วันพุธที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

ROPE

 3 พย.63 rope หรือ goole map

วันก่อนมีน้องคนหนึ่งมาคุยด้วย... เรื่องการปฏิบัติภาวนา....
เธอปฏิบัติมานานแล้ว แต่ไม่เคยเห็นมีอะไร ไม่เคยเจออะไร ไม่เคยเกิดอะไรขึ้นเลย! .... เราเองตลอดเวลาที่ผ่านมา ก็ได้พูดคุยกับเพื่อนๆ หลายๆครั้ง แม้แต่งานที่เราทำทั้งหลายทั้งปวงตลอดมานี้ ก็เพียงต้องการให้เพื่อนๆที่ร่วมเดินทางไปด้วยกันในทางสายนี้ ได้ทราบว่า...เรากำลังจะเดินทางไปที่ไหน? ปัจจุบันนี้เราอยู่แห่งใดบนเส้นทางนั้น...
เรามักยกตัวอย่าง เรื่องการเดินทางจาก กรุงเทพไปเชียงใหม่เสมอๆ ให้เพื่อนๆฟัง ...คือถ้าเราต้องการจะเดินทางไปเชียงใหม่ เราต้องศึกษาให้รู้จักเชียงใหม่บ้าง เช่นทราบว่าเชียงใหม่อยู่ทางทิสเหนือ จาก กรุงเทพไปเชียงใหม่ต้องผ่านจังหวัดใดบ้างเป็นต้น จริงอยู่....ที่วิธีการเดินทางของแต่ละคนอาจแตกต่างกันบ้าง บางคนทำบุญมาดี จึงอาจเดินทางโดยใช้เครื่องบิน รถยนต์ รถทัวร์ รถไฟ แม้แต่จักรยาน ฯ แต่คนส่วนใหญ่อย่างพวกเรา อาจต้องเดินทางไปที่ละก้าวๆ ซ้าย-ขวา ๆ ๆ ไปเรื่อยๆ
แต่...มิใช่ว่าคนที่เดินทางด้วยเครื่องบินหรือรถยนต์ จะไปถึงเชียงใหม่ก่อนเสมอไปเพราะ.. ถ้าเขาไม่รู้จักเชียงใหม่ ถึงจะมีเงินทอง มีรถยนต์ ก็อาจจะเข้าใจผิด หรือเกิดผิดพลาดหลงทางได้เสมอ แม้แต่ผู้ที่เดิน ซ้าย-ขวา ๆ ๆ ไปตลอดทุกวันๆ ก็ยังอาจหลงทางได้เช่นกัน ทุกวันๆ ที่เขาพยายามเดินทางมาอย่างเนิ่นนานนั้น กลับไม่พบเห็นป้ายบอกทางใดๆเลย บางคนจึงรู้สึกท้อแท้หมดแรงเดินต่อ เพราะวันหนึ่งการเดินทางจากกรุงเทพของเขานั้น เขาอาจเดินไปพบชายทะเล หัวหิน พัทยา ก็ได้ เขาจึงสามารถรู้ได้ว่าทางที่เดินมานั้นผิดทางเสียแล้ว แต่ก็เสียเวลาไปยาวนานทีเดียว
ดังนั้นนอกจากการศึกษาจุดมุ่งหมายและหนทางอย่างละเอียดแล้ว เราอาจต้องใช้ตัวช่วย เช่น เข็มทิศ, google map หรือเชือก rope เพื่อจะบอกเราได้ว่า ขณะนี้เราอยู่ที่แห่งหนตำบลใดบนทางเดินสายนี้ และทางที่เรากำลังเดินไปนั้นถูกต้องหรือยัง เช่นนี้แล้วเราอาจไม่ต้องรอให้เห็นทะเลจึงรู้ว่าผิดทางไปเชียงใหม่อีก
คำตอบของน้องคนนั้น...เธออาจต้องใช้ เชือกสักเส้น หรือ google map นำทางไปเพื่อจะได้ไม่หลงทางอีกต่อไป และจะได้มั่นใจว่าทุกย่างก้าวที่เดินไปนั้น ไม่ว่าจะเป็น ขวา-ซ้ายๆ ๆ ๆ หรือ เธอจะนับ หนึ่ง สองๆ ก็ตาม เธอก็จะเดินทางเข้าใกล้จุดมุ่งหมายปลายทาง ที่เชียงใหม่ไปทุกทีๆ เราจะมาใช้เชือกสักเส้น มาทำเป็นราวกันตก-หลุดจากทางสายนี้กันไหมครับ เอาเชือกมาขึงจาก กรุงเทพไปเชียงใหม่ แล้วเดินเกาะตามไป ทีนี้ถึงแม้ระหว่างทางจะไม่พบไม่เห็นอะไรเลย ดูเหมือนๆเดิมทุกวันๆ เราก็ยังมั่นใจได้ว่าไม่หลงทางอีกต่อไป พวกเราจะมาเดินเกาะเชือกไปด้วยกันไหม? แน่ละบางคนที่เขามั่นใจ เข้าใจเส้นทางเรียบร้อยดีแล้ว อาจไม่จำเป็นต้องเดินเกาะเชือกไปกับเราก็ได้ แต่ผู้คนที่ยังไม่มั่นใจ มีเชือกสักเส้นก็น่าจะปลอดภัยดีนะครับ คงไม่ต้องห่วงเพื่อนๆที่นั่งรถนั่งเรือบิน แล้วหลงทางขับลงใต้ หรือบินไปภูเก็ตก็ได้ครับ เพราะเมื่อเขาไปถึงแล้วรู้ว่าผิดเขาอาจกลับใจมุ่งสู่จุดหมายที่ถูกต้องได้สักวัน
THE ROPE เชือกเส้นนั้ของพวกเราคือ เชือกสามเส้นที่ถักทอกันด้วย ศีล+สมาธิ+ปัญญา เมื่อมั่นใจในศีล สามารถควบคุมกายและวาจาให้ไม่กระทำผิดได้อย่างดี สามารถควบคุมจิตใจให้สงบตั้งมั่นได้อย่างดี ไม่ฟุ้งซ่าน หรือ ลังเล สงสัยฯ มีปัญญาพิจารณาไปตลอดทาง ไม่ยึดมั่นในตัวในตน เข้าถึงสัจจธรรมทั้งสี่ได้ ... เมื่อนั้น...ถึงแม้ทางเดินที่เธอเดินนั้นอาจไม่สนุกเพลิดเพลิน ไม่มีสีสรรสวยงาม ไม่น่าตื่นเต้นยินดีก็ตาม เมื่อเดินเกาะเชือกเส้นนี้ไป เธอย่อมถึงเชียงใหม่ได้สักวัน
และแน่นอนที่สุด การจะถึงจุดมุ่งหมายของเรา ณ เชียงใหม่ได้นั้น.....ไม่มีคำว่าสะดวกสบาย ทางโรยด้วยกรีบกุหราบ อย่างแน่นอน เพราะกว่าเราจะได้พบความสุข สามารถพักผ่อนอย่างชิวๆ ปล่อยเวลาสบายๆ ไปกับสายลมแสงแดดเย็นๆสบายๆนั้น ความสำเร็จครั้งนี้ ไม่เคยจะได้มาด้วยความง่ายดาย อาจต้องใช้คำว่า แลกเปลี่ยนด้วยความตายก็เป็นไปได้ แต่ดีที่เรามีเวลาเหลืออยู่มากมาย เวลาในวัฏฏนี้ยาวนานนัก ขอให้ยึดใช้เส้นเชือกเส้นนี้ไว้ ให้ดี เพราะเชือกเส้นนี้จะพาเธอไปเชียงใหม่ได้อย่างแน่นอน และอย่าได้หลงทางอีกเลย
ด้วยความรัก ความปรารถนาดี จากใจ
ปิโยรส Nov. 2020

บันทึกส่งท้าย
เพื่อนๆหลายๆคนมักจะมองไปข้างหน้า
แสวงหาสิ่งต่างๆมากมาย รวมทั้งการปฏิบัติ
ผมอยากจะขอให้เพื่อนๆมองย้อนกลับมามองตัวเราสักนิด
วันนี้ชาตินี้ เราได้เกิดมาเป็นมนุษย์อีกครั้ง ในจำนวนหลายๆครั้งที่ผ่านมา การเป็นมนุษย์นั้นมีค่าและเป็นได้ยากยิ่งนัก การที่เรามาเจอกันที่นี่อีกครั้งจึงมีค่ายิ่งนัก เป็นของขวัญอันล้ำค่า ที่เราได้มาเป็นต้นทุนแล้ว
อย่าเสียใจ อย่าผิดหวังเลย จงภูมิใจและดีใจที่มีโอกาสที่ดีที่สุดแล้ว จงก้าวต่อไป อย่างมั่งคง (ถ้าไม่แน่ใจก็เกาะเชือกไว้นะครับ)



วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2563

ต้นทุนชีวิต

 ต้นทุนชีวิต

คนเราเกิดมาด้วยต้นทุนที่ไม่เท่ากัน แต่...แม้ต้นทุนจะแตกต่างกันแต่ความสำเร็จในชีวิตนั้นไม่จำเป็นต้องพึ่งต้นทุนเสมอไป ด้วยปัญญา ความเพียรพยายาม กัดไม่ปล่อยสู้ไม่ถอย ก็อาจสำเร็จได้ ชีวิตจึงต้องอดทนพยายามอย่างเต็มที่ เท่าที่ต้นทุนที่มีอยู่
แต่ถ้ามองย้อนกลับไป ต้นทุนที่แตกต่างกันนั้น ก็เป็นเพราะทำไว้ไม่เท่ากัน คนรอบข้างเรา บางคนมีชีวิตแสนสุขสบายด้วยต้นทุนเดิม แต่ก็-ได้แต่ใช้ไปไม่แสวงหาเพิ่มเติม เพราะไม่เข้าใจ บางคนแม้ต้นทุนเดิมน้อยแต่ก็ขยันสร้างตัวและสร้างทุนไว้ในภพต่อๆไป ความแตกต่างนี้เองที่วนเวียนให้ผู้คนและสัตว์ทั้งหลายแตกต่างกัน
หลายๆคนได้แต่คิดว่าเงินคือต้นทุนสำคัญของชีวิต แต่มีสิ่งอื่นๆอีกมากมายมี่สามารถเป็นต้นทุนได้ ในคำสอนข้อแรกของพระพุทธศาสนาเรื่อง อริยทรัพย์ สิ่งแรกคือ ..ศรัทธา ..ศรัทธาในคำสอนในพระธรรมของพระพุทธองค์ ทำให้เราไม่หลงไปกับกิเลศ ตัญหา อุปาทาน สิ่งนี้จึงสำคัญยิ่ง นอกจากนั้น ปัญญา วิริยะ ความแข็งแรงของร่างกาย สุขภาพ ร่างกายที่สมบูรณ์ สิ่งต่างๆเหล่านี้ เป็นต้นทุนที่สำคัญยิ่ง ความจริง สำคัญยิ่งกว่าเงินทองด้วยซ้ำ โปรดพิจารณา
กรรม- คำตอบ -ที่แม่นยำถูกต้องที่สุด พระพุทธองค์ได้ทรงประทาน พระธรรม คำสอนไว้โดยแจกแจง จำแนก กรรมและผลของกรรมไว้อย่างชัดเจนแล้ว จงหยุดคิดสักนิด มาสร้างต้นทุนสำหรับวันใหม่กันนะครับ
สร้างโภคทรัพย์ที่ท่านมีจากวันนี้ หรือต้นทุนเดิม ให้เป็นอริยทรัพย์ที่จะเป็นต้นทุนติดตัวตลอดไป
ชีวิตดีๆ-ต้องสร้างเอง- ทำดี พูดดี คิดดี เริ่มจากวันนี้-เดี๋ยวนี้ ...นะครับ

ถ้า...
สามารถหลุดพ้นจากวงเวียนที่เรียกว่าวัฏฏนี้ได้ โดยปฏิบัติตามคำของพระบรมศาสดา เข้าสูู่กระแสธรรม สู่อริยบุคคล ย่อมเป็นทางออกที่ดีที่สุดแล้ว



ใต้ร่มกาสาวพัสตร์

 https://www.facebook.com/groups/125745514157850/permalink/963372693728457

ครั้งหนึ่งใต้ร่มกาสาวพัสตร์
ประสพการณ์การบวชครั้งที่สองที่วัดป่าบ้านตาด
ไม่สมบูรณ์เท่าไรแต่ก็อ่านได้เล่นๆครับ

ภาวนาสัญจร ครูจารย์บุญมี

 พระคุณของพ่อแม่ครูอาจารย์บุญมี

ที่เมตตามาให้การอบรมพวกเรา ณ อยุธยา
ตั้งแต่ครูจารย์บุญมีท่านส่งคณะศิษย์มาช่วยดูแล วัชรธรรมสถานขององค์หลวงตาพระมหาบัว และวัด ป่าบัวแก้ว ญาณสัมปันนุสรณ์ ที่มูลนิธิดวงแก้วฯสร้างถวายองค์พ่อแม่ครูอาจารย์หลวงตาพระมหาบัว
ครูจารย์ท่านก็เมตตาให้การอบรมปฏิบัติภาวนาแก่พวกเรามาโดยตลอด ทั้งที่วัชรธรรมสถาน และระหว่างการจาริกแสวงบุญประจำปีทั้งในและต่างประเทศเป็นประจำตลอดหลายปีที่ผ่านมา ครูจารย์ บุญมีท่านได้ให้ความสำคัญกับการปฏิบัติภาวนาเป็นอย่างยิ่ง เพราะในแต่ละครั้งไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรสามวันห้าวันสิบวัน ที่ครูจารย์ท่านต้องอยู่ร่วมปฏิบัติภาวนาให้การอบรมธรรมให้กับพวกเราด้วยตลอดการอบรม ซึ่งเป็นการงานที่ค่อนข้างหนักมากตั้งแต่ตีสามจนเที่ยงคืน และปัจจุบันนี้มีครูจารย์ยิ่งน้อยกว่าน้อยที่จะยอมเสียสละแรงกายแรงใจมาช่วยผลักดันสั่งสอนให้เราได้หลักในการปฏิบัติภาวนาลักษณะเหมือนจับมือสอนหรือป้อนอาหารใส่ปากเช่นนี้ เพราะแค่ไปร่วมงานตามที่ต่างๆท่านก็เหนื่อยพอแล้ว ทั้งๆที่ครูจารย์บุญมีอายุท่านก็มากแล้ว ธรรมะที่ท่านให้ก็เป็นไปเพื่อการพัฒนาจิตใจของพวกเราให้ได้เข้าถึงความสงบ และปัญญาพิจารณาธรรมอย่างแท้จริง มิได้สอนให้พวกเรามัวเมากับลาภสักการะชื่อเสียง เงินทองหรือความร่ำรวย เช่นพระอีกหลายๆท่าน ที่เราได้เห็นกันอยู่ทั่วๆไป
ในปีนี้เราไม่สามารถจัดการอบรมปฏิบัติธรรมในต่างประเทศได้เหมือนทุกๆปี เราจึงได้จัดกิจกรรม ภาวนาสัญจรขึ้น ณ เมืองหลวงเก่าอยุธยาศรีธานี โดยกราบขออนุญาตท่านเจ้าอาวาส วัดใหญ่ชัยมงคล ใช้ที่อบรมปฏิบัติธรรมของวัดให้พวกเราได้ภาวนาร่วมกัน ตามหลักสูตรของ วัชรธรรมสถาน แต่จะมีภาวนากลางแจ้งตลอดเย็นถึงเที่ยงคืน ณ บริเวณองค์พระเจดีย์ เพื่อได้บรรยากาศของการปฏิบัติภาวนานอกสถานที่และเป็นการสร้างความเพียร ความอดทน และเพิ่มสติปัญญาพิจารณาธรรมยิ่งๆขึ้น
ครูจารย์บุญมีท่านจะมีวิธีอบรมโดยสอนการปฏิบัติพื้นฐานในการนั่งสมาธิ เดินจงกรม การเจริญสติ การให้ฟังพระธรรมเทศนาไประหว่างการนั่งสมาธิ เพื่อให้จิตมีสติพิจารณาไปตามอรรถตามธรรม ผู้ที่ปฏิบัติภาวนาอยู่ประจำ เมื่อติดขัดอยู่ตรงที่หนึ่งที่ใด พอฟังธรรมของท่านตรงนั้นๆ ท่านก็เหมือนจะพาเราผ่านปัญหาอุปสรรคไปตามพระธรรมคำสอนนั้นๆ ทำให้เราผ่านอุปสรรคการภาวนาไปอีกขั้นหนึ่งทีเดียวครับ สำหรับท่านผู้เสียสละมาเป็นธรรมะบริกรช่วยดูแลช่วยเหลือผู้อบรมปฏิบัติธรรม เราก็จะมีข้อกำหนดให้เก็บธรรมเหล่านั้นมาสรุปให้ฟังกันในที่ประชุมด้วย เพราะการจะสรุปธรรมที่ครูจารย์ที่ท่านแสดงให้ฟังได้นั้น ผู้ฟังจะต้องมีสติ มีสมาธิ และมีความเพียร ความตั้งใจเพิ่มขึ้นหลายเท่ามากกว่าผู้ปฏิบัติผู้อบรมทั่วไป เป็นกุศโลบายที่ครูจารย์มักใช้กับลูกศิษย์ที่อยู่ใกล้ชิดเพื่อสร้างสติปัญญาให้เพิ่มขึ้น ดังที่เราใช้คำว่าเมื่อศิษย์อยู่ใกล้ชิดครูจารย์สิ่งที่ต้องปฏิบัติคือการ “สำรวมระวัง” ก็เป็นเช่นนี้เอง การตั้งใจจดจำธรรมครูจารย์จึงเป็นงานอย่างหนึ่งที่ครูจารย์ท่านให้ฝึกเพื่อเป็นการสร้างสติปัญญานั้นเอง
ระหว่าง10-13ธ.ค.63นี้ ท่านที่เป็นธรรมะบริกรคงต้องมีงานหนักยิ่งกว่างานที่วัชรธรรมสถานนะครับ ส่วนผู้ปฏิบัติเราก็รับเฉพาะผู้ที่ผ่านการอบรมที่วัชรธรรมตามรูปแบบมาจนรู้จักระเบียบวินัยเป็นอย่างดีแล้วเท่านั้น ผู้ที่ไม่เคยผ่านการอบรมหรือผ่านแต่กระทำผิดระเบียบเราจึงไม่รับเข้าอบรม เพราะอาจทำตัวไม่ถูกกับระเบียบรบกวนการปฏิบัติของผู้อื่น เช่นการแต่งกาย การสำรวมระวัง การพูดคุยเป็นต้น จึงกราบขออภัยมา ณ ที่นี้นะครับ จึงเป็นเหตุให้ผู้เข้าปฏิบัติอบรม ต้องกรอกข้อมูลในแบบฟอร์มนี้ทุกๆท่านนะครับ
.**** https://forms.gle/KjabhEqwzAXrojzL8
****.
ขออำนาจอธิฐานบารมีที่ทุกคนตั้งจะที่จะอบรมปฏิบัติธรรมในครั้งนี้จงเป็นบาทเป็นฐานในการบรรลุธรรมต่อไปในทุกภพทุกชาตินะครับ ด้วยความรัก ความปรารถนาดี จากใจ

ปล่อยวาง หรือ ทบทุกข์

 


ปล่อยวาง หรือ ทบทุกข์

บทความดีๆจากหนังสือสีแดง ของวินทร์ เลียววาริณ
วิไลซื้อกระเป๋าถือใบหนึ่งจากห้างสรรพสินค้าใหญ่แห่งหนึ่งในรายการลด 50 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเดินผ่านอีกห้างหนึ่ง เห็นกระเป๋าอย่างเดียวกันวางขายอยู่ ก็ลองเปรียบเทียบราคาดู แล้วพบว่าห้างแห่งที่สองขายกระเป๋าแบบเดียวกันถูกกว่าห้างแรก 250 บาท ทั้งนี้เพราะห้างแรกใช้ลูกเล่นตั้งราคาสูงกว่าปกติแล้วลดราคาลงมาเท่าเดิม เธอโกรธตัวเอง ด่าตัวเองว่าโง่เง่าจนถูกเขาหลอก ทำไมเลินเล่ออย่างนี้ ทำไมไม่ตรวจสอบราคาหลาย ๆ ห้างก่อน ทำไมไม่ถามเพื่อน ฯลฯ ขณะกลับบ้านก็โมโหไปตลอดทาง ถึงบ้านแล้วก็ยังกลุ้มใจ ลูกมาหาก็ไม่อยากคุยด้วย ครั้นเวลาอาหารเย็นก็กินไม่อร่อย คิดถึงแต่เรื่องนี้ เวลานอนก็ไม่หลับเพราะยังโมโหตัวเองไม่หาย กลุ้มใจไปหลายวัน
นี่เรียกว่า เสียสองเด้ง
เด้งแรกคือเสียทางวัตถุ เด้งที่สองคือเสียทางจิตใจ
วิไลเลิกซื้อสินค้าจากห้างแห่งนั้น ผ่านไปหนึ่งปี สองปี วิไลก็ยังโกรธตัวเองและห้างไม่หายในเหตุการณ์นั้น ทุกครั้งที่โกรธ เธอก็มีอาการหัวใจเต้นแรง นอนไม่หลับ
มันเพิ่มจากเสียสองเด้งเป็นเสียสามเด้ง สี่เด้ง
ผ่านไปสิบปี เธอยังโกรธเรื่องนี้อยู่ คราวนี้จาก 3-4 เด้ง กลายเป็น 10-20 เด้ง กลายเป็นทุกข์ทบต้น เป็นดอกเบี้ยอารมณ์ที่ทบซ้ำไม่หยุดหย่อน ตราบที่ยังไม่สามารถปล่อยวางเรื่องนี้ได้
รวมพลังงานที่เสียไป, เวลาที่หายไปกับการครุ่นคิดเรื่องนี้, สารพิษที่ร่างกายหลั่งออกมาตอนกลัดกลุ้ม, ความเสื่อมของหัวใจที่เกิดจากความโกรธ คำนวณออกมาแล้วจะพบว่าค่าเสียหายของงานนี้มากกว่า 250 บาท
สุดาทะเลาะกับสามี สามีด่าเธอด้วยถ้อยคำรุนแรง วันรุ่งขึ้นสามีขอโทษเธอ บอกว่าเมื่อคืนนี้ใช้คำพูดหยาบคายเพราะอารมณ์ชั่ววูบ เธอยกโทษให้เขา แต่ทุกครั้งที่คิดถึงเรื่องนี้ ในใจเธอยังรู้สึกน้อยใจและโกรธ และงอนเขาไปหลายวันโดยที่เขาไม่รู้
ผ่านไปสิบปีความน้อยใจยังไม่จางหาย ผ่านไปยี่สิบปี ทุกครั้งที่นึกถึงเหตุการณ์นี้ เธอก็สัมผัสความโกรธและน้อยใจที่ปะทุวูบขึ้นมา
นี่ก็คือทุกข์ทบต้น เป็นดอกเบี้ยอารมณ์ที่ทบซ้อนไม่หยุดหย่อน ตราบที่ยังไม่สามารถปล่อยวางตะกอนในใจได้
สมยศกับเพื่อนลงทุนในธุรกิจหนึ่ง กิจการของทั้งสองไม่เคยได้รับกำไร ผ่านไปสองปีสมยศเพิ่งพบว่าเพื่อนโกงเงินกำไรทั้งหมด ทั้งสองเลิกกิจการที่ทำด้วยกัน แต่สมยศไม่เคยลืมความเจ็บช้ำครั้งนี้ ผ่านไปสิบปี เขาประสบความสำเร็จในธุรกิจของเขาเองแล้ว ความโกรธแค้นนั้นยังคงอยู่ มันทำให้เขาไม่มีความสุขทุกครั้งที่นึกถึงมัน
ทุกข์ทบต้น!
.……………….
ความทรงจำของมนุษย์มีความแปลกอย่างหนึ่งคือ มันจดจำเรื่องไม่ดีได้ลึกกว่านานกว่าเรื่องดี ๆ
เรามักจดจำเรื่องที่คนอื่นทำแย่ ๆ ต่อเราได้ ไม่ว่าผ่านมากี่สิบปีแล้ว เราจำเรื่องที่เราพูดหน้าชั้นเรียนแล้วถูกเพื่อนหัวเราะเยาะได้ เราจำเรื่องที่ใครบางคนนินทาเราลับหลังและเราบังเอิญได้ยินได้
คนแก่บางคนเริ่มมีอาการขี้ลืม แต่กลับจำเรื่องที่คนอื่นทำไม่ดีต่อเขาเมื่อห้าสิบปีก่อน แล้วความโกรธก็ปะทุขึ้นมาเหมือนว่าเหตุการณ์นั้นเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่นี้เอง หัวใจเต้นแรง เหงื่อออก และคืนนั้นก็นอนไม่หลับ
เป็นดอกเบี้ยทบต้นที่แพงเหลือเกิน
ทุกข์ทบต้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทุกวัน เกิดขึ้นกับแทบทุกคน แต่คนฉลาดเลือกจบมันตั้งแต่เกิดความเสียหายแรก คนเขลาต่อเติมความเสียหายแรกเป็นความเสียหายใหม่ที่มักใหญ่กว่าเดิม
การจบมันก่อนคือการยอมปล่อยมันลง ไม่แบกมันไว้

PUT IT DOWN! วางมันลง วางมันลง วางมันลง

นี่ก็คือเรื่องการยึดมั่นถือมั่นที่พระเทศน์ มันเข้าใจไม่ยากอย่างที่คิด
ลองใช้หลักบัญชีง่าย ๆ แจงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นสองช่อง ช่องซ้ายคือกำไร ช่องขวาคือขาดทุน
กำไรคือความสุข ความสบายใจ การได้เงินเพิ่ม
ขาดทุนคือความทุกข์ ความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ ค่าเสียเวลาไปหาหมอ ค่าบิลโรงพยาบาล ค่าเสียโอกาสในการทำเรื่องสร้างสรรค์อื่น ๆ ค่าเสียโอกาสในการเล่นกับลูก ไม่ได้หัวเราะ ไม่ได้ยิ้ม ฯลฯ แล้วคูณจำนวนวันเดือนปีที่อารมณ์บูดเข้าไป
เด็กประถมก็รู้ว่าควรเลือกทางไหน
แต่คนไม่ยอมใคร เลือกที่จะไม่รู้!
กูไม่ยอมโว้ย!
เสียรู้ห้างไป 250 บาท ไม่ตายก็หาใหม่ได้ เพื่อนโกงเงินไม่ตายก็หาใหม่ได้ อย่าแบกมันไว้นานเป็นปี ๆ เพราะค่าแบกแพงกว่าค่าเสียหายในตัวเงิน ทะเลาะกับสามีเป็นเรื่องปกติธรรมดา มีใครบ้างที่ไม่ทะเลาะกับสามี?
เสียเงินไปแล้ว ไยต้องเสียอารมณ์เพิ่ม? ทุกข์เรื่องหนึ่งแล้ว ทำไมต้องทุกข์เพิ่มอีกเรื่อง?
ค่าใช้จ่ายในการไม่ยอมคนอื่นนี้มักแพงกว่าการยอม ๆ เขาบ้าง แล้วยุติความเสียหายแรกเพียงแค่นั้น อย่าให้มันลามมาถึงใจจนกลายเป็นมะเร็งที่เกาะกินทั้งชีวิต
คำโบราณที่ว่า ยิ่งให้ยิ่งได้ ก็ตรงกับเรื่องนี้
ยอมให้เขาไป ได้ความสงบทางจิตคืนมา
.……………….

คราวนี้ลองใช้หลักการ ‘หลายเด้ง’ ในอีกด้านหนึ่งของตาชั่งอารมณ์ อาจได้ผลต่างกัน
ซื้อขนมมากิน รสชาติอร่อยเหลือเกิน ก็แบ่งให้เพื่อนชิม จากสุขคนเดียวก็กลายเป็นสุขสองคน หรือสุขสองเด้ง
อ่านขำขันแล้วขำมาก เล่าให้เพื่อนสองคนฟัง ก็กลายเป็นสุขสามเด้ง ได้ยินธรรมที่ดีมาก เล่าให้เพื่อนสามคนฟังแล้วนำไปปฏิบัติ กลายเป็นสุขสี่เด้ง
ลองคิดดูว่าหากเราสามารถทำเรื่องดี ๆ ให้คนนับพัน นับหมื่นนับล้านคน มันก็กลายเป็นสุขพันเด้ง สุขหมื่นเด้ง สุขล้านเด้ง
และหากเราระลึกถึงความสุขชนิดนี้ ทุกครั้งที่นึกถึงเรื่องดี ๆ ที่เคยได้ยินได้ฟังนี้ หัวใจเราจะอาบซ่านด้วยความปีติ มันก็กลายเป็นสุขทบต้น
แล้วมีอะไรในโลกที่ดีไปกว่าสุขทบต้น?

วัดป่ามหาวัน น่าน สาขาพระอาจารย์ตั๋น

 วัดป่ามหาวัน







รายนามผู้ร่วมสร้างวัดแห่งนี้
ประวัติ วัดป่ามหาวัน
วัดแห่งนี้พระอาจารย์อัครเดช(ตั๋น) วัดบุญญาวาส จ.ชลบุรี ได้รับมอบที่ดิน จากคุณอานนท์ มานันท์ จำนวน ๔๕ไร่ ที่บ้านหาดผาขน ต.เมืองจัง อ.ภูเพียง จ.น่าน เพื่อถวายกุศลระลึกให้แก่พระมหาปชาบดีโคตมีเถรีพระภิกษุณีองค์แรกของพระพุทธศาสนา ท่านจึงให้ชื่อว่าวัดป่ามหาวัน (วัดที่พระนางบวชและบรรลุธรรมที่กูฏาคาร-ศาลาเรือนยอด ณ วัดป่ามหาวัน เมืองปัฏนา เมืองหลวงของรัฐพิหาร ประเทศอินเดีย) เนื่องจากท่านได้จาริกไปยังวัดป่ามหาวันในประเทศอินเดีย และระลึกถึงพระปชาบดีโคตมีเถรีที่เคยได้รับครุธรรมแปดจากพระผู้มีพระภาคเจ้า โปรดให้พระนางทรงเป็นพระภิกษุณีพระองค์แรกในพระพุทธศาสนา และยังเป็นเสนาสนะที่พระนางได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันตขีณาสพอีกด้วย พระอาจารย์อัครเดช จึงใช้ชื่อวัดแห่งนี้ตามชื่อวัดเดิมในสมัยพุทธกาล โดยให้ชื่อว่า “วัดป่ามหาวัน” ด้วยเหตุนี้ มูลนิธิดวงแก้ว ในพระสังฆราชูปถัมภ์ ได้ขอแบ่งเบาภาระของพ่อแม่ครูอาจารย์ตั๋น มาช่วยดำเนินการสร้างเสนาสนะป่าแห่งนี้ เพราะท่านมีภาระรับผิดชอบอยู่มาก ทั้งกิจนิมนต์ทั้งวัดสาขาและกิจการงานต่างๆมากมาย เพื่อจะได้รักษาธาตุขันธ์องค์ท่านให้แข็งแรงเป็นหลักให้พวกเราลูกศิษย์ลูกหาได้พึ่งพารับฟังพระธรรมคำสอนของท่านต่อไปได้อีกนานเท่านาน ดังเช่นลูกศิษย์คนหนึ่งของท่านพึงกระทำสุดกายสุดใจในสิ่งที่ดีที่สุดของเขาเพื่อตอบแทนพระคุณของท่านที่ได้มอบและชี้นำแนวทางการดำเนินชีวิตตามพระธรรมคำสอนขององค์พระศาสดาและพ่อแม่ครูบาอาจารย์สายวัดป่ากรรมฐาน การก่อสร้างวัดนี้นั้นเริ่มจากการที่ขอให้คุณอานนท์ มานันท์และภรรยา ได้เขียนหนังสือสัญญายกที่ดินผืนนี้ให้สร้างเป็นวัดป่ามหาวัน ตามความประสงค์ของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ ในวันที่๑๐กรกฎาคม ๒๕๖๒ หลังจากนั้นทางทีมงานก็ได้ไปสำรวจพื้นที่และร่างแผนผังหลักของวัดขึ้นเพื่อเสนอให้พ่อแม่ครูบาอาจารย์ได้พิจารณา เมื่อท่านพิจารณาแล้วเราจึงเริ่มดำเนินการสร้างเสนาสนะแห่งนี้ เริ่มจากการทำถนนเข้าวัดจากถนนเดิมกว้างประมาณ๑.๕ เมตร ขยายเป็น ๖เมตรแทน พร้อมปรับพื้นที่ป่าที่มีที่ราบเป็นเนินพอจะก่อสร้างได้แค่สองเนินเท่านั้น ด้วยความช่วยเหลือของคุณดุสิต จากบริษัท ส.เต็งไตรรัตน์ เราจึงสามารถทำถนนและปรับพื้นที่เพื่อเริ่มการก่อสร้างได้ และในวันที่๑๒ สิงหาคม ๒๕๖๒ เราก็ได้จัดพิธีวางศิลาฤกษ์สร้างวัดเล็กๆขึ้น ในท่ามกลางฤดูฝนที่ทำให้ผู้ร่วมงานทุลักทุเลลำบากกันพอควรเลยครับ หลังพิธีประมาณ๑-๒สัปดาห์เราจึงได้เริ่มงานก่อสร้าง ซึ่งจะขอสรุปย่อๆเก็บไว้ในความทรงจำต่อไป ใช้เวลาประมาณ ๙ เดือน ระหว่าง สิงหาคม ๖๒ ถึง พฤษภาคม ๖๓ ด้วยบุญกุศลนี้ พวกเราขออธิษฐานให้สถานที่แห่งนี้ เป็นที่ประพฤติปฏิบัติภาวนาของพระเจ้าพระสงฆ์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ตั้งอยู่ในพระธรรมวินัย และเป็นที่สัปปายะของพุทธบริษัทในการศึกษาปฏิบัติภาวนา ตลอดไป ด้วยกายและใจของพวกเรานี้ เราจะตั้งใจทำสิ่งที่ดีที่สุดที่จะกระทำได้ กราบถวายพระบวรพุทธศาสนาให้ยั่งยืนสถิตย์สถาพรตลอดไปยิ่งนานเท่านาน
ผังวัดป่ามหาวัน
การจัดผังหลักของวัด แบ่งเป็นห้าโซนหลักได้แก่
1.ฆราวาสหญิง อยู่ด้านหน้าด้านขวาของประตูหน้า
2.ที่พักพระอจ.ตั๋น ศาลาฟังธรรม ลานโพธิ์ อยู่ด้านหน้า
ซ้ายมือของประตูหน้า
3.บริเวณกลางวัดจะเป็นกูฎาคาร ศาลาอุโบสถ พระธาตุ
กุฎีเจ้าอาวาสและกุฎีรับรองสงฆ์
4.บริเวณด้านหลังเป็นสังฆาวาส ฝายเก็บน้ำ
ปั้มบาดาลโซล่าเซล
5.บริเวณถังเก็บน้ำ อยู่ด้านบนสุดของวัดใกล้ๆลานโพธิ์
และที่พักพระอาคันตุกะ
การดำเนินการก่อสร้าง
พื้นดินที่ครูจารย์ท่านรับมอบมาแห่งนี้มีสภาพเป็นป่าไผ่รกและกันดาลมาก ทางเข้าเป็นถนนดินลูกรังพอให้รถมอเตอร์ไซด์และรถกระบะ สัญจรไปมาได้เท่านั้น การเข้าไปสำรวจจึงยากมาก วันแรกที่ไปตั้งเต็นท์ภาวนา พบว่ามีร่องน้ำผ่ากลางพื้นที่หาที่ราบสร้างเสนาสนะได้ยาก ที่มีอยู่ก็เพียงเนินสูงสุดของที่แต่ก็ติดถนนทั้งสองด้านไม่เหมาะในการก่อสร้าง จนกลับไปศึกษาผ่านดาวเทียม พบว่ายังพอมีเนินที่ราบอยู่กลางที่แต่พื้นที่ไม่มากนัก เราจึงไปผูกเชือกทำเครื่องหมายสำหรับปรับพื้นที่เนินที่ดินทั้งสองโดยปรับทั้งสองเนินลงมาและวางผังหลักของวัดแบ่งเป็นโซนต่างๆ จากนั้นจึงประสานขอให้ บริษัท ส.เต็งไตรรัตน์เข้ามาดำเนินการปรับแต่งที่และทำถนนจากภายนอกเข้าวัดและภายในวัดให้ แต่ก็ทำได้ยากยิ่งนักเพราะอยู่กลางฤดูฝน ใช้เวลาเดือนกว่าจึงสามารถเริ่มสร้างเสนาสนะได้เมื่อ ต้นเดือนกรกฎาคม 62 และ เสร็จสิ้นการก่อ สร้างในปลายเดือนพฤษภาคม 63เหลือเพียงพระธาตุเจดีย์ ที่กำหนดเสร็จในปลายปี2563
การมอบวัดในส่วนเสนาสนะจะมอบในวันคล้ายวันเกิดของ
พ่อแม่ครูจารย์ตั๋น 65ปี ใน11 มิ.ย. 63 ณ วัดบุญญาวาส
เรื่องพิธีมอบวัด เสนาสนะ และพระธาตุเจดีย์ทั้งหมด
น่าจะดำเนินการได้ใน ประมาณต้นปี 2564
มูลนิธิดวงแก้ว ในพระสังฆราชูปถัมภ์
๑๑ มิถุนายน ๒๕๖๓

วัดหน้าพระเมรุ อยุธยา

 



วัดหน้าพระเมรุ

ที่ตั้งของวัดนี้เดิมเป็นสถานที่สำหรับสร้างพระเมรุถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระมหากษัตริย์พระองค์ใดพระองค์หนึ่งสมัยอยุธยาตอนต้น ต่อมาจึงได้สร้างวัดขึ้น มีตำนานเล่าว่าพระองค์อินทร์ในรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่2 ทรงสร้างวัดนี้เมื่อ พ.ศ. 2046 วัดนี้มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ สมเด็จพระมหาจักรพรรดิเมื่อครั้งทำศึกกับพระเจ้าบุเรงนองได้มีการทำสัญญาสงบศึกเมื่อ พ.ศ. 2106 ได้สร้างพลับพลาที่ประทับขึ้นระหว่างวัดหน้าพระเมรุกับวัดหัสดาวาส
วัดนี้เป็นวัดเดียวในกรุงศรีอยุธยาที่ไม่ได้ถูกพม่าทำลายและยังคงปรากฏสถาปัตยกรรมแบบอยุธยาอยู่ในสภาพสมบูรณ์มากที่สุดในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
พระอุโบสถมีขนาดยาว 50 เมตร กว้าง 16 เมตร เป็นแบบอยุธยาตอนต้นซึ่งมีเสาอยู่ภายใน ต่อมาสร้างขยายออกโดยเพิ่มเสารับชายคาภายนอกในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ หน้าบันเป็นไม่สักแกะสลักเป็นรูปพระนารายณ์ทรงครุฑเหยียบเศียรนาคและมีรูปราหูสองข้างติดกับเศียรนาค หน้าต่างเจาะเป็นช่องยาวตามแนวตั้ง เสาเหลี่ยมสองแถวๆละแปดต้น มีบัวหัวเสาเป็นบัวโถแบบอยุธยา ด้านบนประดับด้วยดาวเพดานเป็นงานจำหลักไม้ลงรักปิดทอง ส่วนลายแกะสลักบานประตูพระวิหารน้อย เป็นลายแกะสลักด้วยไม้สักหนา แกะสลักจากพื้นไม้ไม่มีการนำชิ้นส่วนที่อื่นมาติดต่อเป็นลายซ้อนกันหลายชั้น พระประธานในอุโบสถสร้างปลายสมัยอยุธยา เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยหล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ทรงเครื่องแบบกษัตราธิราช มีนามว่า "พระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญ์บรมไตรโลกนาถ" จัดเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องสมัยอยุธยา ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันและมีความสมบูรณ์งดงามมาก สูงประมาณ 6 เมตร หน้าตักกว้างประมาณ 4.40 เมตร ในสมัยรัชกาลที่3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ได้มีการปฏิสังขรณ์วัดนี้โดยรักษาแบบอย่างเดิมไว้และได้เชิญพระพุทธรูปศิลาสีเขียวหรือคันธราชประทับนั่งห้อยพระบาทสมัยทวาราวดีจากวัดมหาธาตุมาไว้ในวิหารสรรเพชญ์ (หรือเรียกว่า วิหารน้อยเพราะขนาดวิหารเล็ก มีความยาว 16 เมตร กว้างประมาณ 6 เมตร) ซึ่งอยู่ข้างพระอุโบสถ พระพุทธรูปศิลาแบบนั่งห้อยพระบาทสมัยทวาราวดีนื้ นับเป็น 1 ใน 5 องค์ ที่มีอยู่ในประเทศไทย