วันจันทร์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2564

18 ตค.64 สรุป ธรรมะ ทริปผ้าจำนำพรรษา64 (ภาคตะวันออก)

 



18 ตค.64  สรุป ธรรมะ ทริปผ้าจำนำพรรษา64 (ภาคตะวันออก)
ปาฏิหาริย์แห่งเวลา ณ ปัจจุบัน
ปี64นี้เราเดินทางไปกราบถวายผ้าจำนำพรรษาในภาคตะวันออก ระหว่างวันเสาร์อาทิตย์ที่16-17ตค.ก่อนวันออกพรรษาห้าวัน เราเดินทางไป12วัดแต่ไม่ได้ถวาย1วัดเพราะท่านอจ.เดชท่านปิดวัด รวมค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น188765บาท เป็นเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทาง15000บาท นอกนั้นเป็นค่าปัจจัยไทยธรรมและผ้าไตรรวมประมาณ170000บาท มีเพื่อนๆร่วมบุญมาเป็นค่าปัจจัย ไทยธรรม ค่าเดินทางประมาณ 6-7หมื่นบาทครับ กราบอนุโมทนากับเพื่อนๆทุกท่านที่ได้มีส่วนร่วมในบุญกุศลนี้ร่วมกันนะครับ
การถวายผ้าจำนำพรรษาเป็นการรักษาพระธรรมวินัยที่มีพระพุทธบัญญัติไว้ให้คงอยู่ต่อไป อานิสงค์ก็เหมือนกับผ้ากฐิน ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนไปเป็นกฐินเงินเป็นหลักไปเสียแล้ว แต่ก็เป็นไปตามกระแสในการที่วัดต้องการปัจจัยไปใช้จ่ายในเรื่องต่างๆนั้นเอง นอกจากการถวายผ้าจำนำพรรษาและบริวารรวมทั้งปัจจัยตามวัดต่างๆแล้ว สิ่งที่พวกเราจะได้ระหว่างการเดินทางคือ การได้เข้าทำบุญกับพ่อแม่ครูอาจารย์ ได้สนทนาเรื่องต่างๆที่เราอาจได้มีโอกาสได้รับใช้ท่านได้ รวมทั้งได้รับฟังธรรมโอวาท ได้รับฟังประสบการณ์การปฏิบัติภาวนาจากพ่อแม่ครูอาจารย์ ซึ่งหาฟังได้ยากยิ่ง และเป็นการสร้างกำลังใจให้พวกเราได้เป็นอย่างดี ระหว่างทางยังได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์การภาวนากับเพื่อนๆกัลยาณมิตรที่ร่วมเดินทางไปด้วยกันอีกด้วย
ขออนุญาตแบ่งปันคำสอนพ่อแม่ครูอาจารย์ให้เพื่อนๆที่ไม่มีโอกาสได้ไปนะครับ อาจไม่สามารถเก็บรวบรวมทั้งหมดได้แต่เอาเป็นสรุปนะครับ การเดินทางไปทำบุญ ครูบาอาจารย์ท่านก็ให้กำลังใจพวกเราอยู่แล้วเพราะเป็นการทำในสิ่งดีๆ แต่ท่านมักจะเตือนพวกเราเสมอว่า 1. การทำทานนั้นแม้ดีแต่ก็เป็นเพียงองค์ประกอบ ต้องมีศีล-สมาธิ-ภาวนา ด้วยจึงจะดี แม้เรื่องการทำทาน ก็มีความจำเป็นที่จะเจตนาเป็นสัมมาทิฐิด้วย ทานที่ทำก็ต้องบริสุทธิ์ ผู้ให้ก็มีสัมมาทิฐิ ผู้รับก็เป็นผู้มีศีลมีธรรม ทานนั้นจึงสมบูรณ์ 2.ท่านให้เรียนรู้เรื่องกรรม เชื่อกรรมและผลของกรรม 3. ท่านให้รักษาศีล เพราะเป็นการควบคุมตนเองไม่ให้กระทำผิด จะได้ไม่ตกต่ำไปจากสภาพในภพภูมินี้ 4. การทำสมาธิ- ท่านสอนให้เจริญสติ โดยเมื่อรู้ตัวก็ให้น้อมใจมาดูกายดูใจของตนว่ากำลังทำอะไรคิดอะไรเพราะอะไร เป็นกุศลหรืออกุศลเป็นต้น เมื่อมีสติบ่อยๆก็ให้ทำสมาธิตามรูปแบบเช่นนั่งสมาธิ เดินจงกรมบ้าง ท่านยังให้เรานั่งขัดสมาธิเพชร เพราะมั่นคงดีนั่งแล้วฐานมั่นคงไม่ปวดหลังไม่ง่วงหลับง่ายๆ 5. การทำสมาธิตามรูปแบบเช่นนั่งสมาธิ/เดินจงกรม ก็ต้องทำให้ถูกคือต้องมีสติทุกขณะ อย่ากังวลว่าทำแล้วไม่ได้ผล เพราะผู้ปฏิบัติจำนวนน้อยที่จะได้ผล แต่ผลการภาวนานั้นมีหลายระดับตั้งแต่น้อยๆจนมากอย่างที่เราได้ยินได้ฟังจากครูบาอาจารย์ 6. ผลการภาวนาสามารถตรวจสอบได้ง่ายๆ จากพฤติกรรมของผู้ภาวนาจะเปลี่ยนไป เช่นสงบขึ้น โกรธ/โลภน้อยลง ทำเพื่อส่วนรวมมากขึ้น ลดการเห็นแก่ตัวลง ความหลงลดน้อยลงเช่นไม่เชื่อมงคลตื่นข่าว ไม่ขอโน้นขอนี่กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆเป็นต้น 7.เรื่องการสวดมนต์ ให้สวดเป็นประจำ จำให้ได้ แปลให้ได้ คณะภาวนาให้เข้าใจในบทสวดด้วย สวดเสร็จให้นั่งภาวนาเอาบทสวดมนต์นั้นๆมาพิจารณา เป็นต้น เพื่อนๆบางคนบอกว่าสวดมนต์อยู่ก็ยังหลงไปคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ หลงไปอยู่ในความคิดได้ ท่านว่าสติยังอ่อนต้องฝึกสติให้มากๆ 8. เรื่องการภาวนา ก็เหมือนกับเรื่องต่างๆในโลก คนส่วนน้อยที่จะหันมาทำเพราะ พื้นฐานแตกต่างกัน การทำเรื่องใดๆไว้มาก/บ่อยๆจิตนี้ก็จะจดจำไว้ แม้เปลี่ยนภพเปลี่ยนชาติก็ยังจำได้ ชาตินี้จึงกลับมาสนใจหรือทำได้ดีกว่าผู้ที่ไม่เคยสร้างบุญนี้มา เหมือนสวดมนต์ บทไหนที่เราสวดเสมอๆก็จำได้สวดได้ง่ายกว่าบทที่ไม่เคยสวดหรือคนที่ไม่เคยสวดเป็นต้น 9. เมื่อเห็นไปตามธรรมนี้ ให้พวกเราเร่งปฏิบัติภาวนา จะได้ผลหรือไม่ได้ผลตามหวังหรือฟังผู้อื่นมา ก็อย่าไปใส่ใจ ขอให้สร้างเหตุ อย่าไปหวังผล ทำเท่าไรทำอย่างไรก็ย่อมได้ผลเช่นนั้นอย่างแน่นอน ค่อยๆสะสมที่ละเล็กทีละน้อย ไม่ต้องรีบ เพราะเมื่อสร้างเหตุดีแล้ว ผลดีย่อมมีตามเหตุที่สร้างไว้แน่นอน ทำน้อยได้มากไม่มี ทำมากได้น้อยไม่มี 10. การภาวนาง่ายๆสำเร็จง่ายๆนั้นอาจมีได้แต่บารมีที่สร้างไว้เดิมคงต้องมีพอควรแล้ว แม้พ่อแม่ครูบาอาจารย์ของเราแต่ละท่านที่เรากราบไหว้บูชาก็ผ่านเป็นผ่านตายมาแล้วทุกองค์ เรามีบุญมากกว่าท่านหรือถึงอยากจะปฏิบัติสบายๆได้ผลง่ายๆ? การปฏิบัติภาวนานั้นทำให้เราเห็นทุกข์ในการปฏิบัติ เห็นทุกข์ภายในกายในใจนี้ว่าเป็นจริง กายนี้ประกอบด้วยสิ่งต่างๆที่สกปรกไม่สวยงามมีหนังหุ้มห่อตบตาไว้ เสลื่อมไปชราไปจริง ทั้งนี้เพื่อจะได้เกิดความกลัวความเบื่อหน่ายในวัฏฏะนี้ เพื่อจะได้มีกำลังมีความเพียรเพื่อการออกจากทุกข์นี้ต่อไป เรื่องความทุกข์ในการภาวนาเป็นเพียงบาทฐานแรกที่เราต้องเห็นต้องผ่านก็เท่านั้นเอง ทุกข์ขณะกายกับจิตดวงนี้จะแยกจากกันตอนตายนั้นมากกว่าไม่รู้กี่เท่า ไม่ฝึกไว้ไม่เรียนรู้การภาวนาการพิจารณาไว้ ถึงเวลาตาย จะมีสัมมาทอฐิ นำจิตนี้ไปสู่ภพภูมิที่ดีนั้นคงเป็นไปได้ยากมากๆ การภาวนาสม่ำเสมอ พิจารณาทุกข์เสมอๆ ถึงเวลาก็ผ่านไปได้ง่ายดายเพราะคุ้นเคยคุ้นชินแล้ว นักภาวนาจึงดูได้ตรงนี้ ขณะเผชิญกับเหตุการณ์จริงในชีวิตนั้นเอง นักภาวนาที่พูดได้เพียงอย่างเดียว จะพูดสวยงามเช่นใดก็ได้ แม้จะดูดีแต่ก็ไม่มีผลตามคำพูดได้ 11. ทำความดีแม้เล็กน้อยก็ควรกระทำ ความชั่วแม้เล็กน้อยก็ไม่ควรกระทำ
ปาฏิหาริย์แห่งเวลา ณ ปัจจุบัน
เวลานี้ วันนี้ เดี๋ยวนี้ เป็นเวลาที่สำคัญที่สุด ของทุกๆคน
ทางเดินสายนี้ไม่เรียบหรูไม่สะดวกสบาย ไม่เป็นที่ชมชอบของผู้คน แต่ปลายทางนั่นมีสิ่งล้ำค่ารออยู่ แต่ว่าอย่างไรก็ตาม เราจะไม่เงียบเหงา ต้องเดินไปเพียงผู้เดียวเพราะ เรามีเพื่อน กัลยาณมิตร ที่คอยเดินไปร่วมทางกับเรา แม้ไม่มากนัก แต่ก็พอเพียงสำหรับความสุขกายสุขใจที่เราจะมอบให้กันและกัน …..
.......แล้วสักวันเราจะผ่านพ้นไปด้วยกัน…❤️

ไม่มีความคิดเห็น: