วันอังคารที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

14กพ.64 วันแห่งความรัก

 ❤







14กพ.64 วันแห่งความรัก
กิจกรรมสุดท้ายของการทำบุญปีใหม่ในวันวาเลนไทน์ปีนี้ คือการไปทำความสะอาดบ้านให้ผู้พิการ กว่าสามชั่วโมงที่เรามาทำความสะอาดให้บ้านคุณยายท่านนี้ เธอไม่มีญาติพี่น้องในเมืองไทยเลย อยู่ตัวคนเดียว เดินทางจากจีนแผ่นดินใหญ่มาทำงานเมืองไทยตั้งแต่สาวๆเป็นเวลาหกสิบกว่าปีที่เธอใช้ชีวิตอยู่ที่แห่งนี่ คุณยายเป็นคนใจดี ชอบช่วยเหลือผู้คน ยิ้มแย้มแจ่มใส เคยทำงานเป็นระดับหัวหน้าในโรงงานสิ่งทอใหญ่แห่งหนึ่งแต่ประสบอุบัติเหตุจนพิการ ผ่าตัดหลายครั้งแต่ก็ไม่หาย ปัจจุบันต้องใช้เครื่องช่วยเดินจึงพอได้อยู่บ้าง วันๆก็อยู่แต่บ้านเป็นห้องเล็กๆที่เห็นในภาพ ทำอาหารซักผ้าฯเองก็ลำบาก พวกเรามาทำความสะอาดบ้านให้คุณยายสามชม.กว่า เอาขยะออกไปทิ้งน่าจะกว่ายี่สิบถุง เช็ดฝุ่นที่คงไม่ได้ทำความสะอาดมาเป็นสิบๆปีออกไปมากทีเดียวทั้งเก็บขยะออก กวาดถูในห้องนอนและห้องน้ำ ซื้อตู้เย็น กาต้มน้ำ ชั้นวางของสองอัน ตู้อีกหนึ่งตู้ กะละมังสองใบ เสื้อผ้าชุดใหม่ ผ้าเช็ดตัว อาหารแห้งฯ ให้ใหม่หมดในวันแห่งความรักและตรุษจีนนี้ เพื่อเป็นการแบ่งปันความรักความปรารถนาดีของเราให้คุณยายในวันแห่งความรักนี้
คนแถวนี้เรียกแก่ว่าอาม่า อาม่าบอกพวกเราว่าไม่ต้องมาทำให้หรอกเพราะเกรงใจพวกเรา บอกว่าทำเองได้ แต่ดูจากสภาพคงทำไม่ไหวแน่ๆ เสื้อผ้าจะซักจะทำยังยากเลย เสื้อผ้าจานฉามทิ้งไว้ไม่ได้ล้างไม่ได้ซักก็มี ในห้องเต็มไปด้วยขยะและแมลงสาบ นอกห้องก็มีขี้แมวเหม็นมากๆต้องกวาดเอาไปทิ้งหลายถุงเลย ห้องน้ำก็รั่วซึม จนน้ำซึมออกมานอกห้อง ที่บริเวณหัวเตียงยังมีน้ำซึมมาตามพื้นให้เห็นเลย ของทุกอย่างต้องเอาอิฐมาวางไว้กันไฟช็อตด้วย เห็นเจ้าหน้าที่อนามัยขอร้องให้เราเทปูนทำพื้นให้แกใหม่ (คงต้องเป็นรอบหน้าแล้วครับ)จะกลับไปพิจารณาหาทางทำให้อาม่านะครับ
หลังทำความสะอาดเสร็จ(สำหรับวันนี้) จะให้เสร็จจริงๆคงต้องอีกหลายๆครั้งครับ ท่านอาจารย์ฐาเขามาคุยกับอาม่าสอนธรรมะเล็กๆน้อยๆและมอบของขวัญให้ ก่อนกลับท่านบอกให้พวกเราฟังว่า ให้ดูอาม่าเป็นตัวอย่าง เป็นใครอยู่สภาพอาม่าก็คงต้องเป็นทุกข์แน่ๆ แต่ดูอาม่ายิ้มแย้มแจ่มใส เป็นห่วงเป็นใยผู้อื่น ผิดกับพวกเราบางคนสภาพความเป็นอยู่ดีกว่าอาม่ามากๆแต่หน้ายิ้มไม่ออก อมทุกข์ไว้เต็มไปหมด หวังว่าเมื่อเห็นอาม่าแล้วทุกคนคงได้คิด และรู้จักใช้ชีวิตให้เป็นสุข และสามารถแบ่งปันความสุขนั้นให้ผู้อื่นบ้างต่อๆไป ดังเช่นพวกเราที่ได้มาทำในวันนี้ ท่านว่าเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก เป็นสิ่งที่กัลยาณมิตรทำให้แก่กัน เป็นญาติธรรมที่อาจดียิ่งกว่าญาติแท้ๆ เพราะเป็นญาติทางธรรม มาด้วยธรรม ทำด้วยธรรมในใจ
- ความรักจากใจสู่ใจ มีธรรมะประจำใจ จาก ญาติธรรม-
ขอความสุขความเจริญยิ่งในธรรมจงมีแด่พวกท่านทุกๆคนด้วยเถิด
ด้วยความรัก ความปรารถนาดีจากใจ

ทำไมต้องภาวนา?

 


ภาวนา ณ พระธุตังคเจดีย์
หลังทำบุญถวายจังหัน รับฟังธรรมโอวาท ปล่อยปูแล้ว ท่านอาจารย์ฐา พาคณะเรามานั่งภาวนาที่พระธุตังคเจดีย์
บรรยากาศ ในสงบเย็นสบาย ก่อนจะไปทำทานต่อที่บ้านพักคนพิการต่อไป
ทำไมต้องภาวนา?
ขณะที่พวกเราหลายคนมาทำบุญ บางครั้งใจเราอาจไม่ได้อยู่กับบุญตรงหน้า ใจเราออกไปเที่ยวเสียที่อื่นๆ ธรรมโอวาทที่ฟังก็อาจลืมเลือนไป ปู-ก็ได้แต่เป็นเพียงกิจกรรมสำหรับถ่ายรูปให้คนอื่นๆดูว่าฉันเป็นคนดีนะ หรือบางคนมาร่วมกิจกรรมแต่ตัว ใจลืมเอามาด้วย หรืออาจส่งใจไปกับโทรศัพท์มือถือเสียแล้ว!!!
เมื่อมีเวลาเราจึงต้องมาหยุดพิจารณาหันมามองใจของตัวเองบ้าง รู้จักใครรู้จักอะไรก็ไม่เท่ารู้จักใจตนเอง ครูบาอาจารย์ท่านจึงให้เรามาใช้เวลาพิจารณาใจตน
แล้วนั่งหลับตาจะได้อะไร? ก็ใจที่วิ่งไปวิ่งมา จะได้มีโอกาสพักบ้าง สงบลงบ้าง รถยนต์ที่วิ่งเร็วๆ คนในรถจะมองอ่านป้ายตัวหนังสือข้างทางให้เห็นชัดๆเข้าใจถูกต้องได้ยากฉันใด ใจดวงนี้ ที่วิ่งซุกซนไปมาจะมีเวลาเข้าใจตนเองได้อย่างไร รถยนต์ที่จอดหรือเคลื่อนไปช้าๆ คนในรถก็จะมองเห็นป้ายเห็นตัวหนังสือข้างทางเห็นอะไรๆได้ชัดเจน เหมือนใจที่นิ่งสงบมองเห็นจิตใจตนเองเห็นความคิดตัวเองได้กระจ่างขึ้นฉันนั้น
เห็นไปทำไม?
ก็ในใจเรา ก่อนจะมีการกระทำทางวาจา-พูด ทางกาย-กระทำใดๆ ก็ต้องเริ่มที่ใจก่อน แต่ใจเรามีสิ่งแปลกปลอมคอยย้อมอยู่ ได้แก่ สิ่งดีๆเช่นกุศล หรือสิ่งไม่ดี-กิเลส เมื่อเรามีโอกาสเห็นใจเราได้ชัดๆเราจะได้เข้าใจว่า-คำพูดที่ออกมาจากปากเรา หรือการกระทำที่เราแสดงออกนั้น ถูกสั่งให้กระทำด้วยใจที่เป็นบุญกุศลหรือใจที่ประกอบด้วย กิเลส-ความโลภ-ความโกรธ-ความหลง เพียงใจสงบนิ่งลงบ้างเราก็เข้าใจตนเองได้มากขึ้นแล้ว ตอนนี้เราจะจะเลือกได้ง่ายขึ้นแล้วซินะว่าเราจะทำในสิ่งดีๆ หรือ.... ต่อไป
ขอบคุณเพื่อนๆทุกท่านที่ให้ความสำคัญในพระธรรมคำสอนของพระบรมศาสดาและนำมาประพฤติปฏิบัติในชีวิตประจำวันนะครับ .....สังคมเราคงดีกว่านี้แน่....
กราบอนุโมทนาบุญ



*ปล่อยปูปล่อยชีวิตให้พ้นพันธนาการ*

 



14 กพ. วัดฮโศการาม




*ปล่อยปูปล่อยชีวิตให้พ้นพันธนาการ*
ในวันทำบุญปีใหม่ ซึ่งตรงกับวันวาเลนไทน์นี้ พวกเรามาปล่อยปูกันอีกครั้งหนึ่ง อาจไม่มากเหมือนปีก่อนๆแต่ก็ได้ปล่อยปูคืนอิสรภาพและพ้นพันธนาการที่ผูกมัดอยู่จนแขนขาขยับเขยื่อนไม่ได้เลย .... ถ้าเป็นเราบ้างจะทนไหวไหม?
การปล่อยปู-เป็นการเจริญเมตตาธรรม ให้พัฒนาจิตใจของตัวเรา เพราะใจที่สามารถที่คิดได้ว่าเหล่าสรรพสัตว์นั้นล้วนตกอยู่ในความทุกข์ทรมานด้วยกันทั้งสิ้น จนทำให้เราอย่างจะปลอดปล่อยพวกเขาให้พ้นทุกข์นั้น เป็นการพัฒนาความรักความเมตตาในใจได้อย่างดียิ่ง .....ปูจึงอาจเป็นตัวอย่างที่ดีให้เราคิดพิจารณาได้บ้าง!
-ปล่อยปู-ปล่อยสัตว์ที่กำลังจะถูกนำไปฆ่า ถูกมัดทรมาน-ให้มีชีวิตอิสระได้อีกครั้ง
-ปู*ใยมิใช่ดังเช่นตัวเรา- เราเองก็มีเชือกที่มองไม่เห็นมัดตัวเราอยู่ อย่างยากที่จะดิ้นหลุดไปได้
-เชือกแต่ละเส้นๆ-ชื่อเสียง-ลาภยศ-สรรเสริญ-ครอบครัวฯ ล้วนเป็นเชือกที่ผูกมัดเราอยู่ทั้งสิ้น สิ่งเหล่านี้เองที่พระพุทธองค์ทรงชี้แนะ ว่าเป็นกิเลส-ตัญหา-อุปาทาน เป็นเชือกที่มัดหมู่สัตว์ให้ตกอยู่ในความทุกข์ทรมานดังเช่นปูที่เราปล่อยในวันนี้ ท่านทรงแนะนำให้ใช้ เครื่องมือ คือ ปัญญาที่คมยิ่งกว่ากรรไกรตัดเชือกให้ขาดเสียดุจเราตัดเชือกให้ปูในวันนี้ ให้ใช้วิธีการได้แก่ทางสายกลางที่สรุปลงที่
-ทาน-สละออก/ลดอัตตาตัวตนออกไป
ศีล-ไม่สร้างทุกข์โทษเวรภัยต่อตนเองและผู้อื่น
ภาวนา-มีสติมีสมาธิมีปัญญาพิจารณาในธรรมให้เห็นในสัจจะทั้งสี่
ดังนี้เราจึงจะพ้นจากชีวิตที่เวียนวนในวัฏฏะนี้ พ้นจากพันธนาการจากเชือกที่มองไม่เห็นนี้ได้
-ขอบุญกุศลทั้งหลายทั้งมวลที่เราได้ร่วมกันกระทำมาโดยตลอดนี้
จะนำเราไปสู่การปลดปล่อยให้เราทั้งหลายหลุดพ้นจากพันธนาการ ทั้งหลายทั้งปวงด้วยเถิด-
*** สัพพะทุกขา ปะมุญจันตุ ***
ด้วยรักและปรารถนาดีจากใจ
ฐิตรโส

วันเสาร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

เยี่ยมเยียน และ แบ่งปัน

 การเยี่ยมเยียนและแบ่งปัน

 ในสังคมที่เราอยู่อาศัยแห่งนี้มีผู้คนอยู่ร่วมกับเรามากมาย บ้างก็มั่งมีบ้างก็ยากจน การช่วยเหลือเกื้อกูลกันด้วยความเมตตานั้นจำเป็นอย่างยิ่งเพราะจะทำให้สังคมนี้น่าอยู่มากยิ่งขึ้น เพื่อนๆหลายๆคนมักจะบ่นเสมอๆว่าตัวเองนั้นโชคไม่ดีเหมือนคนอื่นเขา เพราะเราไปเปรียบเทียบกับคนที่เขามีมากกว่าเราไม่ว่าจะเปรียบเทียบทางวัตถุ เงินทอง ฐานะ ชื่อเสียงฯลฯ สิ่งเหล่านี้แต่ละคนหามาแตกต่างกัน บ้างก็มีทุนเดิมที่ดี บ้างมีโอกาสที่ดี แต่หลายๆคนก็ทุ่มเทเสียสละกายใจมาไม่น้อยกว่าจะได้มา นิ้วในมือเราก็ยังไม่เท่ากัน แต่ก็ทำงานด้วยกันได้อย่างดี แต่ละคนมีดีมีด้อยในบางเรื่อง แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะต้องเสียใจที่ไม่เหมือนเขา เมื่อมีเวลาลองมองลงมาดูผู้คนที่เขาด้อยโอกาสกว่าเราบ้าง แล้วเราจะได้เรียนรู้อะไรมากมาย

 ในสังคมที่เราอาศัยอยู่นี้ มีอีกกลุ่มคนที่ยังลำบากกว่าเรามากนัก วันนี้เรามาคุยกันเรื่องผู้คนกลุ่มนั้นกัน  กลุ่มผู้ป่วยติดเตียง-ติดบ้าน ที่มีอยู่เป็นจำนวนไม่น้อยเลยในสังคมนี้ บางคนพอช่วยตัวเองได้บ้าง แต่อีกหลายๆคนที่ช่วยตัวเองไม่ได้เลย ต้องมีผู้อื่นคอยดูแล รอรับความช่วยเหลือในเรื่องต่างๆเกือบทุกเรื่อง  หลายๆคนอาจมองว่าเป็นเรื่องของเขา เป็นกรรมของเขาแล้วก็ปล่อยผ่านไป ซึ่งก็อาจมีจำนวนมากที่คิดเช่นนั้นในสังคมยุคปัจจุบันที่ต้องทำงานแข่งกับเวลาและจำเป็นต้องเอาตัวเองให้รอดให้ได้ก่อน  แต่พวกเราจำนวนมากที่มีพอจะแบ่งปันให้กับเขา ไม่ว่าจะเป็นกำลังใจ ข้าวของเงินทองเล็กๆน้อยๆ เพื่อให้เขาสามารถมีชีวิตต่อไปได้หรืออาจทำให้เขามีความสุขเพิ่มขึ้นแม้เพียงเล็กน้อยก็ตาม สังคมที่เราอยู่นี้ก็คงจะอบอุ่นสวยงามน่าอยู่มากยิ่งขึ้น 

 ในสังคมที่เราอยู่นี้มีผู้คนมากมายที่มีปัญหา อุปสรรคในชีวิตหลากหลายรูปแบบที่กำลังเผชิญอยู่ จนบางคนแทบทนไม่ไหว จนต้องเป็นทุกข์เดือดร้อนทั้งกายและใจ แต่ปัญหาของเรานั้นหนักหนาสาหัสจริงๆแล้วหรือ?  เมื่อเทียบกับพี่น้องผู้ป่วยกลุ่มนี้ เขาลำบากกว่าเรามากเพียงใด การได้มีโอกาสไปเยี่ยมเยียน แบ่งปันให้พวกเขา จะทำให้เรารู้สึกใด้ถึงกำลังใจที่จะฝ่าฟันอุปสรรคในชีวิตเพิ่มมากยิ่งขึ้น เพราะเรายังมีต้นทุนที่สำคัญอยู่ นั้นคือร่างกายและจิตใจนี้ เรายังช่วยเหลือตัวเองได้ เรายังมีความรู้ความสามารถมากมายที่จะต่อสู้ชีวิตนี้ต่อไป ภาพที่เราเห็นผู้ที่ตกอยู่ในความทุกข์ทรมานยิ่งกว่าเรานั้นสอนเรามากมาย บางท่านไม่สามารถแม้แต่จะทานอาหาร ขับถ่าย ขยับเคลื่อนไหวตัวเองทุกอย่างล้วนต้องพึ่งพาอาศัยผู้อื่นทั้งสิ้น เทียบกับเราแล้ว ความทุกข์ที่เราเผจิญอยู่นั้นจะรู้สึกเบาลงมากมาย จนรู้สึกว่าอยากจะวางเรื่องของตนเองไว้ก่อน และมาทำประโยชน์อะไรก็ได้แม้เพียงเล็กน้อยให้กับเขาเหล่านี้ เพื่อที่จะมอบความสุขให้กับเขา ด้วยความรัก ความเมตตา ความปรารถนาดีจากใจของเรา อาจเปรียบเสมือนละอองน้ำไม่กี่หยดที่ตกลงบนต้นไม้ที่แห้งผากขาดน้ำมาเป็นเวลานาน ผู้คนเหล่านี้ในสังคมถ้าได้รับความช่วยเหลือจากพวกเราได้บ้าง คนละเล็กคนละน้อย ก็จะทำให้ผู้คนที่ตกอยู่ในความทุกข์ทรมานเหล่านี้มีความสุขมากขึ้น สังคมที่เราอยู่ก็คงสวยงามน่าอยู่มากยิ่งขึ้น

 ในสังคมนี้ยังมีผู้คนอีกกลุ่มหนึ่งที่เสียสละดูแลผู้ป่วยติดบ้านติดเตียงอยู่ ไม่ว่าจะเป็นพี่น้อง ญาติมิตร เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล อนามัย และเจ้าหน้าที่ อสม. ที่เสียสละให้ความเอาใจใส่ดูแลพวกเขา แต่ทุกๆคนก็คงต้องมีข้อจำกัดกันบ้าง จึงขอเรียนเชิญเพื่อนๆ ที่มีใจเมตตา เสียสละแบ่งปันเวลาเล็กๆน้อยๆมาเยี่ยมเยียนและแบ่งปันพวกเขาบ้างนะครับ ในแต่ละครั้งเราอาจไปเยี่ยมเยียนได้ไม่กี่คนเพราะคงจะเป็นการไม่สะดวกกับพวกเขานะครับ แต่เราอาจนัดกันแบ่งปันวันเวลาที่จะมอบความรักมอบความสุขให้พวกเขาได้นะครับ

 ปีใหม่นี้ 14กพ.เรามีงานเลี้ยงปีใหม่ประจำปีของมูลนิธิฯ เช้าเราไปทำบุญที่วัดอโศการาม เสร็จแล้วก็ปล่อยชีวิตสัตว์เป็นทาน ตามด้วยเลี้ยงอาหารและมอบของขวัญให้ผู้พิการที่บ้านศิริวัฒนา บางปู เที่ยงๆก่อนรับประทานอาหารร่วมกัน เราจะแวะไปมอบของขวัญสำหรับผู้ป่วยติดเตียงและเจ้าหน้าที่รพ.สต.พุทธรักษา  ทานอาหารกลางวันเสร็จเราจะไปเยี่ยมคุณยายที่บ้าน ช่วยกันทำความสะอาดบ้านและมอบของขวัญปีใหม่ให้ท่านก่อนจะลากลับกันนะครับ

ปล. เพื่อนๆที่จะไปร่วมทำความสะอาดบ้านคุณยาย กรุณาติดเครื่องมือทำความสะอาดส่วนตัวไปด้วยนะครับ ที่บ้านคุณยายไม่ค่อยจะมีอะไรให้ใช้นะครับ!!!....




"โลกอยู่ได้ด้วยเมตตา
คือความเอ็นดูสงสารกัน
ทุกตัวสัตว์ที่มีชีวิตครองตัวอยู่
ไม่พึงเบียดเบียนทำลายกัน
ด้วยความโกรธแค้น
หรือด้วยความเห็นแก่ปากแก่ท้อง
ซึ่งไม่มีประมาณแห่งความอิ่มพอ
และไม่มีทางสิ้นสุดแห่งการทำลายกัน
พระพุทธเจ้าทรงเห็นโทษของมัน
ด้วยพระปัญญาอันแหลมคม
ไม่มีทางสงสัย
และทรงเห็นคุณในความเมตตาว่า
เป็นธรรมอ่อนโยน
และสมัครสมานรักใคร่ไมตรีต่อกัน
ระหว่างสัตวโลกทุกชั้นทุกภูมิ
ซึ่งมีความรักสุข เกลียดทุกข์เสมอหน้ากัน
จึงประทานไว้เพื่อความมั่นคง
แห่งสันติสุขแก่โลกตลอดกาลนาน
หากเมตตาธรรม
ยังมีอยู่ในใจของสัตว์โลกอยู่ตราบใด
โลกยังจะมีหวังความสุข
ความสมหวังอยู่ตราบนั้น
แต่ถ้าเมตตา
ได้ห่างเหินจากใจของสัตว์โลกกาลใด
กาลนั้นแม้สัตว์โลกจะมีความอุดมสมบูรณ์
ด้วยเครื่องอุปโภคบริโภคนานาชนิด
อย่างพึงพอใจก็ตาม
แต่จะไม่มีความสงบสุขตกค้าง
อยู่ในวงสัตว์โลกนั้นๆเลย
ส่วนที่ได้รับจะมีแต่ความเดือดร้อนขุ่นเคือง
ไปทุกหย่อมหญ้า"
+++++
ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตะเถระ

วันอังคารที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2564

ครูบาอาจารย์-วันครู

 16 มค. วันครู

ในชีวิตคนๆหนึ่ง มีบุคคลที่เป็นครูบาอาจารย์มากมายนัก เริ่มแต่บุพการี ที่ให้เรากำเนิด สั่งสอนและเลี้ยงดู ต่อมาก็ครูบาอาจารย์มากมายในชีวิต ทั้งด้านดีๆและด้านตรงข้าม เราล้วนตามหาความหมายของชีวิต บ้างเป็นเงินทอง บ้างเป็นชื่อเสียงฯ แต่มีบุคคลผู้ยิ่งใหญ่ที่ทรงเป็นพระบิดาและครูบาของชนชาวไทย และพระหลวงตาที่เปรียบเสมือนพ่อแม่ครูบาอาจารย์ที่สำคัญยิ่งในชีวิตนี้ หนทางที่ท่านชี้แนะตลอดเวลาที่ปฏิบัติภาวนากับท่าน แม้มิอาจต่อเนื่องตลอดเส้นทาง แต่ก็ได้รับแนวทางที่เมตตาชี้แนะไว้ประดับใจ ทางเดินที่เลือกเดินต่อไปนี้แม้มิยิ่งใหญ่มากมายแต่ก็คงยืดยาวและทุกข์ทนทรมาณ ท่านจึงบอกให้เลิกมองกลับไปด้านหลัง เพียงมุ่งก้าวเดินไปข้างหน้า สะสางการงานที่ยังเหลืออยู่ก็เพียงพอแล้ว กราบระลึกในพระคุณ คุณครูผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาทั้งหลายทั้งมวลให้แก่เราในชิวิตนี้ ขอบุญกุศลใดที่กระผมได้กระทำไปทั้ง กาย วาจา ใจ ตลอดเวลาที่ผ่านมาในชีวิตนี้ โปรดดลบันดาลให้คุณครูทุกท่านจงมีความสุขทั้งกายใจตลอดไป กระผมจะขอระลึกและพยายามตอบแทนพระคุณครูบาอาจารย์ทุกท่านสุดความสามารถที่กระทำได้ตลอดไป
To Sir With LOVE
With Love and Respect,
To all the teachers who taught me;
To be the Physician from the heart,
And understand my responsibility;
To the Human society.






wisdom

 WISDOM

" IF YOU DEEPLY OBSERVE,
EVERYTHING IS YOUR TEACHER. "
ในช่วงเวลาขาลงของชีวิต พวกเราบางคนกำลังค้นหาหนทางในการดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขตามที่ต้องการอยู่ บทความนี้เป็นตัวอย่างหนึ่งที่อาจทำให้เราได้ข้อคิดอะไรดีๆในการใช้ชีวิตต่อไป อ่านแล้วคิดถึงคำครูบาอาจารย์ที่ให้มองภายนอก แล้วพิจารณาย้อนเข้ามาดูภายใน เพื่อที่จะเรียนรู้สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ ตัวเอง เข้าใจให้ได้ว่า สิ่งยิ่งใหญ่คือใจนี้เอง เราจะสุขหรือทุกข์อยู่ที่ใจดวงนี้นี่เอง และความสุขพื้นฐานที่แท้จริงของมนุษย์คือการเสียสละตนทั้งกายและใจนี้เพื่อสร้างสิ่งอันเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น เป็นการพัฒนาจิตใจของตนเอง เพิ่อสามารถพบความสุขในใจของตน ดังเช่น CEO - John Donahoe
เมื่อ CEO Nike หยุดงานไป 1 ปีหลังจาก หมดไฟในการทำงาน และต้องการค้นหาคำตอบให้ชีวิต เราลองมาคิดเล่นๆ ว่า ถ้าเราสามารถหยุดงานได้ 1 ปี เราจะเอาเวลานั้นไปทำอะไร
John Donahoe ซึ่งปัจจุบันคือ CEO ของ Nike เคยอยู่ในจุดที่ทำงานแบบ Non-stop มา 30 ปี และก้าวไปถึงการดำรงตำแหน่ง CEO ของบริษัทยักษ์ใหญ่หลายบริษัทติดต่อกัน (PayPal, eBay, ฯลฯ) จนเขารู้สึก เบื่อจากการทำงาน
ไม่ใช่แค่ระดับ CEO นะครับ พนักงานทุกคนเป็นได้เหมือนกันหมด
เขาต้องการที่จะ “หยุด”
.
“หยุด” ในที่นี้หมายถึงหยุดไปสำรวจตัวเองหนึ่งปี แล้วจะกลับมาคิดอีกทีว่าจะเอาอย่างไรต่อกับชีวิต
ผมคิดว่าเราหลายคนก็คงเคยอยู่ในภาวะคล้ายๆ แบบนี้ เหนื่อย ตะบี้ตะบันทำงานจนไม่ได้กลับมาสำรวจตัวเองว่าต้องการอะไรกับชีวิต หรืองานเอาเวลาของเราไปหมดจนรู้แต่เรื่องงาน แต่เรื่องเดียวที่ไม่รู้คือเรื่องของตัวเองและก็คงอยากหยุดพักนิ่งๆ
John Donahoe ตอนที่อายุ 55 ปี ตัดสินใจหยุดงานหนึ่งปี และใช้เวลาระหว่างหยุดนั้นไปกับการเดินทางไปพูดคุยกับผู้คนมากมายเพื่อหาคำตอบให้กับชีวิตว่า อะไรคือสิ่งสำคัญในการใช้ชีวิต อะไรคือการใช้ชีวิตที่ทำให้เรายังมีความหมาย เขาเรียกการเดินทางครั้งนั้นว่า “Wisdom Tour” ครับ
แล้วเขาได้คำตอบอะไรกลับมา
1. John Donahoe บอกว่า เขานึกภาพตัวเองไม่ออกเลยว่าจะใช้ชีวิตอย่างไรในอีก 10 ปีข้างหน้า ตอนที่เขาอายุ 65
วิธีการหาคำตอบของเขาก็คือ งั้นลองไปคุยกับคนที่อายุ 65+ ว่าเขาใช้ชีวิตกันอย่างไรให้มีคุณค่า เมื่อ John Donahoe ได้คุยกับคนอายุมากกว่าเขา ซึ่งหลายคนเกษียณมาแล้วหลายปีด้วยซ้ำ แต่คนเหล่านั้นมีความสุข ยังเต็มไปด้วยพลังและไม่เคยหยุดนิ่ง และรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า บทสนทนากับผู้อาวุโสกว่าทำให้เขาเรียนรู้ว่า-“บทเรียนข้อแรกที่ผมได้คือ ทัศนคติสำคัญที่สุด”
“เมื่อเราแก่ลง ผมเราจะหงอกและร่วง เข่าเราจะเสื่อม และมีสัญญาณมากมายที่บอกเราว่าเราไม่เหมือนเดิมแล้ว เราทุกคนเป็นแบบนั้น แต่สมองของเราไม่จำเป็นต้องแก่ตามไปด้วย”
มีคำพูดหนึ่งของ Jim Collins นักเขียน หนึ่งในบุคคลที่เขาได้มีโอกาสคุยอย่างจริงจังในช่วงหนึ่งปีแห่ง Wisdom Tour ที่ John จำได้ไม่ลืม เขาบอกว่า
“ตอนที่คุณอายุ 50-60 หรือ 70 ควรเป็นช่วงชีวิตที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์และใช้ชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เพราะช่วงนั้นคุณมีภูมิปัญญา มีประสบการณ์ชีวิตแล้ว และคุณยังมีอิสระที่จะเอาภูมิปัญญาและประสบการณ์ที่ผ่านมาของคุณไปใช้ทำในสิ่งที่คุณอยากทำ”
เห็นวิธีคิดของเขาไหมครับ แทนที่จะมองว่าอายุที่มากขึ้นเป็นความร่วงโรย แต่เขาเปลี่ยนใหม่เป็นมองว่าอายุมากขึ้นเท่ากับมีประสบการณ์มากขึ้น สะสมภูมิปัญญามาได้เยอะขึ้น และสามารถเอาไปใช้ทำอะไรอย่างที่เราอยากทำได้ก็ได้ ไม่ได้มองว่าวัยเป็นอุปสรรค
เราจะเป็นแบบไหนอยู่ที่ทัศนคติของเราเลยครับ ให้ทัศนคติที่ดีนำทางเรา
ความเหี่ยวก็แค่ “ริ้วรอยทางประสบการณ์” แต่ชีวิตที่ปราศจากประสบการณ์นี่สิ...น่าเสียดายเวลาที่ผ่านมานะครับ
เอาน่า...เราทุกคนก็ต้องมีอายุมากขึ้นกันทั้งนั้น แทนที่จะบอกว่าตัวเอง “แก่ขึ้น” ให้ลองบอกตัวเองว่า เรากำลัง “มีประสบการณ์มากขึ้น” และ “มีภูมิปัญญา” มากขึ้น --- มีกำลังใจขึ้นมาทันที
แต่ถ้าอายุมากขึ้น แต่ดันไม่มีประสบการณ์กับภูมิปัญญา ทีนี้ล่ะ...เหลือแต่ความแก่อย่างเดียวแล้วนะครับ
ลองสนุกกับตั้งโจทย์การใช้ชีวิตในวันที่อายุมากขึ้นใหม่ว่า
เราจะใช้ชีวิตในแบบที่ถ้าตัวเราในวัยเด็กกว่านี้มาเห็นแล้วต้องบอกว่า “เฮ้ย! พี่โคตรเจ๋งเลยว่ะ”
แล้วเดี๋ยวลองดูสิครับว่า เราจะพาชีวิตไปอยู่จุดไหน
2. บทเรียนต่อมาที่เขาได้เรียนรู้ใน Wisdom Tour ก็คือ หนึ่งในวิธีการที่ช่วยรักษาพลังงานในชีวิตให้แอคทีฟอยู่เสมอก็คือ การอยู่กับคนรุ่นใหม่หรือคนที่อายุน้อยกว่าเราบ้าง
John Donahoe เล่าว่าผู้อาวุโสท่านหนึ่งบอกเขาว่า “รู้ไหมว่าผมทำอย่างไรถึงได้ยังมีชีวิตชีวาแบบนี้ เพราะผมเอาตัวเองไปอยู่กับคนที่เด็กกว่า เวลาที่ผมไปตีกอล์ฟกับคนรุ่นเดียวกัน สิ่งที่เราทำคือการบ่นว่าวงสวิงเราไม่ได้เรื่องเลย หรือไม่ก็แข่งกันโม้ว่าไวน์แดงที่ดื่มมาเมื่อคืนของใครเจ๋งกว่ากัน ซึ่งนั่นทำให้ผมรู้สึกแก่มาก ผมเลยชอบอยู่กับคนที่อายุน้อยกว่า”
John บอกว่า วิธีการที่ผู้อาวุโสเหล่านี้ทำเพื่อเอาตัวเองไปอยู่กับคนที่เด็กกว่าคือ การไปเป็นโค้ชหรือเมนทอร์ให้กับคนรุ่นใหม่ และการสร้างสิ่งแวดล้อมในการทำงานให้มีคนรุ่นใหม่อยู่ในทีม มันคือการแลกเปลี่ยน ประสบการณ์กัน คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้จากคนรุ่นเก่า ขณะเดียวกัน คนรุ่นเก่าก็เรียนรู้จากคนรุ่นใหม่ ยิ่งเปิดโลกให้กว้างขึ้นกว่าเดิม ทุกคนได้ประโยชน์หมด
และกลับไปที่เรื่องเดิมครับว่า ให้ทัศนคติที่ดีนำทางให้เรา นั่นแปลว่า เราก็ต้องเปิดใจยอมรับความแตกต่างระหว่างเรากับคนรุ่นใหม่ ถ้าเราคิดว่าตัวเองเจ๋งแล้ว แน่แล้ว น้ำเต็มแก้วแล้ว เราก็จะไม่เปิดรับความคิดเห็นหรือไอเดียดีๆ ที่คนรุ่นใหม่มีแล้วเป็นประโยชน์
สิ่งที่ผมคิดว่าซ่อนอยู่ในบทเรียนที่เขาบอกก็คือ เอาตัวเองไปอยู่กับคนที่แตกต่างกับเราบ้างเพื่อเรียนรู้จากเขา และเราเองก็อาจจะเป็นประโยชน์กับคนอื่นที่แตกต่างกับเราได้เหมือนกัน
ที่สำคัญ เอาตัวเองไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่จะทำให้เรามีพลังดีๆ อยู่ตลอด เราจะได้รับพลังนั้นไปด้วย คำถามก็คือ สิ่งแวดล้อมที่คุณอยู่เป็นแบบไหนครับ
และสิ่งแวดล้อมนั้นกำลังบ่มเพาะให้คุณเป็นคนแบบไหน
ใช่คนแบบที่คุณอยากเป็นอยู่ไหมครับ
3. บทเรียนข้อที่สามที่เขาได้รับก็คือ การสร้างความหมายให้กับสิ่งที่เราทำอยู่ให้กลายเป็นสิ่งสำคัญ แล้วเราจะมีแรงผลักดันในการทำมันให้มีความหมายได้
“หาสิ่งที่ทำให้ชีวิตมีความหมาย และสร้างผลกระทบในทางที่ดีให้กับคนอื่น ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องใหญ่โต แต่ทำทุกสิ่งที่เราทำอยู่ให้เป็นสิ่งที่มีความหมาย”
หลังจากหยุดพักไป 1 ปี หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เขาตัดสินใจรับตำแหน่งเป็น CEO ที่ Nike ทั้งที่เขาเองโตมากับการเป็น CEO ในบริษัทสายเทคโนโลยีมาตลอดก็คือ - เขารู้สึกว่าโลกในขณะนี้เต็มไปด้วยการแบ่งแยก กีฬาเป็นเพียงไม่กี่สิ่งที่หลอมรวมให้คนอยู่ร่วมกันได้ ไม่ว่าจะในระดับประเทศ ระหว่างประเทศ หรือแม้กระทั่งคนที่แตกต่างกันสุดขั้วก็สามารถหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวได้เมื่อมีกีฬา - เพราะฉะนั้น เขารู้สึกว่า นี่เป็นเวลาที่โลกต้องการกีฬามากกว่าช่วงเวลาไหน ๆ ในประวัติศาสตร์
นั่นคือการหาความหมายให้กับงานที่ทำอยู่ งานที่เขาทำอยู่ไม่ได้ขายอุปกรณ์กีฬา แต่เขากำลังทำงานเพื่อทำให้กีฬาหลอมรวมสังคมที่แตกแยกให้กลายเป็นสังคมที่ดีขึ้น เขาไม่ได้เป็น CEO ที่ขายรองเท้ากีฬา แต่เป็น CEO ของบริษัทที่เชื่อว่าจะใช้การเล่นกีฬาทำให้โลกดีขึ้นได้
ระหว่างคิดว่าจะขายรองเท้าอย่างไรให้ได้มากกว่าเดิม กับคิดว่าจะทำอย่างไรให้คนเล่นกีฬามากขึ้น สังคมจะได้แตกแยกน้อยลง โลกจะได้ดีขึ้นกว่าเดิม ผมคิดว่าแรงผลักดันในการอยากทำงานของเราคงต่างกัน
แบบแรกทำให้เราตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกว่า ฉันตื่นมาขายรองเท้า
แบบที่สองทำให้เราตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกว่า ฉันตื่นมาทำให้โลกดีขึ้น
จะเป็นเรื่องไหนก็ตามที่เราทำอยู่ ถ้าเราใส่ความหมายให้มัน เราจะรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งสำคัญที่เราจะใส่ใจ ตั้งใจ และทำมันให้ออกมาดี
สาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนรู้สึก Burnout ก็เพราะเขารู้สึกว่างานที่ทำไม่มีความหมาย รู้สึกว่าตัวเองไม่มีความสำคัญในที่ทำงาน ไม่รู้ว่าทำงานไปเพื่ออะไร แต่ถ้าเราให้ความหมายกับการตื่นขึ้นมาทำงานของเราว่า เรากำลังตื่นขึ้นมาด้วยเป้าหมายบางอย่างที่ไม่ใช่แค่ทำมันไปเพื่อให้ผ่านไปอีกวัน
แต่ละวันเราคงตื่นขึ้นมาแล้วมีความหมายนะครับ
4. ประเด็นสำคัญของบทความนี้คงไม่ได้อยู่ที่ว่า ให้เราหยุดงานไปหนึ่งปีเพื่อไปหาคำตอบให้ชีวิตนะครับ เพราะเอาเข้าจริง แต่ละคนคงมี “เงื่อนไข” ในชีวิตที่ต่างกัน ซึ่งทำให้การที่จะหยุดงานไปหนึ่งปีโดยไม่มีรายได้เข้ามาเลย แล้วยังอยู่ได้เป็นไปได้ยาก (ถ้าทำได้แปลว่าต้องวางแผนทางการเงินมาดีมากจนมี Passive income มากพอเลยล่ะครับ --- ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่น่าทำ และถ้ามีเป้าหมายกับวินัยที่ดีก็เป็นไปได้)
แต่สิ่งที่ผมชอบวิธีของ CEO Nike ก็คือ การที่เขาไปคุยกับคนมากมายเพื่อหาคำตอบที่เขาสงสัยในชีวิต เพื่อเรียนรู้ว่าแต่ละคนได้บทเรียนอะไรจากการใช้ชีวิตบ้าง และเอาบทเรียนจากคนอื่นที่เขาได้รับมาจากบทสนทนานั้นกลับมา “สำรวจ” ตัวเอง นั่นเป็นเพราะเขาเชื่อว่า ทุกคนมีเรื่องราวที่เป็นประโยชน์ และเราสามารถเรียนรู้จากพวกเขาได้
งานของผมในฐานะนักสัมภาษณ์มีสิ่งหนึ่งที่ผมชอบมาก นั่นคือการได้มีโอกาสไปนั่งคุยกับคนที่มีประสบการณ์ชีวิตจากหลากหลายวงการ เพื่อสำรวจว่าเขาใช้ชีวิตอย่างไร เขาผ่านประสบการณ์อะไรมาบ้าง เขาผ่านช่วงเวลาเหล่านั้นมาได้อย่างไร และที่สุดแล้วเขาได้เรียนรู้อะไรบ้างที่จะเป็นประโยชน์ที่ส่งต่อให้คนอื่นได้
คำถามสุดท้ายที่ผมมักถามคนที่ผมสัมภาษณ์ก็คือ “อะไรคือ 3 บทเรียนที่คุณได้จากการใช้ชีวิต และอยากส่งต่อบทเรียนนั้นให้เป็นประโยชน์กับคนอื่น”
แน่นอนว่าในชีวิตของคนเราคงมีมากกว่า 3 บทเรียน แต่ผมขอแค่ 3 บทเรียนที่เขาคิดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น และทุกครั้งผมมักจะได้รับคำตอบดีๆ ที่เอาไปใช้ประโยชน์กับชีวิตได้เสมอ
ผมคิดว่า CEO Nike ก็คงค้นพบความลับแบบเดียวกันกับที่ผมได้เจอ นั่นคือ คนที่อยู่รอบตัวเราทุกคนเป็น “ครู” ของเราได้หมด ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัว คนในที่ทำงาน เพื่อน ฯลฯ การใช้ชีวิตของพวกเขาเป็นบทเรียนให้เราได้หมด ทั้งในเรื่องที่ดีและไม่ดี
คนแต่ละคนเป็นเหมือนตำราชีวิตแต่ละเล่มที่เอาไว้ให้เราศึกษา เรียนรู้ผ่านการใช้ชีวิตของเขา แล้วสุดท้าย เราสามารถเลือกได้ว่าจะเอาบทเรียนเรื่องไหนมาใช้กับชีวิตเราได้บ้าง
บางทีคำตอบในชีวิตของเราก็อยู่ในตัวของคนอื่น เมื่อเรียนรู้จากคนอื่นจึงได้เรียนรู้ตัวเอง ถ้าเราเรียนรู้จากคนอื่นได้ ทุกวันของเราก็คือการเดินทาง Wisdom Tour ไปในตัว
John Donahoe เล่าสามบทเรียนที่เขาได้จาก Wisdom Tour ของเขาแล้ว
คุณล่ะครับ อะไรคือสามบทเรียนที่คุณได้จากการใช้ชีวิต และอยากส่งต่อบทเรียนนั้นให้เป็นประโยชน์กับคนอื่น
Toffy Bradshaw
: Duangkaew foundation
Reference : Podcast “Leadership Next” with Alan Murray & Ellen McGirt : Nike’s CEO Went on Vision Quest : Here’s What He Learned





วันศุกร์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2564

31 Dec 2020-1 Jan 2021 ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่

  ยามเย็นของวันสิ้นปีโควิด19 พ.ศ.2563 ชายชราผู้หนึ่งนั่งมองกระแสคลื่นซัดสาดหาดทรายตั้งแต่พลบค่ำ น้ำทะเลเริ่มลดลงทำให้หาดทรายกว้างขึ้นจนเว้งว้างยิ่ง ความมืดปกคลุมเข้ามาแทนที่ แสงจันทร์อ่อนละไมสาดส่องลงมาจากท้องฟ้ายามพลบค่ำเช่นนี้ ชายชราเดินออกไปริมทะเลอันมืดมิด ขณะนั้นเขาก็สะดุดก้อนหินที่อยู่กลางผืนทรายล้มลง เขาลุกขึ้นมองหินก้อนใหญ่กลางผืนทรายที่แสงจันทร์ส่องผ่านเมฆดำก้อนใหญ่กลางทองฟ้ายามค่ำคืนอันเหน็บหนาว

ชายชราก้มมองหินก้อนใหญ๋และทรายเม็ดเล็กๆตรงหน้า อดีตของหินเหล่านี้ใยมิใช่ภูผาหินสูงใหญ่ตั้งตระหง่านท้าแดดลมฝน ชีวิตคนเราก็เช่นกัน แม้จะเคยมีชื่อเสียงยิ่งใหญ่เพียงใด กาลเวลาก็จะลบเลือนความยิ่งใหญ่จอมปลอมเหล่านั้นจนหมดสิ้น เสมือนเม็ดหินเม็ดทราย กลางหาดทรายแห่งนี้
เมื่อหันออกไปสู่ท้องทะเลกว้าง คลื่นลูกใหญ่กำลังทยอยซัดสาดมายังผืนทรายลูกแล้วลูกเล่า คลื่นลูกใหญ่ก่อตัวถาโถมสู่ฝั่งและสลายไปในผืนทราย คลื่นลูกใหม่เกิดขึ้นถาโถมทับคลื่นลูกเก่าลูกแล้วลูกเล่า ไม่มีคลื่นลูกไหนที่สามารถดำรงคงอยู่ตลอดไป ชีวิตผู้คนเราใยมิใช่เฉกเช่นกัน วันคืนเดือนปีผันผ่านไป ปีเก่าผ่านไป ปีใหม่ผ่านมา และ..ก็จะผ่านไปเช่นกัน ลาภยศชื่อเสียง เงินทอง ที่ผู้คนล้วนไขว่ขว้าหากันมาตลอดชั่วชีวิต สุดท้ายยังจะมีผู้ใดได้ครอบครองจริงไม่ สิ่งต่างๆในชีวิตที่อุตส่าห์แสวงหามานั้นก็ทยอยกันหมดค่าสิ้นค่าไป เมื่อเขาจากโลกนี้ไป สิ่งเหล่านี้ก็ได้แต่ลวงหลอกผู้คนให้แย่งชิงพวกมันไปครอบครองอีก วนไปวนมาไม่มีสิ้นสุด
หาดทรายนี้มีเม็ดทรายมากมายเหลือคณานับสุดท้ายแม้แต่เม็ดทรายยังอาจเปลี่ยนแปลงจนเป็นฝุ่นดินก็เป็นได้ เมื่อมองขึ้นไปบนท้องฟ้า ดวงดาวมากมายนับไม่ถ้วน แต่ต้องล้วนแกดับไปสักวัน ธรรมชาติก็เช่นนี้เอง วนไปมาไม่สิ้นสุด ชีวิตคนและสรรพสัตว์ทั้งหลายก็เช่นกัน แตกต่าง พลิกแผลง แตกต่าง ทั้งดีทั้งร้าย ทั้งสุขและทุกข์ มีชื่อเสียงมีนินทา มีสรรเสริญ มีสาปแช่ง มีร่ำรวยและยากจน สบสนวนไปไม่สิ้นสุด ในความแตกต่างนั้น สิ่งที่เหมือนกันคือความทุกข์ ชีวิตทั้งหลายนั้น สุดท้ายเป็นเช่นไร คงเสมือนขุนเขาตั้งตระหง่าน ท้าทายแดดลมฝน ที่วันนี้เหลือเพียงเม็ดทรายฝุ่นทุลีดิน แม้รู้ได้เช่นนี้ ผู้คนสัตว์ทั้งหลายใยยังแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น สร้างภาพ สร้างมายาหลอกลวงตนเอง หลอกลวงผู้อื่น ทำร้ายตนเอง ทำร้ายกันเองไม่สิ้นสุด ทั้งๆที่สิ่งเหล่านั้นหามีคุณค่าใดๆไม่ ล้วนจอมปลอม หลอกลวงทั้งสิ้น ชีวิตนี้มีคุณค่าอย่างไรเล่า? สรรพชีวิตทั้งหลายเกิดมาเพื่อสิ่งใด? ชายชราคิดทบทวนไปมาในใจ คำถามที่วิ่งวนไปมาในสมองนี้ตั้งแต่เล็กจนโต ......เราเกิดมาทำไม ? .....เพื่อสิ่งใดกันแน่นะ ?
สองพันกว่าปีก่อน ยังมีศาสดามหาบุรุษท่านหนึ่ง ถือกำเนินเกิดมาบนโลกใบนี้ ท่านเห็นความจริงตรงหน้าและตระหนักได้ว่า..ชีวิตล้วนมีทุกข์ ...ไม่มีแก่นสาร...จะหมดไปอย่างไร้ร่องรอย พระองค์ทรงหาหนทางหลุดออกจากวังวนแห่งความทุกข์นี้ และประทานหนทางนั้นไว้แก่พวกเราทุกๆคน ความจริง และหนทางที่พระองค์ทรงประทานชี้แนะไว้ให้เหล่านี้นั้น ก่อนที่พระองค์จะกำเนิดขึ้น และหลังจากที่ท่านจากไป ความจริงนี้ก็ยังจะเป็นอยู่เช่นนี้ตลอดไป
เมฆก้อนใหญ่ลอยเลื่อนผ่านไป บรรยากาศที่มืดมิดกลับสว่างขึ้นอีกครั้งด้วยแสงแห่งจันทรา สวยงาม สว่างนวลๆ ทำใ้ห้รู้สึกสงบ ร่มเย็นในใจยิ่งนัก ชีวิตคนเราก็เป็นเช่นนี้เอง มีมืด มีสว่าง สลับไปมา ไม่แน่นอน แต่ในคณะที่ผู้คนจำนวนมากล้วนแย่งชิงไขว่ขว้าหา ลาภ ยศ ชื่อเสียง สรรเสริญ สุข เงินทองฯให้แก่ตนเองนั้น พวกเราก็ยังมีโอกาสที่จะมอบ แบ่งปัน ความรัก ความสุข ความปรารถนาดี ให้แก่สรรพชีวิตที่เกิดมาในโลกใบนี้ พวกเรายังคงจะสร้างสาธารณประโยชน์ ช่วยเหลือเกื้อกูล ผู้ที่ตกทุกข์ได้ยาก ผู้เดือดร้อน ด้อยโอกาสในสังคม มอบความรัก ความเมตตา ความปรารถนาดี จากใจของเราสู่พวกเขาเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นญาติพี่น้องหรือไม่ก็ตาม ทุกคนล้วนเกิดมาเป็นเพื่อนกันในโลกที่ดูจะแสนโหดร้ายใบนี้ แต่ถ้าเราได้เริ่มทำแต่สิ่งดีๆให้กันและกัน โลกใบนี้ก็ดูจะสดใส สวยงามขึ้นได้จริงๆ ชีวิตของพวกเราก็จะมีคุณค่ายิ่งขึ้น ไม่ตายหายไปจากโดลกอย่างไร้ค่าไร้ราคาสำหรับชีวิตหนึ่งๆที่ได้เกิดมายังโลกใบนี้ ความรักที่มอบให้กัน ย่อมทำให้เกิดความสุข ทั้งผู้ให้และผู้รับ สิ่งดีๆเช่นนี้หรือไมนะที่ทำให้ชีวิตที่เกิดมานี้มีคุณค่าขึ้น? เสมือนแสงจันทร์ที่ส่องผ่านเมฆสีดำก้อนใหญ่บนฟ้ายามราตรีนี้ เมฆดำจะล่องลอยผ่านไปปล่อยให้แสงจันทร์แรมสองค่ำส่องท้องฟ้าและผืนหาดทรายเบื้อหน้าให้สว่างสงบอีกครั้ง
ใกล้สว่างแล้ว ชายชราเริ่มมองเห็นแสงเงินแสงทองจากขอบฟ้าทางทิศตะวันออก โลกก็เป็นเช่นนี้ มีกลางคืนที่มืดมิดและมีกลางวันอันเจิดจ้า ไม่เที่ยงไม่แน่นอน ชีวิตคนไม่มีใครตกอับทั้งชีวิต ไม่มีรุ่งโรจน์ตลอดไป เมื่อ
เผจิญความทุกข์ ความปวดร้าว ไม่สบายใจ จงรู้เถิดว่าสิ่งเหล่านั้นจะหมดไปสักวัน ฟ้าหลังฝนย่อยสวยงามเสมอ เมื่อพบความสุขสนุกสนานก็จงอย่าหลงระเริงไปเพราะวันเวลาเหล่านั้นอาจต้องจบลงเวลาหนึ่งเวลาใดก็ได้ ค่ำคืนอันมืดมิดด้วยเมฆหมอก บางครั้งมีแสงจันทร์ส่องมาได้บ้าง กำลังจะผ่านไป วันเก่าปีเก่าปีแห่งโควิดปี2563กำลังจะจากไป วันใหม่ปีใหม่2564กำลังจะเริ่มแล้ว แสงแรกของปีใหม่สัดสาดส่องมาต้ององค์พระพุทธรูปชายฝั่งทะเล สวยงามสงบอย่างผู้รู้ เจนจบในชีวิต และธรรมทั้งหลาย
ขอพระสัจธรรมจงเจริญรุ่งเรืองไม่รู้จบสิ้น ขอรักษาพระธรรมวินัยยิ่งชีวิต
ขอสรรพสัตว์ทั้งมวลจงพ้นทุกข์ พบความสุขอันนิรันดร์
ขอเพื่อนทุกๆท่านจงมีสุขกายสุขใจ สมหวังในชีวิตอันประกอบด้วยคุณค่าอันเปรียบประมาณมิได้ ความปรารถนาที่ดีงามประกอบด้วยธรรมจงสำเร็จทุกประการตลอดปีใหม่ 2564นี้ด้วยเถิด
ด้วยความรัก ความปรารถนาดีจากใจ
ฐิตรโส 1-1-2564