนายกฯ และที่ปรึกษาสำนักพุทธฯอยู่หลายสมัย
กิจกรรมที่ทำเพื่อสังคมในรูปแบบต่างๆ และโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติการก่อตั้งและดำเนินงานมูลนิธิดวงแก้วนาวาเอก ปิโยรส ปรียานนท์ ได้เป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธิดวงแก้วขึ้น เมื่อปี พ.ศ.2531 โดยได้เริ่มทำงานออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่รักษาผ่าตัดผู้พิการและด้อยโอกาสในชนบทร่วมกับอาจารย์ ศัลยเวทย์ เลขะกุล และอาจารย์สุกิตต์ เอื้อไพบูลย์ ตั้งแต่ปีพ.ศ.2531 โดยเริ่มออกหน่วยแพทย์กับหน่วยแพทย์ของมูลนิธิ หู คอ จมูก ชนบทก่อน ภายหลังเมื่อมีคนไข้มากขึ้น จึงได้แยกหน่วยออกมาปฏิบัติการเอง โดยใช้ชื่อมูลนิธิดวงแก้ว วัตถุประสงค์ ของมูลนิธิดวงแก้ว ได้แก่ การช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ผู้พิการและด้อยโอกาสให้อยู่ในสังคมได้ อย่างมีความสุขยิ่งขึ้น โดยแบ่งเป็นเป้าหมายหลัก 3 ประการ คือ

1.เพื่อช่วยเหลือเด็ก ผู้ด้อยโอกาสและทุพพลภาพ2.เพื่อส่งเสริมงานด้านวิจัยทางการแพทย3.เพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนาการดำเนินงานโครงการรณรงค์ต่อต้านความพิการในชนบทจากการที่ได้เล็งเห็นถึงความทุกข์ยากของผู้พิการและด้อยโอกาสในถิ่นทุรกันดาร โดยเฉพาะชนบทที่ห่างไกล ซึ่งการเดินทางเข้ามารับการรักษาภายในตัวเมืองเป็นไปได้ยาก เนื่องจากความยากจน หรือในบางสถานที่โรงพยาบาลในชุมชนก็ขาดแคลนแพทย์เฉพาะทาง รวมทั้งเครื่องมือที่เหมาะสม ผู้พิการเหล่านี้ต้องทนทุกข์ทรมานที่ไม่สามารถรักษาได้ด้วยยา แต่จะหายหรือดีขึ้นได้ด้วยการผ่าตัดเท่านั้น น.พ. ปิโยรสและคณะจึงได้ทำการประสานกับโรงพยาบาลในชุมชน,หน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ที่มีความต้องการความช่วยเหลือ ขอทราบจำนวนผู้ป่วยที่ต้องการรับการรักษา โดยประสานกับหน่วยงานของรัฐและเอกชนอื่น ๆ เพื่อที่จะจัดวันออกไปทำการรักษาผ่าตัดให้ผู้ด้อยโอกาสในพื้นที่นั้น ๆ เป็นประจำทุก ๆ เดือน เดือนละอย่างน้อย 1 ครั้ง คณะทำงานประกอบด้วยแพทย์ พยาบาลและอาสาสมัครประมาณ 10 - 15 คน ทำการรักษาผ่าตัดครั้งละ 2 - 3 วัน วันละ 10 - 20 คน โดยทำการผ่าตัดตั้งแต่เช้า จนกระทั่งสิ้นสุดผู้ป่วยคนสุดท้าย ตั้งแต่ปี 2531 จนถึงปัจจุบันประมาณปี 2551 ได้ทำการผ่าตัดผป.ปากแหว่งเพดานโหว่ไปแล้วประมาณ 8,000 ราย รวม ผป.ทุกรายของหน่วยแพทย์เคลื่อนที่มูลนิธิดวงแก้ว ประมาณ15000รายได้จัดทีมหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ไปช่วยรักษาผ่าตัดในประเทศเพื่อนบ้านเช่น ลาว กัมพูชา เวียดนาม พม่า อินเดีย ภูฐานฯ ได้จัดทีมแพทย์ช่วยเหลือผู้ประสพภัยพิบัติทั้งในและต่างประเทศเช่น พม่า ศรีลังกา ญี่ปุ่น  เซอเบียร์ บังกลาเทศ  ฟิลลิปปินส์ เนปาล เป็นต้น  ในปี2559 ได้เป็นประธานโครงการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก องค์ที่19แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ จัดสร้างวัดไทยรัตนประทีป ณ กรุงบูดาเปสต์ จัดสร้างพระบรมธาตุเจดีย์ ญาณสังวรานุสรณ์ และอาคาร ญาณสังวรานุสรณ์ เพื่อดูแลและฟื้นฟู ผป.สูงอายุและพิการ



วันจันทร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2559

ZEN พระพุทธศาสนา ในแบบเซน


Zen

เซน เป็นพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน ที่มีรูปแบบการประพฤติปกิบัติคล้ายคลึงกับสายวัดป่ากรรมฐานบ้านเรามาก มีการถือศีล นั่งสมาธิ ภาวนา มีการใช้ปัญญาพิจารณาข้อ อรรถ-ธรรม พิจารณาในอุปาทานและขันธ์ทั้งห้า ว่าไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนของเรา ไม่ได้เป็นสัตว์บุคคลตัวตนเราเขา ทุกการกระทำมีการเจริญ สติ และปัญญา อันเป็นองค์ประกอบหลักในการเข้าถึงพระธรรม “สุญญตา ความว่าง” ความเป็นอิสระจากความทุกข์ทั้งมวล เป็นสภาวะที่นักบวชเซน มุ่งที่จะไปถึง
คณาจารย์เซนที่สำคัญๆ ตามที่ปรากฏในหนังสือ “สูตรเว่ยหล่าง” ซี่งเป็นสังฆนายกองค์ที่ 6 ได้พูดถึงเว่ยหล่าง ท่านเว่ยหล่างจะสอนเน้นเรื่องจิตหนึ่งหรือจิตเดิมแท้ สอนว่าจิตเดิมแท้บริสุทธิ์ คำว่าบริสุทธิ์ ถ้าทางฝ่ายเถรวาทเราถือว่าเป็นจิตอรหันต์ ครูบาอาจารย์ให้ข้อคิดว่าถ้าจิตบริสุทธิ์หมายถึงบริสุทธิ์หมดจดจากกิเลส ถ้าบริสุทธิ์จากกิเลสแล้วจะมาเกิดได้อย่างไร ถ้าว่าจิตนี้เป็นธรรมชาติที่ผ่องใสหรือประภัสสร ก็หมายถึงจิตที่ยังไม่ถูกกิเลสจรมาครอบงำ คือจิตที่ยังถูกกิเลสจรมาครอบงำได้ยังไม่อิสระแท้จากกิเลส
เว่ยหล่าง สอนว่าจิตเดิมแท้บริสุทธิ์ให้พยายามทำจิตให้อิสระจากการปรุงแต่ง จะประสบความสำเร็จทุกอย่าง แสดงว่าจิตยังถูกปรุงแต่งอยู่ จิตปรุงแต่งได้จิตก็ยังเป็นกองสังขารมีทั้งธรรมและกิเลสกองอยู่ จะทำอย่างไรจะปฏิบัติอย่างไร จิตจะเป็ฯอิสระจากการปรุงแต่ง จิตปรุงแต่งคือนึกคิดวิ่งรับอารมภ์ต่างๆถูกนิวรณ์ทั้งหลายครอบงำได้ อันเป็นอุปสรรคของสมาธิ ที่ว่าจิตมีสมาธิแล้วก็ตามจิตก็ยังถูกอนุสัยกิเลสส่วนละเอียดส่วนลึกปรุงแต่งจิตอยู่อีก ต้องใช้ปัญญา ปัญญาญาณซักฟอกด้วยภาวนามยปัญญาตามลำดับขั้น จนกว่าจิตจะบริสุทธิ์หมดจดแท้จริงได้ เซนจะหมายถึงส่วนนี้ด้วยหรือไม่ ต่างก็สมมุติว่ากันไปไม่เหมือนกัน
คณาจารย์เซนตามที่ปรากฏ ฝ่ายใต้ท่าน เว่ยหล่าง ได้ฉายา “สำนักบรรลุฉับพลัน” หรือประเภท ขิปปาภิญญา ถือเป็นผู้เข้าถึงธรรม ได้รับบาตร จีวร สืบต่อจากสังฆนายกองค์ที่ 5 ส่วนเซนฝ่ายเหนือโดยท่าน ชินเชา ซึ่งเป็นศิษย์ร่วมอาจารย์กันได้ฉายาว่า “สำนักเชื่องช้า” ฟังดูตามประวัติเป็นศิษย์เก่าแก่ของท่านสังฆนายกองค์ที่ 5แต่ยังไม่ได้บรรลุธรรม ต่างตั้งสำนักสอนกันคนละแห่ง ซึ่งต่างดำเนินการสอนคณะศิษย์ให้ปฏิบัติตามหลักของ ศีล สมาธิ ปัญญา แต่ให้ความหมายไปคนละแนว เข้าใจไปคนละอย่าง ไม่เหมือนกัน ชินเชา ให้ความหมายว่า ศีลสอนให้ละชั่ว สมาธิสอนให้ทำใจให้บริสุทธิ์ ปัญญาสอนให้ทำดี ส่วนเว่ยหล่าง สอนให้บำเพ็ญปัญญาคู่กันไปกับสมาธิ เพราะศีล สมาธิ และปัญญา ได้รับแรงกระตุ้นมาจากจิต ดังนี้คือ
1- การทำจิตให้อิสระจากมลทินทั้งปวง คือ ศีล เป็ฯภาวะแท้แห่งจิต
2- การทำจิตให้อิสระจากความกระวนกระวายทั้งหลายคือ สมาธิอันเป็นภาวะที่แท้แห่งจิต
3- สิ่งที่ไม่เพิ่มขึ้นหรือลดลงนั่นแหละคือ วัชระ หรือปรัชญา หรือปัญญา หมายถึงภาวะแท้แห่งจิต
ส่วนการมาและการไปเป็นสมาธิในขั้นต่างๆ การมาการไปหมายถึงอะไร คงหมายถึงสมาธิในขั้นต่างๆสอนให้ศิษย์อย่าทำจิตให้สงบนิ่งเฉย คงหมายถึงจิตพร้อมตั้งมั่น สติ สมาธิ ปัญญา พร้อมต่อการงาน ทั้งนอกทั้งในก็เข้ากับธรรมะป่าเรา สอนไม่ให้ทำจิตให้ว่างเปล่าจากสติ สมาธิ ปัญญา สรุปคำสอนของเว่ยหล่าง คือทำจิตให้ปราศจากมลทินชื่อว่าศีล ทำจิตให้ปราศจากความกระวนกระวายชื่อว่า สมาธิ ทำจิตให้ฉลาดรอบรู้ชื่อว่าปัญญา คือภาวะแท้แห่งจิต
ส่วนคณาจารย์ที่สำคัญอีกรูปหนึ่งคือ ท่านฮวงโป ซึ่งเป็นต้นสายเซนที่เผยแผ่ไปสู่ประเทศ ญี่ปุ่น ท่านจะสอนหนักไปทางความว่าง “สุญญตา” สอนให้หยุดการปรุงแต่งแห่งจิต ไม่ใช่การเพ่งให้เกิดฌาน หรือไม่ใช่ใช้ปัญญาให้เกิดญาณ แต่ให้เกิดความว่าง ว่างแบบมีอยู่ตลอดกาลนิรันดร์ เป็นสุญญตาของพระพุทธองค์
สรุปได้ว่า พุทธแบบเซน เป็นแนวการสอนอย่างท้าทาย เพราะสอนเน้นมาที่จิตทุกระยะ ชวนให้ติดตามเฝ้าดูจิต ชวนให้ฟังเป็นเหตุสะกิด-จิตใจได้ดี เกื้อกูลต่อการงานภาวนาหนุนมาจำเพาะที่ใจ ใคร่ครวญมาที่ใจ ตามรู้เห็นความเป็นอยู่ของใจ ให้ความสำคัญมาที่งานของใจ พูดถึงแต่จิตหนึ่ง พูดถึงแต่จิตคือพุทธะ พูดถึงแต่ความว่างของจิต หรือจิตเดิมแท้ จิตปรุงแต่งไม่ใช่จิตแท้ มันเป็นมายาของจิต จิตหมดการปรุงแต่ง จิตเข้าถึงพุทธะ เข้าถึงจิต เข้าถึงความว่าง คือ ว่างจากตัวเอง การใช้พุทธะแสวงหาพุทธะ การใช้จิตแสวงหาจิตก็ดี ย่อมไม่มีโอกาสประสบพบเห็นได้ เพียงแต่หยุดคิดหยุดการปรุงแต่ง ก็จะพบจิตพบพุทธะ หรือพบความว่าง แต่ ! การจะหยุดการปรุงแต่งแห่งจิต การหมดการปรุงแต่งจิตจะหยุดได้อย่างไร จะหมดได้อย่างไร? เพราะ จิตเป็นสภาวะธรรมที่ต้องนึกคิด ฝ่ายเถรวาทเราให้เอากิเลสออกจากจิต เพราะกิเลสเป็นเครื่องปรุงแต่งจิต เป็นโทษจากจิต เพราะฉะนั้น การประพฤติ การปฏิบัติ การดำเนินให้เป็นไปตามมรรค เพื่อถอดถอนกิเลสตัณหาอาสวะออกจากจิต ตามแนวทางฝ่ายเถรวาทที่ครูบาอาจารย์ปลูกฝังมาเป็นทางดำเนินเพื่อสงบระงับการปรุงแต่งแห่งจิตได้อย่างแท้จริง โดยไม่เหินห่างการปฏิบัติจิตของตัวเอง การติดตามผูกพันกับบุญต่างๆ ไม่มีโอกาสได้ประสบพบเห็นจิตพุทธะนี้ได้เลย เป็นแต่เพียงสร้างบารมีไปไม่มีที่สิ้นสุดเท่านั้น

วันอาทิตย์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2559

คำตอบของความสุข หมอปิโยรส ปรียานนท์

คำตอบของความสุข  หมอปิโยรส ปรียานนท์


วีระศักร  จันทร์ส่งแสง : สัมภาษณ์และเรียบเรียง


            นาวาเอก นพ. ดร. ปิโยรส ปรียานนท์  เป็นหมอประจำอยู่โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า  เมื่อแรกคุยทาบทามเพื่อขอสัมภาษณ์ คุณหมอบอกว่าชีวิตเขาออกจะเรียบๆ ไม่มีอะไรน่าสนใจ  แต่เมื่อขอให้คุณหมอลองเล่าเรื่องราวแต่หนหลังก็กลับพบว่า มีความไม่ธรรมดาอยู่มากมาย
            ไล่มาแต่ชีวิตวัยเด็ก ที่เขาได้ใกล้ชิดพระพุทธศาสนามาแต่เล็ก จากการที่คุณพ่อพามาฝากไว้กับพระในตอนเย็นๆ ของทุกวัน
            “ตั้งแต่ได้รับการสอนจากครูบาอาจารย์ ทำให้เรามีคำถามว่า เราเกิดมาทำไม  ตอนราว ๘ ขวบ แม้ยังเด็กก็จริง แต่เหมือนมีความคิดอะไรบางอย่าง ในขณะที่เด็กบางคนขาด  แต่ผมมี  ขณะที่ทุกคนต้องดิ้นรนเพื่อจะสอบให้ได้  ผมไม่อ่านผมก็สอบได้ ทำให้ผมมีเวลาเหลือเฟือที่จะไปทำอะไร  แต่ผมมีคำถามว่า ผมเกิดมาทำไม
            เขาเป็นเด็กเรียนเก่ง และดูเหมือนมีพละกำลังอย่างเหลือเฟือที่จะทำอะไรได้มากมายอย่างไม่น่าเชื่อ
            “ตอนราว ๑๐ ขวบ ไปสวนโมกข์ได้รู้จักงานท่านพุทธทาส ก็อ่านมาตั้งแต่ตอนนั้น  ตอนเรียนที่โรงเรียนเซลคาเบรียล หนังสือห้องสมุด ๒ พันกว่าเล่ม ผมอ่านหมด ภายใน ๑ ปี  ตอนบ่ายผมจะเล่นกีฬา  เล่นเทนนิส พอมาเรียนเตรียมอุดมก็เล่นกีฬาเทนนิส ติดทีมชาติตั้งแต่ มศ. -๓  จากนั้นผมสอบเทียบไปเรียนมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ก็ได้ทำอะไรหลายอย่าง  ระหว่างเรียนหนังสือผมเป็นประธานและรองประธาน ๑๔ ชมรม  เรียนได้ปริญญาทั้งหมด ๑๒ ใบ ปริญญาเอกจบวิศวะ  ได้เกรดครั้งสุดท้ายเอ็มบีเอที่จุฬาฯ ๓.๙๘ ทำให้ไม่อยากเรียนต่อ เพราะเกรดผมตกต่ำลง ผมรู้สึกว่าขาดความมั่นใจในชีวิต
            นั่นป็นจุดเปลี่ยนหนึ่ง แต่ไม่ใช่จุดสำคัญ  หมอหนุ่มเล่าว่าความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของชีวิต เกิดขึ้นเมื่อแม่ป่วย
            “ปี ๒๕๓๔  แม่ผมเป็นมะเร็ง ตอนนั้นผมมีรายได้เดือนละ ๗-๘ แสนบาท และกำลังจะตั้งโรงพยาบาลเอกชน ทำบริษัทของตัวเอง  พอคุณแม่เป็นมะเร็งทุกอย่างเปลี่ยนไปหมด  จากเดิมที่ทุกคนที่ไม่สบายวิ่งมาหาเรา  แต่แม่เราเองเราไม่กล้ารักษา  ก็พาแม่ไปให้อาจารย์ผ่าตัด  แต่ผ่าไม่หมด ก็กระจาย ฉายแสงและให้คีโม แม่ทรมานมาก  ผมจึงลาไปบวชให้แม่ แล้วทุกอย่างก็เปลี่ยนไป  จากที่อ่านหนังสือธรรมะแล้วเข้าใจ ตีความโล่งไปหมด  แต่พอมาบวชพบว่าศาสนาในหนังสือไม่เหมือนศาสนาที่ปฏิบัติ  และไม่รู้แม่ได้อานิสงส์จากตรงนั้นหรือเปล่า แต่แม่ดีขึ้น  แต่ผมได้อานิสงส์แน่ ผมเปลี่ยนไปเลย เลิกไม่คิดอยากทำโรงพยาบาลเอกชน เอาเวลามาดูแลแม่ เงินทองมาทำมูลนิธิ
            มูลนิธิของหมอปิโยรสชื่อ มูลนิธิดวงแก้ว เขาบอกว่าได้ชื่อมาจากพระรัตนตรัย ในความหมายว่าเป็นดวงธรรม  โดยมีเขาเป็นประธานมูลนิธิ และเป็นคนออกเงินทุน  หลายปีของการดำเนินกิจกรรม มูลนิธิดวงแก้วติดลบ ๒๐ ล้านบาท แต่ผลที่เกิดขึ้นก็นับว่าคุ้มค่า
            “เราออกหน่วยไปผ่าตัดคนไข้ปากแหว่งเพดานโหว่ตามชนบทเดือนละ ๒ ครั้ง ครั้งละ ๓ วัน”  ประธานมูลนิธิดวงแก้ว พูดถึงกิจกรรมแรกของมูลนิธิ
            “ผ่าตัดได้ครั้งละ ๔๐-๕๐ คน ทำมา ๒๐ ปี ทั้งหมดก็ราว ๘,๕๐๐ รายแล้ว
เราทำให้คนไข้เหมือนญาติ เหมือนเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน  เราไม่ได้แค่ให้เขาพูดชัด รูปร่างสวยงาม แต่ให้เขาเป็นคนดีของสังคม  ผ่าตัดแก้ไขให้ ปากแหว่งเพดานโหว่ต้องติดต่อกันยาว ต้องฝึกพูดต่อ เจอหน้ากันจนเป็นเหมือนญาติ ตั้งเป็นชมรมเล็กๆ ให้เขาได้รู้จักกัน  ผ่าตัดเรียบร้อยแล้วไม่มีเงินจะเรียนหนังสือ เราก็ให้ทุนเรียนต่อ
            มีรายหนึ่งยังจำได้ดี ตอนผ่าตัดเขามารอเราอยู่ที่โรงพยาบาลฝาง ๒-๓ วันล่วงหน้าก่อนเราไปถึง ก่อนนั้นเขาไม่ยอมไปเรียนหนังสือเพราะอายเพื่อน  ตอนทำเราฉีดยาชา ถามเขาว่าเจ็บไหม เขาส่ายหน้าตลอด แต่ความจริงการผ่าตัดคงเจ็บ  ตอนหลังผมกลับไปเจออีกทีเขามารอเราอยู่ แผลดี เขาเป็นชาวเขาพูดไม่ชัด แต่คงท่องมาอย่างดี  บอกว่า ขอบคุณคุณหมอมากค่ะ ที่ช่วยหนู ต่อไปนี้หนูไม่อายใครแล้ว หนูจะไปเรียนแล้วค่ะ  มันมีความสุขมากที่เราได้ทำให้เขาเป็นคนใหม่  และบางทีเราช่วยด้านร่างกายอย่างเดียวไม่พอ เราก็ไปฝึกอาชีพ จากนั้นก็ดึงเข้ามาหาเรื่องธรรมะด้วย  คือดูแลทั้งร่างกาย  อาชีพ  ศาสนา
            กิจกรรมสำคัญอีกเรื่องหนึ่งของมูลนิธิดวงแก้ว คือการจัดอบรมปฏิบัติธรรมเดือนละ ๒ ครั้ง โดยมุ่งที่จะเอาธรรมะไปช่วยดับทุกข์ในใจคน
            “เรื่องการมุ่งทำเพื่อส่วนรวม ผมได้แนวคิดมาจากพุทธศาสนา ที่มุ่งให้เราอยู่อย่างพอเพียงสำหรับตัวเอง และสิ่งที่ล้นออกไปคือความอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และเห็นคนรอบข้างชัดเจนขึ้น  เห็นว่าเขาทุกข์เพราะอะไร  ทุกข์จากการไขว่คว้าหาความสุขจากวัตถุ สิ่งเหล่านั้นทำให้ทุกข์  สิ่งที่เราทำได้คือชี้แนะเขาว่าความทุกข์มันเป็นเช่นนี้ การติดอยู่กับเงินทองชื่อเสียงทำให้ให้คุณไม่มีความสุข  ถ้าหลุดออกมาได้จะมีความสุข  เราให้ธรรมะ ให้การอบรมปฏิบัติธรรม หวังเอาธรรมะไปดับไฟร้อนในใจ
            ทำงานเพื่อคนอื่นมานานร่วม ๒๐ ปี เมื่อหันกลับมามองตัวเอง หมอหนุ่มพบว่า  เราต้องมีความสุขในงาน  ถ้าเรามุ่งหวังยศถาบรรดาศักดิ์ ชื่อเสียง เงินทอง เราก็จะทุกข์กับมัน  และไม่ใช่ว่าต้องรอให้มีเงินจึงจะช่วยคนอื่น  ความสุขที่เราให้ไป ก็คือความสุขที่เราได้รับ เป็นสิ่งเดียวกัน  สิ่งต่างๆ ที่เราไปยึดถือ ไม่ว่าทรัพย์สินเงินทองชื่อเสียง ล้วนแต่ไม่ยั่งยืน  แต่การให้เราคิดถึงเมื่อไรก็เป็นสุขเมื่อนั้น  เราได้ทำในสิ่งที่อยากทำ ในสิ่งที่คิดว่าเป็นประโยชน์ทั้งต่อตัวเองและผู้อื่น เท่านี้ก็เป็นความสุขแล้ว ไม่ต้องยึดติดกับอะไร
            ส่วนคำถามที่ค้างคามาแต่วัยเยาว์ ที่ว่าคนเราเกิดมาทำไม นายแพทย์ของคนยากไร้บอกว่าเหมือนเขาจะได้คำตอบมาหลายครั้ง
            “มีคำตอบมาหลายอย่างช่วงวันของชีวิต  ช่วงเด็กๆ ก็ว่าเกิดมาเพื่อทำสิ่งที่เราอยากทำ และไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน ไม่ทำความเดือดร้อนให้ตัวเอง  หรือว่าถ้าจำเป็นต้องทำ เราก็จะไม่เสียใจกับสิ่งที่เราทำไป  โตขึ้นมาหน่อยก็คิดว่าเกิดมาต้องทำความดี  พออ่านท่านพุทธทาส อ่านหนังสือมากขึ้นก็เริ่มเปลี่ยน  เริ่มคิดว่า เกิดมาควรได้รู้จักธรรมะ ก็กลับมานั่งสมาธิ เริ่มคิดอะไรมากขึ้น เริ่มหันเข้าหาครูบาอาจารย์  จิตสงบมากขึ้นก็ทำอะไรได้มากขึ้น  ตอนนั้นเห็นเลยว่าจิตกับกายมันแยกกัน  สุขที่เราได้ตรงนี้ก็พบว่าสุขมันเริ่มที่ใจ ผมก็รู้สึกว่านี่แหละเป็นความสุขที่แท้จริงที่มนุษย์ควรจะได้ ก็เริ่มคิดที่จะให้สิ่งนี้กับคนอื่น ก็เริ่มสร้างสถานปฏิบัติธรรม เราอยากให้สิ่งที่เราได้ ให้ความสุขอย่างนี้กับคนอื่นบ้าง
            จนถึงวันนี้หมอวัยกลางคนมีคำตอบของชีวิตว่า

            “ทุกวันนี้ ผมมีคำตอบอยู่ในใจ แต่ไม่แน่ใจว่านี่คือที่สุดของคำตอบหรือยัง  ก่อนนี้ก็ว่าเกิดมาทำสิ่งที่อยากทำ  เกิดมาทำความดี  เกิดมาปฏิบัติธรรม  วันนี้ผมคิดว่าผมเกิดมาเพื่อพัฒนาจิตดวงนี้ให้หลุดพ้นจากสิ่งที่ครอบงำอยู่