วันศุกร์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2560

โครงการฉลอง30ปีมูลนิธิดวงแก้วในพระสังฆราชูปถัมภ์




โครงการกิจกรรมในวาระ 30ปี มูลนิธิดวงแก้วฯ
โครงการด้านการแพทย์
1.  รพ.สต.ปรังกาสี  (100,000 บาท ขึ้นไปติดชื่อได้)                       1,200,000 บาท                เจ้าภาพตามรายการ 1-3 ติดชื่อให้ที่หน้าห้อง
1)      ห้องตรวจคัดกรองโรค                                       
                              i.       ห้องน้ำ     25000 * 4                                  = 100,000 บาท
                                ห้องน้ำผู้พิการ 35000 บาท *1 ห้อง           =     35,000 บาท
                              ii.      ห้องตรวจรักษา 100,000*3                           =300,000 บาท
2)      อาคารตรวจรักษา ทำหลังคา                                200,000 บาท
2.  รพ.ด่านมะขามเตี้ย    (100,000 บาท ติดชื่อได้)                8,000,000 บาท
                (อาคาร 70 ปี พระอาจารย์บุญมี ธัมมรโต)
          เจ้าภาพตามรายการ 1-5 ติดชื่อให้ที่หน้าห้อง
1)        ห้องประชุม                                                      1,900,000 บาท
2)        ทันตกรรม         150,000*3 =                               450,000 บาท
3)       ห้องน้ำ               30,000*4=                                120,000 บาท
4)       ห้องกายภาพ                                                    1,000,000 บาท
5)       เครื่องเสียง                                                          100,000 บาท
3รพ.วังเจ้า         (100,000 บาท ติดชื่อได้)                               12,000,000 บาท
(อาคาร 70 ปี พระอาจารย์บุญมี ธัมมรโต)
1)            ห้องสามัญ 15 เตียง ชาย                                   1,000,000 บาท
2)            ห้องสามัญ 15 เตียง หญิง                                  1,000,000 บาท
3)            ห้องพิเศษ  (พระ 1/ ช. 2 /ญ. 3) ห้องละ                   500,000 บาท
4)              ห้องน้ำ      (25000 บาท *16 ห้อง)                                           400,000 บาท            
4. หอพระพุทธเมตตา รพ.วังเจ้า                                                                  650,000 บาท
หอพระขนาด 5*5 ม.                                                  450,000 บาท
พระพุทธเมตตา(รวมฐาน)                                            200,000 บาท
5. รพ.สุโขทัย                                                                                                            4,000,000 บาท
อาคารนิติเวช                                                           3,200,000 บาท
ตู้เย็นเก็บศพขนาด 4 ศพ  จำนวน 1 ตู้                               800,000 บาท
6. รพ.สำโรง จ.อุบลฯ –                                                                                   500,000 บาท
 ห้องตรวจรักษาโรค                                                 500,000 บาท
7. หล่อพระพุทธเมตตา มอบให้ หอพระ  รพ.ยางตลาด              200,000 บาท

โครงการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา
1. วัชรธรรม                                                                     4,000,000 บาท
(ศาลา 84ปี เจ้าคุณเทพปัญญากวี)  (100,000 บาท ติดชื่อได้)
1)    ศาลาสร้างบารมี                                      2,500,000 บาท
2)    พระประธาน (พระพุทธเมตตา)               200,000 บาท
3)    อาสนะสงฆ์                                100,000 บาท
4)    ระบบไฟ                                            100,000 บาท
5)    เครื่องเสียง                                        100,000 บาท
6)    บูรณะซ่อมแซม วัชรธรรมสถาน             500,000 บาท

2. วัดป่าแก้วบดินทร                                             15-20,000,000 บาท
ต.บ้านนาตง อ.นาตงวัฒนา  จ.สกลนคร  (100,000 บาท ติดชื่อได้)
1)   ที่ดิน                                             5,000,000 บาท
2)  ห้องน้ำรวม (ญ.3/ช.3)  25,000*6=        150,000 บาท
3)  กุฏิ 3 หลัง               150,000*3=          450,000 บาท
4)  โรงครัว/โรงอาหาร                           2,500,000 บาท
5)  ศาลาอเนกประสงค์                            3,500,000 บาท
6)  ปรับแต่งสถานที่ ทำถนน                    1,000,000 บาท
7)  ระบบไฟฟ้าทั้งวัด                                   700,000 บาท
8)  ระบบประปาในวัด                               500,000 บาท

3. จัดซื้อที่ดินติดวัดป่าบัวแก้ว ไร่ละ 150,000 *5 ไร่                 750,000 บาท
4. ทริปผ้าอาบ                                                 200,000 บาท
5. ทริปผ้าจำนำพรรษา                                      100,000 บาท
6. ทัวร์จาริกบุญอินเดีย      60000*20  =           1,200,000 บาท
7. ทัวร์กฐิน                                                             200,000 บาท
8. จัดอบรมปฏิบัติธรรมวัชรธรรมสถาน                 1,000,000 บาท
9. ทำบุญปีใหม่วัชรธรรม                                   200,000 บาท
10.     ปรับปรุงเสนาสนะวัชรธรรมสถาน                500,000 บาท
11.     จัดทำวิดีโอเผยแผ่พระธรรมเทศนา              200,000 บาท
12.     ศาลาทำบุญวัดป่าโนนน้ำผึ้ง                       100,000 บาท
13.     จัดทำหนังสือธรรมะ                                  300,000 บาท
โครงการส่งเสริมการศึกษา
14.     อาคารเรียนโรงเรียนบ้านหินแหลม              1,500,000 บาท
15.     อุปกรณ์การเรียนโรงเรียนบ้านหินแหลม       300,000 บาท
16.     หอพระ รร.บ้านนามกุย+ปรับแต่งสถานที่      100,000บาท     
17.     ทุนการศึกษาเด็กนักเรียน                          100,000 บาท
18.     ทุนดูงานสำหรับคุณครู                              100,000 บาท
19.     มอบของปีใหม่นักเรียน                             100,000 บาท
โครงการสาธารณะกุศล
20.     ธนาคารเครื่องมือแพทย์                            500,000 บาท
21.     MP3 บทสวดมนต์ให้คนไข้ติดเตียง             100,000 บาท
22.     ตู้(อาหารปันรัก)กับข้าวหน้าบ้าน                   100,000 บาท
23.     เลี้ยงปีใหม่บ้านบางปะกง                           25,000 บาท
24.     โรงทาน รพ.ห้วยพลู                                 100,000 บาท
25.     มอบของปีใหม่ชาวบ้าน                             100,000 บาท


วันพุธที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2560

สลากภัต

สลากภัต เป็นศัพท์ในพระวินัยปิฎก เป็นชื่อเรียกวิธีถวายทานแก่พระสงฆ์วิธีหนึ่ง โดยการจับสลากเพื่อแจกภัตตาหารหรือปัจจัยวัตถุที่ได้รับจากผู้ศรัทธาถวาย เพื่ออนุเคราะห์แก่ผู้ศรัทธาที่มีปัจจัยวัตถุจำกัดและไม่สามารถถวายแก่พระสงฆ์ทั้งหมดได้ โดยสลากภัตนับเนื่องในสังฆทานที่มีอานิสงส์มาก เพราะถือว่าแม้จะตั้งสลากถวายกับพระภิกษุรูปใดรูปหนึ่งที่จับสลากได้ ย่อมเท่ากับถวายกับพระสงฆ์ทั้งหมด
อานิสงส์สลากภัต.....เป็นการทำบุญที่แตกต่างกว่าธรรมดาเพราะมีการจับสลาก และถวายไปตามรายชื่อพระภิกษุสามเณรที่จับได้ การทำบุญนี้เป็นการไม่เจาะจงพระภิกษุรูปใดหรือสามเณรองค์ใด เป็นการกำจัดกิเลสชนิดหนึ่งเรียกว่าอคติเสียได้ และถือเป็นสังฆทานที่สมบูรณ์
การร่วมเป็นเจ้าภาพสลากภัต
สำหรับเจ้าภาพมีค่าใช้จ่ายกองสลากผ้าป่า กองละ 10,000บ. เป็นปัจจัยถวายเป็นค่าเดินทางของสงฆ์กองละ 5,000บ. และไทยทานกองละ 5,000บ. โดยปัจจัย 5,000 บ. เจ้าภาพทุกท่านกรุณาโอนมาให้มูลนิธิดวงแก้วก่อน ที่บัญชี วัชรธรรมสถาน ธ.ทหารไทย ออมทรัพย์เลขที่ 040-2-33624-2 กรุณามาถึงในวันจัดงานพิธีก่อน 06.00น. เพื่อจับฉลากเบอร์กองผ้าป่าเพื่อให้สงฆ์ได้จับสลากรับผ้าป่ากองนั้นๆต่อไป
ในวันพิธี เจ้าภาพมาถึงแต่เช้า 06.00น. นำไทยธรรม (ฉลากโชค) มาลงทะเบียน กับเจ้าหน้าที่ แล้วไปตักบาตรข้าวสารอาหารแห้ง ถวายจังหัน เสร็จแล้ว 08.00น.ให้เจ้าภาพทุกคนจับฉลากเบอร์กองผ้าป่า เมื่อทราบเบอร์แล้วนำไปวางบนโต๊ะที่จัดไว้ให้ และนั่งประจำที่ ณ กองผ้าป่านั้น เมื่อพระเจริญพระพุทธมนต์และแสดงธรรมเสร็จ คณะกรรมการก็จะได้นำฉลากไปถวายให้พระสงฆ์จับ พระมหาเถระบน เวที 9รูป เจ้าภาพกองฉลากโชค ที่มีเบอร์ตรงกับ ที่ท่านจับได้ กรุณานำกองฉลากผ้าป่าไปถวายบนเวที ส่วนพระสงฆ์ที่เหลือจะเมตตามารับผ้าป่า ณ กองฉลากที่ติดเบอร์ไว้เอง พระสงฆ์ที่รับกองผ้าป่าแล้วจะอ่าน “เส้นฉลาก” หรือคำอธิษฐานของเจ้าภาพกองฉลาก พระสงฆ์กล่าวสัมโมทนียกถา และให้พร เสร็จแล้วเจ้าภาพนำพระสงฆ์ส่งกลับวัด พร้อมกองไทยธรรมผ้าป่า เป็นอันเสร็จพิธี
-งานสลากภัต ประเพณีสลากภัต-
เป็นประเพณีทำบุญที่คนในปัจจุบันไม่ค่อยรู้จักกันดีนัก
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๗ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๗ จุลวรรค ภาค ๒ พุทธานุญาตภัตร
สลากภัต เป็นศัพท์ในพระวินัยปิฎก เป็นชื่อเรียกวิธีถวายทานแก่พระสงฆ์วิธีหนึ่ง
โดยการจับสลากเพื่อแจกภัตตาหารหรือปัจจัยวัตถุที่ได้รับจากผู้ศรัทธาถวาย เพื่ออนุเคราะห์แก่ผู้ศรัทธาที่มีปัจจัยวัตถุจำกัดและไม่สามารถถวายแก่พระสงฆ์ทั้งหมดได้ โดยสลากภัตนับเนื่องในสังฆทานที่มีอานิสงส์มาก เพราะถือว่าแม้จะตั้งสลากถวายกับพระภิกษุรูปใดรูปหนึ่งที่จับสลากได้ ย่อมเท่ากับถวายกับพระสงฆ์ทั้งหมด เพราะสลากที่จับนั้นพระสงฆ์ทุกรูปในอารามนั้นมีสิทธิ์ได้ นอกจากนั้นสลากภัตยังเป็นหลักการในพระวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงวางไว้เพื่อสร้างจิตสำนึกความเท่าเทียมกันและสร้างความเป็นอันหนึ่งเดียวกันแก่คณะสงฆ์การถวายโดยอุทิศให้แก่สงฆ์ โดยอุทิศให้เป็นเผดียงสงฆ์ (ไม่ระบุเฉพาะว่าจะถวายรูปไหน) เช่นการถวายสลากภัต แม้พระจะได้รับของที่ถวายแค่รูปเดียว แต่ถือได้ว่าพระสงฆ์ที่มารับถวายเป็นพระที่ได้รับมอบหมายจากสงฆ์ ก็นับเป็นสังฆทานที่สมบูรณ์เช่นกัน
ในประเทศไทย มีประเพณีสลากภัต ภาคเหนือเรียกว่า ประเพณีทานก๋วยสลาก นิยมปฏิบัติกันตั้งแต่เดือน ๑๒ ถึงเดือนยี่ของทุกปี สาเหตุที่ถือปฏิบัติกันเช่นนี้ก็เพราะว่า เป็นช่วงที่ชาวบ้านได้ทำนากันเสร็จแล้ว หยุดพักผ่อน พระสงฆ์ก็จำพรรษาอยู่วัดไม่ได้ไปไหน โดยมีการรวมตัวของคณะศรัทธาทั้งหมู่บ้านนำผลไม้และอาหารคาวหวานรวมทั้งไทยทานต่างๆไปตั้งเป็นกัณฑ์สลากถวายพระภิกษุที่นิมนต์มาจากวัดต่าง ๆ เป็นประเพณีใหญ่สำหรับหมู่บ้านและวัดนั้น ๆ โดยในแต่ละภูมิภาคมีรายละเอียดการจัดประเพณีแตกต่างกันไปบ้างเมื่อวัดใดจะจัดให้มีการถวายสลากภัต มัคทายกผู้เป็นหัวหน้าก็จะกำหนดวันและหาเจ้าภาพด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ทำใบปิดไปปิดไว้หรือไปประกาศป่าวร้องหาเจ้าภาพร่วมผู้ใดต้องการเป็นเจ้าภาพก็แจ้งชื่อไว้ ครั้นถึงวันกำหนดผู้เป็นเจ้าภาพก็จะมีการเตรียมสำรับกับข้าว และเครื่องไทยทานตามกำลังของตน
จากนั้นทายกผู้เป็นหัวหน้า ก็จะนำเบอร์มาติดที่กัณฑ์ฉลากของเจ้าภาพแต่ละรายแล้วเขียนเบอร์หมายเลขให้พระจับพระจับได้เบอร์อะไรของเจ้าภาพคนใดก็ไปรับกัณฑ์สลากที่เจ้าภาพคนนั้นนำมาถวาย ส่วนใหญ่ของที่เตรียมไว้จะพอดีระหว่างเจ้าภาพและพระที่นิมนต์มา ข้อสำคัญในการทำบุญสลากภัตก็คือ เป็นการถวายทานแบบไม่เจาะจงตัวผู้รับเมื่อพระองค์ใดจับ
ได้เบอร์ของเจ้าภาพ เจ้าภาพไม่ควรแสดงความยินดียินร้ายในผู้รับ ก่อนที่จะมีการเส้นสลาก(จับสลาก)ก็จะมีการฟังเทศน์อย่างน้อย1กัณฑ์ต่อจากนั้นก็จะมีการยกของประเคนตามสลากเมื่อเสร็จแล้วพระสงฆ์ก็จะอนุโมทนาและให้พรเจ้าภาพก็กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้กับญาติผู้ที่ล่วงลับไปแล้วเป็นอันเสร็จพิธี
คำถวายสลากภัตต์
.........เอตานิ มะยัง ภันเต สะลากะภัตตานิ สะปะริวารานิ อะสุกัฏฐาเนฐะปิตานิ
ภิกขุสังฆะสะ โอโณชะยามะ สาธุ โน ภันเต ภิกขุสังโฆ
เอตานิ สะลากะภัตตานิ สะปะริวารานิ ปะฏิคคัณหาตุ อัมหากังเจวะ มาตาปิตุ
อาทีนัญจะ ญาตะกานัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ อาสะวักขะยาวะหัง นิพานะปัจจัยโยโหตุ
คำแปล
ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวาย ซึ่งสลากภัตและของอันเป็นบริวารทั้งหลายเหล่านี้ อันตั้งไว้แล้วในที่โน้น แด่พระภิกษุสงฆ์ ขอพระภิกษุสงฆ์โปรดรับ ซึ่งสลากภัตกับทั้งของอันเป็นบริวารทั้งหลายเหล่านั้น ของข้าพเจ้าทั้งหลาย เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข แก่ข้าพเจ้าทั้งหลายด้วย แด่ญาติทั้งหลาย อันมีมารดาบิดาเป็นต้นด้วย และเป็นปัจจัยให้ข้าพเจ้าทั้งหลาย สิ้นอาสวะทั้งปวงจนถึงซึ่งพระนิพพาน ด้วย เทอญ ฯ
ประเพณีสลากภัต
การทำบุญสลากภัต มีเรียกชื่อแตกต่างกันไปตามท้องถิ่นเช่น กิ๋นก๋วยสลาก, กิ๋นสลาก, ตานก๋วยสลาก, ในภาษาเขียนใช้ “สลากภัต” หรือ“ทานสลาก” วิธีการทำบุญมีแตกต่างกันไปตามความนิยมในท้องถิ่นของตนประเพณี สลากภัต นี้เป็นประเพณีเก่าแก่ที่เกิดขึ้นในพระพุทธศาสนา ตั้งแต่พุทธสมัยที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังคงพระชนม์อยู่ ปรากฏในพระธรรมบทขุททกนิกายว่า “ พระพุทธองค์สรรเสริญพระสาวกอรหันต์ชื่อ พระโกณฑธานเถระ ซึ่งเป็นผู้มีโชคดีในการจับสลากได้ที่หนึ่งทุกครั้ง พระสาวกทั้งหลายมีความสงสัยว่า ทำไมท่านจึงมีความโชคดีเช่นนั้น พระพุทธเจ้าตรัสบอกแก่ภิกษุสงฆ์ทั้งมวลว่า ท่านเป็นผู้ชอบทำบุญสลากภัตจึงเป็นคนโชคดี”
ประวัติความเป็นมา
ในสมัยพุทธกาล ขณะที่พระพุทธเจ้าประทับ ณ พระเชตวันมหาวิหารนั้น วันหนึ่งนางกุมารีผู้หนึ่งได้อุ้มลูกชายวิ่งหนีนางยักขินีผู้มีเวรต่อกัน หลายชาติแล้ว ติดตามมาจะทำร้ายลูกของนาง นางเห็นจวนตัวจะวิ่งหนีไปที่อื่นไม่ได้ จึงพาลูกวิ่งเข้าไปในวัดพระเชตวัน ในพระวิหารขณะที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมอยู่ นางเอาลูกน้อยวางแทบพระบาทแล้วกราบทูลว่า “ ข้าแด่พระองค์ผู้เจริญ ขอทรงโปรดเป็นที่พึ่งแก่ลูกชายของหม่อมฉันเถิดพระเจ้าข้า ” พระพุทธเจ้าหยุดพฤติกรรมที่จองเวรของนางกุมาริกา และนางยักษ์ขินีด้วยการตรัสคำสอนว่า “เวรย่อมไม่ระงับด้วยเวร” แล้วทรงให้นางทั้งสองเห็นผิดชอบชั่วดี นางยักษ์ขินีรับศีล ๕ แล้วนางก็ร้องไห้สะอึกสะอื้น กราบทูลพระพุทธเจ้าว่านางไม่รู้จะไปทำมาหากินอย่างไรเพราะรักษาศีลเสียแล้ว นางกุมาริกาจึงรับอาสาจะพานางไปอยู่ด้วย นางได้รับอุปการะจากนางกุมาริกาหลายประการ นึกถึงอุปการะอยากจะตอบแทนบุญคุณ จึงเป็นผู้พยากรณ์บอกกล่าวเรื่อง ลมฟ้าอากาศ คือ บอกให้นางกุมาริกาทำนาในที่ดอนในปีฝนมาก ทำนาในที่ลุ่มในเวลาฝนแล้ง นางกุมาริกาได้ปฏิบัติตามทำให้ฐานะร่ำรวยขึ้น คนทั้งหลายมีความสงสัยจึงมาถามหาสาเหตุ นางจึงบอกว่า นางยักษ์ขินีเป็นผู้บอกกล่าวให้ คนทั้งหลายจึงพากันไปหานางยักษ์ขินีขอให้พยากรณ์ให้ตนบ้าง คนทั้งหลายได้รับอุปการะจากนางยักษ์ขินีจนมีฐานะร่ำรวยไปตาม ๆ กัน ด้วยความสำนึกในบุญคุณ จึงพากันนำเอาเครื่องอุปโภคบริโภคอาหารการกินเครื่องใช้สังเวยเป็นอัน มาก นางจึงนำมาทำเป็นสลากภัต โดยให้พระสงฆ์กระทำการจับตามเบอร์ด้วย
หลักของอุปโลกนกรรม คือ ของที่ถวายมีทั้งของมีราคามาก ราคาน้อย พระสงฆ์องค์ใดได้ของมีค่าน้อยก็อย่าเสียใจ ให้ถือว่าเป็นโชคของตนดีหรือไม่ดี การถวายแบบจับสลากของนางยักษ์ขินีนี้นับเป็นครั้งแรกแห่งประเพณีทำบุญสลากภัต หรือทานสลากในสมัยพุทธกาล
ประเพณีสลากภัตในปัจจุบัน
ประเพณีถวายสลากภัต เป็นวิธีการถวายเครื่องไทยทานแก่พระพระสงฆ์วิธีหนึ่งอันเป็นที่นิยมของชาว เหนือ โดยทั่วไปจะเริ่มใน วันเพ็ญ เดือน 12 ถึงแรม 1 ค่ำ เดือนยี่ เมื่อทางวัดและชาวบ้านตกลงกันว่าจะจัดให้มีการกินสลาก ก่อนวันถวายสลาก ชาวบ้านจะจัดทำพิธีเตรียมสิ่งของเครื่องไทยทาน 1 วัน เรียกวันที่เตรียมของนี้ว่า “วันดา” ชาวบ้านจะจัดเครื่องไทยทานลงใน “ก๋วย” (เป็นตระกร้าหรือชะลอมขนาดเล็กที่สานด้วยไม้ไผ่) เรียกว่า “ก๋วยสลาก” แล้วนำของไทยทานจำพบรรจุลงไป แต่ในปัจจุบันมีการดัดแปลงจาก “ก๋วยสลาก” มาเป็น “กล่องพลาสติก” บรรจุเครื่องไทยทานที่เจ้าภาพมีศรัทธานำมาถวาย นอกจากนี้อาจจะมีการตกแต่งเครื่องไทยทานเป็นต้นกัลปพฤกษ์ ซึ่งทำด้วยไม้ไผ่สูงตามต้องการ นำไม้ไผ่เหลาและทำเป็นวงกลมทำเป็นชั้น ๆ อาจเป็น 3 ชั้น , 5 ชั้น , 7 ชั้น หรือ 9 ชั้น แต่ละชั้นนำเครื่องไทยทานมาผูกติดให้สวยงาม ส่วนบนสุดจะนิยมนำร่ม/ฉัตรมาเสียบไว้ และใช้ปัจจัยผูกติดตามขอบร่มตามศรัทธาของเจ้าของกัณฑ์สลาก สลากแต่ละกองเรียกกัณฑ์ฉลากซึ่งมีเส้นสลากระบุเบอร์และชื่อเจ้าภาพให้พระจับ เมื่อพระจับได้ก็ให้เจ้าภาพนำไปถวายตามเบอร์ของตน ไม่สามารถเจาะจงพระสงฆ์ได้ ถ้าเป็นกองใหญ่พระท่านก็เมตตาไปรับและอ่านข้อความที่เขียนไว้อีกครั้ง กล่าวอนุโมทนาคาถา และให้พร เส้นสลากทั้งหมดจะให้ทางวัดรวบรวมไปเผาต่อไป
ศัพท์ที่ใช้ในพิธีสลากภัต
เส้นสลาก” หมายถึงใบลานหรือกระดาษมาตัดเป็นแผ่นยาวๆ จารึกชื่อเจ้าของไว้ และบอกด้วยว่าอุทิศส่วนกุศลนั้นให้ใครบ้าง คำจารึกในเส้นสลากนั้นมักจะเขียนดังนี้ “สลากกองนี้ หมายมีผู้ข้านายแก้ว นางดี ขอทานให้กับตนตัวในภายหน้า” หมายถึง ถวายทานไว้อุทิศส่วนกุศลไว้สำหรับตัวเอง เมื่อล่วงลับไปแล้วจะได้รับเอาของไทยทานนั้นในปรโลก ซึ่งเป็นความเชื่อของพุทธศาสนิกชนทั่วไปว่า เมื่อทำบุญถวายทานไว้ในพระศาสนาแล้วเมื่อล่วงลับดับขันธ์ไปก็จะได้ไปเสวย
อานิสงส์ผลบุญนั้นในโลกหน้าและจะมีการอุทิศส่วนกุศลนั้นให้ญาติพี่น้องผู้ ล่วงลับไปแล้วเช่น “ผู้ข้าหนานเสนา บางบุ บ้านวังม่วง ขอทานไว้ถึงนางจันตาผู้เป็นแม่ที่ล่วงลับไปแล้วขอให้เป็นสุขเป็นสุขเถิดฯ”เป็นต้น
ก๋วยน้อย
เป็นก๋วยสลากสำหรับที่จะถวายทานไปให้กับผู้ที่ล่วงลับ ซึ่งไม่เพียงแต่ญาติพี่น้องเท่านั้นอาจจะเป็นเพื่อนสนิท
มิตรสหายก็ได้ หรือแม้แต่สัตว์เลี้ยงที่เราเคยรักและมีคุณต่อเราเมื่อครั้งยังมีชีวิตเช่น ช้าง ม้า วัว ควายและสุนัข เป็นต้น
หรือถ้าไม่รู้ว่าจะถวายทานไปให้ใครก็ถวายทานเอาไว้ภายหน้า
ก๋วยใหญ่
เป็นก๋วยที่จัดทำขึ้นใหญ่เป็นพิเศษซึ่งจะบรรจุข้าวของได้มากขึ้น ถวายเป็นมหากุศลสำหรับคนที่มีกำลังศรัทธา
และฐานะดี เป็นปัจจัยนับว่าได้กุศลแรง
สลากโชค
นอกจากจะมี “ก๋วยน้อย-ก๋วยใหญ่” แล้ว ผู้ที่มีฐานะดี การเงินไม่ขัดสน ก็จะจัดเป็นพิเศษที่เรียกว่า “สลากโชค” หรือ "สลากสร้อย" สลากโชคนี้ทำเป็นพิเศษกว่าสลากธรรมดา และในสมัยก่อนมักจะทำเป็นรูปเรือนหลังเล็กๆ มีข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ และรอบๆ เรือนหลังเล็กนั้นจะมีต้นกล้วย ต้นอ้อยผูกติดไว้ และยังมี “ยอด” ปัจจัย หรือของมีค่าเช่น สร้อยคอทองคำ สร้อยข้อมือหรือเข็มขัดนาค เข็มขัดเงินผูกติดไว้ด้วย เพราะเชื่อว่าเมื่อตายไปแล้วหากไปเกิดในภพอื่นๆ ก็จะได้รับสิ่งของที่ได้ถวายไปนี้
กัณฑ์สลาก แต่ละกองสลากเรียก กัณฑ์สลาก ซึ่งจะมีเส้นสลาก1เส้น, “ก๋วย” หรือ กล่องพลาสติกไทยทาน 1กล่อง และหรือ ต้นกัลปพฤกษ์ 1ต้น
อานิสงส์สลากภัต.....เนื่องจากเป็นการทำบุญที่แตกต่างจากธรรมดาเพราะมีการจับสลาก แล้วก็ถวายไปตามรายชื่อพระภิกษุสามเณรที่จับได้นั้น การทำบุญนี้เป็นการไม่จำเพาะเจาะจงว่าจะเป็นพระภิกษุรูปใดหรือสามเณรองค์ใดก็ยินดีถวายทั้งนั้นเป็นการกำจัดกิเลสชนิดหนึ่งเรียกว่าอคติเสียได้
จากข้อความในชาดก
ในอดีตกาลล่วงมาแล้ว มีพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งนามว่า ปทุมมุตตระ อาศัยอยู่ในกรุงสาวัตถีนครเป็นที่โคจรบิณฑบาต ..... มีสามีภรรยาคู่หนึ่งเป็นคนยากจนอนาถา อยู่ในพระนครนั้นแสวงหาเลี้ยงชีพด้วยการรับจ้างหาฟืนขาย อยู่มาวันหนึ่งบุรุษผู้สามีพิจารณาดูการเลี้ยงชีพที่ฝืดเคืองนักก็เนื่องมาจากตนมิได้บำเพ็ญการกุศล มีการให้ทานรักษาศีล สดับรับฟังพระธรรมเทศนาและเจริญภาวนาเป็นต้นในชาติปางก่อนอย่างแน่นอน มาในชาตินี้จึงเป็นคนเข็ญใจไร้ทรัพย์อับปัญญา เมื่อมาพิจารณาดังนี้แล้ว จิตใจก็อยากจะทำบุญให้ทานเพื่อจะได้เป็นนิธิขุมทรัพย์ เป็นเสบียงไปในปรภพเบื้องหน้า จึงปรึกษากับภรรยาของตนตามที่เจตนาดำริไว้นั้น ฝ่ายภรรยาก็คล้อยตามไปด้วยความยินดี และรีบจัดแจงหาเครื่องไทยทาน ตามสมควรแก่กำลังของตน แล้วนำไปสู่อารามทำเป็นสลากภัตพร้อมกับมหาชนทั้งหลาย สามีภรรยาคู่นั้นจับสลากถูกภิกษุรูปหนึ่งจึงน้อมเข้าไปถวายด้วยความปีติ แล้วตั้งความปรารถนาว่าเดชะบุญกุศลผลทานนี้ ขอให้ข้าพเจ้าบริบูรณ์ด้วยยศศักดิ์สมบัติบริวาร ขึ้นชื่อว่าความตกทุกข์ได้ยากเข็ญใจ เหมือนในชาตินี้อย่า ได้พึงมีแก่ข้าพเจ้าในภพต่อ ๆ ไปเลย สามีภรรยาคู่นั้นอยู่ต่อมาจนสิ้นอายุขัยทำกาลกิริยาตายไปแล้วก็อุบัติในดาวดึงส์สวรรค์ สิ้นบุญแล้วก็มาเกิดเป็นพระเจ้าศรัทธาติสสะ ณ เมืองพาราณสี พระเจ้าศรัทธาติสสะนั้นครั้นกลับชาติมาก็คือพระตถาคตนี้เอง เมื่อสิ้นกระแสพระธรรมเทศนาแล้วเหล่าพุทธบริษัท ทั้งหลาย มีพระเจ้าปัสเสนทิโกศลเป็นต้น ก็ชื่นชมผลทานในการถวายสลากภัตเป็นยิ่งนัก