วันพุธที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2560

สลากภัต

สลากภัต เป็นศัพท์ในพระวินัยปิฎก เป็นชื่อเรียกวิธีถวายทานแก่พระสงฆ์วิธีหนึ่ง โดยการจับสลากเพื่อแจกภัตตาหารหรือปัจจัยวัตถุที่ได้รับจากผู้ศรัทธาถวาย เพื่ออนุเคราะห์แก่ผู้ศรัทธาที่มีปัจจัยวัตถุจำกัดและไม่สามารถถวายแก่พระสงฆ์ทั้งหมดได้ โดยสลากภัตนับเนื่องในสังฆทานที่มีอานิสงส์มาก เพราะถือว่าแม้จะตั้งสลากถวายกับพระภิกษุรูปใดรูปหนึ่งที่จับสลากได้ ย่อมเท่ากับถวายกับพระสงฆ์ทั้งหมด
อานิสงส์สลากภัต.....เป็นการทำบุญที่แตกต่างกว่าธรรมดาเพราะมีการจับสลาก และถวายไปตามรายชื่อพระภิกษุสามเณรที่จับได้ การทำบุญนี้เป็นการไม่เจาะจงพระภิกษุรูปใดหรือสามเณรองค์ใด เป็นการกำจัดกิเลสชนิดหนึ่งเรียกว่าอคติเสียได้ และถือเป็นสังฆทานที่สมบูรณ์
การร่วมเป็นเจ้าภาพสลากภัต
สำหรับเจ้าภาพมีค่าใช้จ่ายกองสลากผ้าป่า กองละ 10,000บ. เป็นปัจจัยถวายเป็นค่าเดินทางของสงฆ์กองละ 5,000บ. และไทยทานกองละ 5,000บ. โดยปัจจัย 5,000 บ. เจ้าภาพทุกท่านกรุณาโอนมาให้มูลนิธิดวงแก้วก่อน ที่บัญชี วัชรธรรมสถาน ธ.ทหารไทย ออมทรัพย์เลขที่ 040-2-33624-2 กรุณามาถึงในวันจัดงานพิธีก่อน 06.00น. เพื่อจับฉลากเบอร์กองผ้าป่าเพื่อให้สงฆ์ได้จับสลากรับผ้าป่ากองนั้นๆต่อไป
ในวันพิธี เจ้าภาพมาถึงแต่เช้า 06.00น. นำไทยธรรม (ฉลากโชค) มาลงทะเบียน กับเจ้าหน้าที่ แล้วไปตักบาตรข้าวสารอาหารแห้ง ถวายจังหัน เสร็จแล้ว 08.00น.ให้เจ้าภาพทุกคนจับฉลากเบอร์กองผ้าป่า เมื่อทราบเบอร์แล้วนำไปวางบนโต๊ะที่จัดไว้ให้ และนั่งประจำที่ ณ กองผ้าป่านั้น เมื่อพระเจริญพระพุทธมนต์และแสดงธรรมเสร็จ คณะกรรมการก็จะได้นำฉลากไปถวายให้พระสงฆ์จับ พระมหาเถระบน เวที 9รูป เจ้าภาพกองฉลากโชค ที่มีเบอร์ตรงกับ ที่ท่านจับได้ กรุณานำกองฉลากผ้าป่าไปถวายบนเวที ส่วนพระสงฆ์ที่เหลือจะเมตตามารับผ้าป่า ณ กองฉลากที่ติดเบอร์ไว้เอง พระสงฆ์ที่รับกองผ้าป่าแล้วจะอ่าน “เส้นฉลาก” หรือคำอธิษฐานของเจ้าภาพกองฉลาก พระสงฆ์กล่าวสัมโมทนียกถา และให้พร เสร็จแล้วเจ้าภาพนำพระสงฆ์ส่งกลับวัด พร้อมกองไทยธรรมผ้าป่า เป็นอันเสร็จพิธี
-งานสลากภัต ประเพณีสลากภัต-
เป็นประเพณีทำบุญที่คนในปัจจุบันไม่ค่อยรู้จักกันดีนัก
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๗ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๗ จุลวรรค ภาค ๒ พุทธานุญาตภัตร
สลากภัต เป็นศัพท์ในพระวินัยปิฎก เป็นชื่อเรียกวิธีถวายทานแก่พระสงฆ์วิธีหนึ่ง
โดยการจับสลากเพื่อแจกภัตตาหารหรือปัจจัยวัตถุที่ได้รับจากผู้ศรัทธาถวาย เพื่ออนุเคราะห์แก่ผู้ศรัทธาที่มีปัจจัยวัตถุจำกัดและไม่สามารถถวายแก่พระสงฆ์ทั้งหมดได้ โดยสลากภัตนับเนื่องในสังฆทานที่มีอานิสงส์มาก เพราะถือว่าแม้จะตั้งสลากถวายกับพระภิกษุรูปใดรูปหนึ่งที่จับสลากได้ ย่อมเท่ากับถวายกับพระสงฆ์ทั้งหมด เพราะสลากที่จับนั้นพระสงฆ์ทุกรูปในอารามนั้นมีสิทธิ์ได้ นอกจากนั้นสลากภัตยังเป็นหลักการในพระวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงวางไว้เพื่อสร้างจิตสำนึกความเท่าเทียมกันและสร้างความเป็นอันหนึ่งเดียวกันแก่คณะสงฆ์การถวายโดยอุทิศให้แก่สงฆ์ โดยอุทิศให้เป็นเผดียงสงฆ์ (ไม่ระบุเฉพาะว่าจะถวายรูปไหน) เช่นการถวายสลากภัต แม้พระจะได้รับของที่ถวายแค่รูปเดียว แต่ถือได้ว่าพระสงฆ์ที่มารับถวายเป็นพระที่ได้รับมอบหมายจากสงฆ์ ก็นับเป็นสังฆทานที่สมบูรณ์เช่นกัน
ในประเทศไทย มีประเพณีสลากภัต ภาคเหนือเรียกว่า ประเพณีทานก๋วยสลาก นิยมปฏิบัติกันตั้งแต่เดือน ๑๒ ถึงเดือนยี่ของทุกปี สาเหตุที่ถือปฏิบัติกันเช่นนี้ก็เพราะว่า เป็นช่วงที่ชาวบ้านได้ทำนากันเสร็จแล้ว หยุดพักผ่อน พระสงฆ์ก็จำพรรษาอยู่วัดไม่ได้ไปไหน โดยมีการรวมตัวของคณะศรัทธาทั้งหมู่บ้านนำผลไม้และอาหารคาวหวานรวมทั้งไทยทานต่างๆไปตั้งเป็นกัณฑ์สลากถวายพระภิกษุที่นิมนต์มาจากวัดต่าง ๆ เป็นประเพณีใหญ่สำหรับหมู่บ้านและวัดนั้น ๆ โดยในแต่ละภูมิภาคมีรายละเอียดการจัดประเพณีแตกต่างกันไปบ้างเมื่อวัดใดจะจัดให้มีการถวายสลากภัต มัคทายกผู้เป็นหัวหน้าก็จะกำหนดวันและหาเจ้าภาพด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ทำใบปิดไปปิดไว้หรือไปประกาศป่าวร้องหาเจ้าภาพร่วมผู้ใดต้องการเป็นเจ้าภาพก็แจ้งชื่อไว้ ครั้นถึงวันกำหนดผู้เป็นเจ้าภาพก็จะมีการเตรียมสำรับกับข้าว และเครื่องไทยทานตามกำลังของตน
จากนั้นทายกผู้เป็นหัวหน้า ก็จะนำเบอร์มาติดที่กัณฑ์ฉลากของเจ้าภาพแต่ละรายแล้วเขียนเบอร์หมายเลขให้พระจับพระจับได้เบอร์อะไรของเจ้าภาพคนใดก็ไปรับกัณฑ์สลากที่เจ้าภาพคนนั้นนำมาถวาย ส่วนใหญ่ของที่เตรียมไว้จะพอดีระหว่างเจ้าภาพและพระที่นิมนต์มา ข้อสำคัญในการทำบุญสลากภัตก็คือ เป็นการถวายทานแบบไม่เจาะจงตัวผู้รับเมื่อพระองค์ใดจับ
ได้เบอร์ของเจ้าภาพ เจ้าภาพไม่ควรแสดงความยินดียินร้ายในผู้รับ ก่อนที่จะมีการเส้นสลาก(จับสลาก)ก็จะมีการฟังเทศน์อย่างน้อย1กัณฑ์ต่อจากนั้นก็จะมีการยกของประเคนตามสลากเมื่อเสร็จแล้วพระสงฆ์ก็จะอนุโมทนาและให้พรเจ้าภาพก็กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้กับญาติผู้ที่ล่วงลับไปแล้วเป็นอันเสร็จพิธี
คำถวายสลากภัตต์
.........เอตานิ มะยัง ภันเต สะลากะภัตตานิ สะปะริวารานิ อะสุกัฏฐาเนฐะปิตานิ
ภิกขุสังฆะสะ โอโณชะยามะ สาธุ โน ภันเต ภิกขุสังโฆ
เอตานิ สะลากะภัตตานิ สะปะริวารานิ ปะฏิคคัณหาตุ อัมหากังเจวะ มาตาปิตุ
อาทีนัญจะ ญาตะกานัง ทีฆะรัตตัง หิตายะ สุขายะ อาสะวักขะยาวะหัง นิพานะปัจจัยโยโหตุ
คำแปล
ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวาย ซึ่งสลากภัตและของอันเป็นบริวารทั้งหลายเหล่านี้ อันตั้งไว้แล้วในที่โน้น แด่พระภิกษุสงฆ์ ขอพระภิกษุสงฆ์โปรดรับ ซึ่งสลากภัตกับทั้งของอันเป็นบริวารทั้งหลายเหล่านั้น ของข้าพเจ้าทั้งหลาย เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข แก่ข้าพเจ้าทั้งหลายด้วย แด่ญาติทั้งหลาย อันมีมารดาบิดาเป็นต้นด้วย และเป็นปัจจัยให้ข้าพเจ้าทั้งหลาย สิ้นอาสวะทั้งปวงจนถึงซึ่งพระนิพพาน ด้วย เทอญ ฯ
ประเพณีสลากภัต
การทำบุญสลากภัต มีเรียกชื่อแตกต่างกันไปตามท้องถิ่นเช่น กิ๋นก๋วยสลาก, กิ๋นสลาก, ตานก๋วยสลาก, ในภาษาเขียนใช้ “สลากภัต” หรือ“ทานสลาก” วิธีการทำบุญมีแตกต่างกันไปตามความนิยมในท้องถิ่นของตนประเพณี สลากภัต นี้เป็นประเพณีเก่าแก่ที่เกิดขึ้นในพระพุทธศาสนา ตั้งแต่พุทธสมัยที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังคงพระชนม์อยู่ ปรากฏในพระธรรมบทขุททกนิกายว่า “ พระพุทธองค์สรรเสริญพระสาวกอรหันต์ชื่อ พระโกณฑธานเถระ ซึ่งเป็นผู้มีโชคดีในการจับสลากได้ที่หนึ่งทุกครั้ง พระสาวกทั้งหลายมีความสงสัยว่า ทำไมท่านจึงมีความโชคดีเช่นนั้น พระพุทธเจ้าตรัสบอกแก่ภิกษุสงฆ์ทั้งมวลว่า ท่านเป็นผู้ชอบทำบุญสลากภัตจึงเป็นคนโชคดี”
ประวัติความเป็นมา
ในสมัยพุทธกาล ขณะที่พระพุทธเจ้าประทับ ณ พระเชตวันมหาวิหารนั้น วันหนึ่งนางกุมารีผู้หนึ่งได้อุ้มลูกชายวิ่งหนีนางยักขินีผู้มีเวรต่อกัน หลายชาติแล้ว ติดตามมาจะทำร้ายลูกของนาง นางเห็นจวนตัวจะวิ่งหนีไปที่อื่นไม่ได้ จึงพาลูกวิ่งเข้าไปในวัดพระเชตวัน ในพระวิหารขณะที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมอยู่ นางเอาลูกน้อยวางแทบพระบาทแล้วกราบทูลว่า “ ข้าแด่พระองค์ผู้เจริญ ขอทรงโปรดเป็นที่พึ่งแก่ลูกชายของหม่อมฉันเถิดพระเจ้าข้า ” พระพุทธเจ้าหยุดพฤติกรรมที่จองเวรของนางกุมาริกา และนางยักษ์ขินีด้วยการตรัสคำสอนว่า “เวรย่อมไม่ระงับด้วยเวร” แล้วทรงให้นางทั้งสองเห็นผิดชอบชั่วดี นางยักษ์ขินีรับศีล ๕ แล้วนางก็ร้องไห้สะอึกสะอื้น กราบทูลพระพุทธเจ้าว่านางไม่รู้จะไปทำมาหากินอย่างไรเพราะรักษาศีลเสียแล้ว นางกุมาริกาจึงรับอาสาจะพานางไปอยู่ด้วย นางได้รับอุปการะจากนางกุมาริกาหลายประการ นึกถึงอุปการะอยากจะตอบแทนบุญคุณ จึงเป็นผู้พยากรณ์บอกกล่าวเรื่อง ลมฟ้าอากาศ คือ บอกให้นางกุมาริกาทำนาในที่ดอนในปีฝนมาก ทำนาในที่ลุ่มในเวลาฝนแล้ง นางกุมาริกาได้ปฏิบัติตามทำให้ฐานะร่ำรวยขึ้น คนทั้งหลายมีความสงสัยจึงมาถามหาสาเหตุ นางจึงบอกว่า นางยักษ์ขินีเป็นผู้บอกกล่าวให้ คนทั้งหลายจึงพากันไปหานางยักษ์ขินีขอให้พยากรณ์ให้ตนบ้าง คนทั้งหลายได้รับอุปการะจากนางยักษ์ขินีจนมีฐานะร่ำรวยไปตาม ๆ กัน ด้วยความสำนึกในบุญคุณ จึงพากันนำเอาเครื่องอุปโภคบริโภคอาหารการกินเครื่องใช้สังเวยเป็นอัน มาก นางจึงนำมาทำเป็นสลากภัต โดยให้พระสงฆ์กระทำการจับตามเบอร์ด้วย
หลักของอุปโลกนกรรม คือ ของที่ถวายมีทั้งของมีราคามาก ราคาน้อย พระสงฆ์องค์ใดได้ของมีค่าน้อยก็อย่าเสียใจ ให้ถือว่าเป็นโชคของตนดีหรือไม่ดี การถวายแบบจับสลากของนางยักษ์ขินีนี้นับเป็นครั้งแรกแห่งประเพณีทำบุญสลากภัต หรือทานสลากในสมัยพุทธกาล
ประเพณีสลากภัตในปัจจุบัน
ประเพณีถวายสลากภัต เป็นวิธีการถวายเครื่องไทยทานแก่พระพระสงฆ์วิธีหนึ่งอันเป็นที่นิยมของชาว เหนือ โดยทั่วไปจะเริ่มใน วันเพ็ญ เดือน 12 ถึงแรม 1 ค่ำ เดือนยี่ เมื่อทางวัดและชาวบ้านตกลงกันว่าจะจัดให้มีการกินสลาก ก่อนวันถวายสลาก ชาวบ้านจะจัดทำพิธีเตรียมสิ่งของเครื่องไทยทาน 1 วัน เรียกวันที่เตรียมของนี้ว่า “วันดา” ชาวบ้านจะจัดเครื่องไทยทานลงใน “ก๋วย” (เป็นตระกร้าหรือชะลอมขนาดเล็กที่สานด้วยไม้ไผ่) เรียกว่า “ก๋วยสลาก” แล้วนำของไทยทานจำพบรรจุลงไป แต่ในปัจจุบันมีการดัดแปลงจาก “ก๋วยสลาก” มาเป็น “กล่องพลาสติก” บรรจุเครื่องไทยทานที่เจ้าภาพมีศรัทธานำมาถวาย นอกจากนี้อาจจะมีการตกแต่งเครื่องไทยทานเป็นต้นกัลปพฤกษ์ ซึ่งทำด้วยไม้ไผ่สูงตามต้องการ นำไม้ไผ่เหลาและทำเป็นวงกลมทำเป็นชั้น ๆ อาจเป็น 3 ชั้น , 5 ชั้น , 7 ชั้น หรือ 9 ชั้น แต่ละชั้นนำเครื่องไทยทานมาผูกติดให้สวยงาม ส่วนบนสุดจะนิยมนำร่ม/ฉัตรมาเสียบไว้ และใช้ปัจจัยผูกติดตามขอบร่มตามศรัทธาของเจ้าของกัณฑ์สลาก สลากแต่ละกองเรียกกัณฑ์ฉลากซึ่งมีเส้นสลากระบุเบอร์และชื่อเจ้าภาพให้พระจับ เมื่อพระจับได้ก็ให้เจ้าภาพนำไปถวายตามเบอร์ของตน ไม่สามารถเจาะจงพระสงฆ์ได้ ถ้าเป็นกองใหญ่พระท่านก็เมตตาไปรับและอ่านข้อความที่เขียนไว้อีกครั้ง กล่าวอนุโมทนาคาถา และให้พร เส้นสลากทั้งหมดจะให้ทางวัดรวบรวมไปเผาต่อไป
ศัพท์ที่ใช้ในพิธีสลากภัต
เส้นสลาก” หมายถึงใบลานหรือกระดาษมาตัดเป็นแผ่นยาวๆ จารึกชื่อเจ้าของไว้ และบอกด้วยว่าอุทิศส่วนกุศลนั้นให้ใครบ้าง คำจารึกในเส้นสลากนั้นมักจะเขียนดังนี้ “สลากกองนี้ หมายมีผู้ข้านายแก้ว นางดี ขอทานให้กับตนตัวในภายหน้า” หมายถึง ถวายทานไว้อุทิศส่วนกุศลไว้สำหรับตัวเอง เมื่อล่วงลับไปแล้วจะได้รับเอาของไทยทานนั้นในปรโลก ซึ่งเป็นความเชื่อของพุทธศาสนิกชนทั่วไปว่า เมื่อทำบุญถวายทานไว้ในพระศาสนาแล้วเมื่อล่วงลับดับขันธ์ไปก็จะได้ไปเสวย
อานิสงส์ผลบุญนั้นในโลกหน้าและจะมีการอุทิศส่วนกุศลนั้นให้ญาติพี่น้องผู้ ล่วงลับไปแล้วเช่น “ผู้ข้าหนานเสนา บางบุ บ้านวังม่วง ขอทานไว้ถึงนางจันตาผู้เป็นแม่ที่ล่วงลับไปแล้วขอให้เป็นสุขเป็นสุขเถิดฯ”เป็นต้น
ก๋วยน้อย
เป็นก๋วยสลากสำหรับที่จะถวายทานไปให้กับผู้ที่ล่วงลับ ซึ่งไม่เพียงแต่ญาติพี่น้องเท่านั้นอาจจะเป็นเพื่อนสนิท
มิตรสหายก็ได้ หรือแม้แต่สัตว์เลี้ยงที่เราเคยรักและมีคุณต่อเราเมื่อครั้งยังมีชีวิตเช่น ช้าง ม้า วัว ควายและสุนัข เป็นต้น
หรือถ้าไม่รู้ว่าจะถวายทานไปให้ใครก็ถวายทานเอาไว้ภายหน้า
ก๋วยใหญ่
เป็นก๋วยที่จัดทำขึ้นใหญ่เป็นพิเศษซึ่งจะบรรจุข้าวของได้มากขึ้น ถวายเป็นมหากุศลสำหรับคนที่มีกำลังศรัทธา
และฐานะดี เป็นปัจจัยนับว่าได้กุศลแรง
สลากโชค
นอกจากจะมี “ก๋วยน้อย-ก๋วยใหญ่” แล้ว ผู้ที่มีฐานะดี การเงินไม่ขัดสน ก็จะจัดเป็นพิเศษที่เรียกว่า “สลากโชค” หรือ "สลากสร้อย" สลากโชคนี้ทำเป็นพิเศษกว่าสลากธรรมดา และในสมัยก่อนมักจะทำเป็นรูปเรือนหลังเล็กๆ มีข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ และรอบๆ เรือนหลังเล็กนั้นจะมีต้นกล้วย ต้นอ้อยผูกติดไว้ และยังมี “ยอด” ปัจจัย หรือของมีค่าเช่น สร้อยคอทองคำ สร้อยข้อมือหรือเข็มขัดนาค เข็มขัดเงินผูกติดไว้ด้วย เพราะเชื่อว่าเมื่อตายไปแล้วหากไปเกิดในภพอื่นๆ ก็จะได้รับสิ่งของที่ได้ถวายไปนี้
กัณฑ์สลาก แต่ละกองสลากเรียก กัณฑ์สลาก ซึ่งจะมีเส้นสลาก1เส้น, “ก๋วย” หรือ กล่องพลาสติกไทยทาน 1กล่อง และหรือ ต้นกัลปพฤกษ์ 1ต้น
อานิสงส์สลากภัต.....เนื่องจากเป็นการทำบุญที่แตกต่างจากธรรมดาเพราะมีการจับสลาก แล้วก็ถวายไปตามรายชื่อพระภิกษุสามเณรที่จับได้นั้น การทำบุญนี้เป็นการไม่จำเพาะเจาะจงว่าจะเป็นพระภิกษุรูปใดหรือสามเณรองค์ใดก็ยินดีถวายทั้งนั้นเป็นการกำจัดกิเลสชนิดหนึ่งเรียกว่าอคติเสียได้
จากข้อความในชาดก
ในอดีตกาลล่วงมาแล้ว มีพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งนามว่า ปทุมมุตตระ อาศัยอยู่ในกรุงสาวัตถีนครเป็นที่โคจรบิณฑบาต ..... มีสามีภรรยาคู่หนึ่งเป็นคนยากจนอนาถา อยู่ในพระนครนั้นแสวงหาเลี้ยงชีพด้วยการรับจ้างหาฟืนขาย อยู่มาวันหนึ่งบุรุษผู้สามีพิจารณาดูการเลี้ยงชีพที่ฝืดเคืองนักก็เนื่องมาจากตนมิได้บำเพ็ญการกุศล มีการให้ทานรักษาศีล สดับรับฟังพระธรรมเทศนาและเจริญภาวนาเป็นต้นในชาติปางก่อนอย่างแน่นอน มาในชาตินี้จึงเป็นคนเข็ญใจไร้ทรัพย์อับปัญญา เมื่อมาพิจารณาดังนี้แล้ว จิตใจก็อยากจะทำบุญให้ทานเพื่อจะได้เป็นนิธิขุมทรัพย์ เป็นเสบียงไปในปรภพเบื้องหน้า จึงปรึกษากับภรรยาของตนตามที่เจตนาดำริไว้นั้น ฝ่ายภรรยาก็คล้อยตามไปด้วยความยินดี และรีบจัดแจงหาเครื่องไทยทาน ตามสมควรแก่กำลังของตน แล้วนำไปสู่อารามทำเป็นสลากภัตพร้อมกับมหาชนทั้งหลาย สามีภรรยาคู่นั้นจับสลากถูกภิกษุรูปหนึ่งจึงน้อมเข้าไปถวายด้วยความปีติ แล้วตั้งความปรารถนาว่าเดชะบุญกุศลผลทานนี้ ขอให้ข้าพเจ้าบริบูรณ์ด้วยยศศักดิ์สมบัติบริวาร ขึ้นชื่อว่าความตกทุกข์ได้ยากเข็ญใจ เหมือนในชาตินี้อย่า ได้พึงมีแก่ข้าพเจ้าในภพต่อ ๆ ไปเลย สามีภรรยาคู่นั้นอยู่ต่อมาจนสิ้นอายุขัยทำกาลกิริยาตายไปแล้วก็อุบัติในดาวดึงส์สวรรค์ สิ้นบุญแล้วก็มาเกิดเป็นพระเจ้าศรัทธาติสสะ ณ เมืองพาราณสี พระเจ้าศรัทธาติสสะนั้นครั้นกลับชาติมาก็คือพระตถาคตนี้เอง เมื่อสิ้นกระแสพระธรรมเทศนาแล้วเหล่าพุทธบริษัท ทั้งหลาย มีพระเจ้าปัสเสนทิโกศลเป็นต้น ก็ชื่นชมผลทานในการถวายสลากภัตเป็นยิ่งนัก


วันเสาร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2560

พุทธาภิเษก

พิธีพุทธาภิเษก
ที่มา : นาวิกศาสตร์ ISSN 0125-4324 ปีที่ 91 ฉบับที่ 12 

    พิธีพุทธาภิเษก คือ พิธีการปลุกเสกประจุพุทธคุณลงในวัตถุมงคล (ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒ หน้า ๗๙๕ และพจนานุกรมเพื่อการศึกษาพุทธศาสตร์ ชุด
“ คำวัด ” โดยพระธรรมกิตติวงศ์ หน้า ๗๐๐)
    โดยใช้พุทธคุณซึ่งมีอยู่ในบทพุทธปริตร หรือ บทพุทธมนต์ หรือโดยใช้สมาธิจิตที่เกิดจากปฏิบัติกรรมฐาน ประจุลงในวัตถุมงคล ต่าง ๆ เช่น พระพุทธรูปจำลอง รูปจำลองพระเกจิอาจารย์ พระบรมรูปจำลองพระมหากษัตริย์-พระราชวงศ์ รูปเทพเจ้า รูปผู้ที่ควรสักการบูชา ปูชนียวัตถุต่าง ๆ ฯลฯ     มิได้หมายถึงพิธีการปลุกเสกเฉพาะพระพุทธรูป จำลองอย่างเดียว
    
ดังนั้นไม่ว่าจะปลุกเสกวัตถุมงคลประเภทใดเรียกว่า พิธีพุทธาภิเษก เหมือนกันหมด โดยเรียกชื่อพิธีตามวัตถุมงคลนั้น ๆ เช่น พิธีพุทธาภิเษก พระพุทธพรประทานราชนาวี พิธีพุทธาภิเษกพระบรมรูปจำลองสมเด็จ พระเจ้าตากสินมหาราช พิธีพุทธาภิเษกรูปจำลององค์จตุคามรามเทพ ฯลฯ     และมีความเชื่อว่า วัตถุมงคลที่ผ่านพิธีพุทธาภิเษกแล้ว ย่อมกลายเป็นวัตถุมงคลที่ศักดิ์สิทธิ์สามารถป้องกันภัยอันตรายและ ให้เกิดความ สวัสดีมีชัยได้
    ปัจจุบันมีศัพท์เรียกพิธีกรรมดังกล่าวงอกขึ้นใหม่และนำมาเรียก ใช้กันทั่วไป เช่น พิธีมังคลาภิเษก พิธีเทวาภิเษก เป็นต้น โดยอาจมีความประสงค์ให้เรียกชื่อพิธีตรงตามวัตถุมงคลนั้นๆ ดังนี้
    - พิธีพุทธาภิเษก คือพิธีปลุกเสกพระพุทธรูปจำลอง และรูปจำลองพระเกจิ อาจารย์ทั้งหลาย
    - พิธีมังคลาภิเษก คือพิธีปลุกเสกพระบรมรูปจำลองพระมหากษัตริย์ พระราชวงศ์ เช่น สมเด็จพระปิยมหาราช พลเรือเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ เป็นต้น
    - พิธีเทวาภิเษก คือพิธีปลุกเสกรูปจำลองเทพเจ้าต่าง ๆ เช่น พระพรหม องค์ จตุคามรามเทพ พระพิฆเณศร์ เป็นต้น
    บางกรณีนำวัตถุมงคลต่าง ๆ มาปลุกเสกในคราวเดียวกันก็มักเรียกพิธีรวมกันก็มี เช่น พิธีพุทธมังคลาภิเษก พิธีพุทธเทวาภิเษก พิธีมังคลเทวาภิเษก เป็นต้น ศัพท์ที่ใช้เรียกพิธีตามวัตถุมงคลต่างๆ ดังกล่าวแม้จะไม่ตรงกับคำเดิมที่ให้ใช้คำว่า พิธีพุทธาภิเษก แต่พิธีการปฏิบัติเหมือนกันทุกพิธี

    พิธีพุทธาภิเษกวัตถุมงคลทุกประเภท มีหลักการปฏิบัติดังนี้
    ๑. เครื่องใช้ในพิธี
      ๑.๑ โต๊ะหมู่บูชา พร้อมดอกไม้ธูปเทียน
      ๑.๒ เครื่องใช้สำหรับพระสงฆ์
           - เครื่องรับรองพระสงฆ์เช่นเดียวกับงานมงคลทั่วไป
           - ตั่ง/ที่นั่งพระมหาเถระประธานฝ่ายสงฆ์
           - อาสน์สงฆ์พระเจริญพระพุทธมนต์ ๙ รูป (พิธีหลวงหรือพิธีทาง ราชการ ๑๐ รูป)
           - อาสน์สงฆ์พระสวดภาณวาร ๔ รูป
           - ตั่ง/ที่นั่งพระเกจิอาจารย์/พระเถระภาวนาจารย์ ๙ รูป(หรือตามความประสงค์)
    จัดให้นั่งรอบวัตถุมงคล
      ๑.๓ เครื่องประกอบพิธีพุทธาภิเษก
           - เทียนวิปัสสี ไส้เกินอายุผู้จุด ๑ เล่ม
           - เทียนมหามงคล หนัก ๘ บาท ๒ เล่ม
           - เทียนนวหรคุณ หนัก ๑ บาท ๙ เล่ม
           - เทียนเงินเทียนทอง ๒ เล่ม
           - เทียนชัย ไส้ ๑๐๘ เส้น หนัก ๘๐ บาท สูงเท่ากับเจ้าของพิธี ๑ เล่ม
       (ปักในตู้เทียนชัย)
           - เทียนพุทธาภิเษก หนัก ๓๒ บาท ๒ เล่ม
           - เทียนที่เครื่องกระบะมุก ๑ ชุด
           - ขันสาครใส่น้ำมนต์ ๒ ใบ (ปักเทียนพุทธาภิเษกไว้ตรงกลาง)
           - สายสิญจน์รอบปริมณฑล ขึงเป็นตาข่ายห่างกัน ๑ ช่วงแขน
           - ฉัตรขาว ๕ ชั้น ๖ ต้น ขนาดความสูงตามความเหมาะสมปัก ๔ มุมและ
     ซุ้มประตูทางเข้า
           - ราชวัติ ๔ มุม (๘ ข้าง ยาวข้างละ ๑ เมตร)
           - โต๊ะวางวัตถุมงคลพร้อมปูผ้าขาว ขนาดโต๊ะสูงกว่าที่นั่งพระสงฆ์ตามสมควร
           - พลู ๗ ใบ ซ้อนกันสำหรับดับเทียนชัย
           - บาตรใส่น้ำมนต์สำหรับพระเกจิอาจารย์/พระเถระภาวนาจารย์นั่งปรก ครบทุกรูป
      
๑.๔ เครื่องไทยธรรมถวายพระสงฆ์ในพิธีทั้งหมด

   
๒. ลำดับพิธี
       การกำหนดลำดับพิธีแต่ละพิธีนั้นอาจจะแตกต่างกันบ้าง ขึ้นอยู่กับสถานที่และผู้ เป็นประธานในพิธี แต่ลำดับพิธีการปฏิบัติส่วนใหญ่เป็นไปในแนวทางเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน ในที่นี้ขอนำกำหนดการพิธีมังคลาภิเษกพระบรมรูปจำลองสมเด็จพระเจ้า ตากสินมหาราช(ขณะนั้นเรียกพิธีมังคลาภิเษก) เมื่อ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๔๒ ณ ท้องพระโรง พระราชวังเดิมมาเป็นตัวอย่าง

    กำหนดการ
    สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก เสด็จเป็นองค์ประธานในพิธีมังคลาภิเษกพระบรมรูปจำลองสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ในวันเสาร์ที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๔๒ เวลา ๑๔.๐๐ น. ณ ท้องพระโรง พระราชวังเดิม กรุงเทพมหานคร
    เวลา ๑๔.๐๐ น.
    - ผู้ร่วมพิธีและผู้มีเกียรติพร้อมบริเวณท้องพระโรงชั้นนอก
    - พระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ ๑๐ รูป ขึ้นสู่อาสน์สงฆ์
   เวลา ๑๔.๐๕ น.
   - ประธานในพิธีฝ่ายฆราวาส ถึงบริเวณพิธี
   เวลา ๑๔.๑๐ น.
   - ประธานในพิธีฝ่ายฆราวาส ประธานมูลนิธิฯ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ และผู้เกี่ยวข้องเฝ้ารับเสด็จ
   เวลา ๑๔.๒๐ น.
   - สมเด็จพระสังฆราช เสด็จถึงบริเวณพิธี แล้วเสด็จไปประทับ ณ ที่รับ รองบริเวณท้องพระโรงชั้นนอก

   - ประธานในพิธีฝ่ายฆราวาสจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย แล้วเข้าเฝ้า ถวายเครื่องสักการะ แด่สมเด็จพระสังฆราช
   - พระเถระประธานสงฆ์ให้ศีล จบ
   - ประธานมูลนิธิอนุรักษ์โบราณสถานในพระราชวังเดิม กล่าวถวายรายงานแล้วกราบทูลเชิญสมเด็จพระสังฆราชทรงเจิมและทรงจุดเทียนชัย
   - สมเด็จพระสังฆราช ทรงเจิมและทรงจุดเทียนชัย (ประธานมูลนิธิ ถวายกระปุกแป้งเจิมและเทียนชนวน ขณะทรงจุดเทียนชัย พระสงฆ์เจริญคาถาจุดเทียนชัย พนักงานพราหมณ์ประโคมฆ้องชัย สังข์ แตร ดุริยางค์)
   - พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ และธัมมจักกัปปวัตตนสูตร
   - ประธานมูลนิธิ จุดเทียนวิปัสสี เทียนมหามงคลและเทียนนวหรคุณ (ขณะพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ขึ้นบท พุทฺธํ สรณํ คจฺฉามิ ฯลฯ)
   - สมเด็จพระสังฆราช ทรงนั่งอธิษฐานจิต เจริญบริกรรมภาวนา
   - พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ จบ
   - ประธานในพิธีฝ่ายฆราวาส ถวายเครื่องไทยธรรมแด่สมเด็จพระ สังฆราช
   - ประธานมูลนิธิ ถวายเครื่อง ไทยธรรมแด่พระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ทั้ง ๑๐ รูป
   - พระสงฆ์อนุโมทนา ประธานในพิธีฝ่ายฆราวาส กรวดน้ำ
   - ประธานมูลนิธิ กราบทูลเชิญ เสด็จประพรมน้ำพระพุทธมนต์
   - สมเด็จพระสังฆราช ทรงประพรมน้ำพระพุทธมนต์ ทรงโปรยข้าวตอก ดอกไม้ และเสด็จกลับ       (ประธานมูลนิธิ และผู้เกี่ยวข้อง ส่งเสด็จ)
   - พระสวดภาณวาร ๔ รูป และพระเถระภาวนาจารย์ ๙ รูป เข้านั่งประจำ ที่
   - ประธานมูลนิธิจุดเทียนที่เครื่อง กระบะมุก และเทียนพุทธาภิเษกที่ขันสาคร ข้างตู้เทียนชัย
   - พระสวดภาณวาร สวดคาถาพุทธาภิเษก
   - พระเถระภาวนาจารย์ นั่งปรก จบ เวลา ๑๕.๒๙ น.
   - พระเถระภาวนาจารย์อาวุโส ประกอบพิธีดับเทียนชัย (พระสงฆ์เจริญ คาถาดับเทียนชัย)
   - ถวายเครื่องไทยธรรมแด่พระสวดภาณวารและพระเถระภาวนาจารย์
   - พระสงฆ์อนุโมทนา ผู้ร่วมพิธีกรวดน้ำ   - เสร็จพิธี

วันพุธที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2560


กำหนดการ พิธีทอดผ้ากฐิน
และ พิธีปั้นพระเจ้าทันใจ
พระปิยพุทธบรมไตรโลกนาถ  ปางยืนภาวนา
และ พิธีสมโภชเปิดพระบรมธาตุเจดีย์ ญาณสังวรานุสรณ์
ณ วัดป่าบัวแก้ว ญาณสัมปันนุสรณ์
วันที่ 22-23 ตุลาคม 2560

 ( การแต่งกาย : ชุดขาว และขอเชิญร่วมถือศีลปฏิบัติธรรม )

วันอาทิตย์ที่22 ตุลาคม 2560

ช่วงกลางคืน : ขั้นตอนพิธีกรรม : ตี 1  เวลา (โดยประมาณ                 
00.19น.    พิธีบวงสรวง โดย อาจารย์บาง และคณะ
จัด ธูป เทียน บูชาบนโต๊ะเครื่องบวงสรวง
 โดย  พล.ร.ต.ปิโยรส -พล.ร.ต.หญิง สพฤดี ปรียานนท์ (ประธานฝ่ายฆราวาส )
           -     อาราธนาศีล อาราธนาพระปริตร (โดย มัคนายก)และร่วมกันรับศีล
00.39น.      พิธีวางอิฐฤกษ์ ปั้นพระเจ้าทันใจ พระปิยพุทธบรมไตรโลกนาถ
ประธานฝ่ายสงฆ์   พระอาจารย์บุญมี ธัมมรโต  วัดป่าศรัทธาถวาย
ประธานฝ่ายฆราวาส       พล.ร.ต.ปิโยรส พล.ร.ต.หญิง สพฤดี ปรียานนท์
ลั่นฆ้องชัย เริ่มปั้น พระเจ้าทันใจ  พระปิยพุทธบรมไตรโลกนาถ ปางยืนภาวนา
                พระสงฆ์ 5 รูป เจริญพระพุทธมนต์ เจริญชัยมงคลคาถา
        โดย ประธานฝ่ายสงฆ์     พระอาจารย์บุญมี ธัมมรโต 
         - หลังจากนั้นคณะศรัทธาประชาชนสวดตามบทสวดที่เตรียมไว้ 
(พร้อมกับเปิดCDประกอบ)   
                    *   สวดธรรมจักรกัปวัฏนสูตร
                    *   สวดชินบัญชร
                 *   สวดคาถามหาจักรพรรดิ์
                 *   สวดชัยมงคลคาถา (สวดพาหุงฯ)
                 *   สวดชัยใหญ่
                 *   สวดบารมี 30 ทัศ
                 *   สวดอิติปิโส
                 *   สวดชยันโต
07.00น.      พระภิกษุสงฆ์รับบิณฑบาตที่ลานพระเจดีย์
07.30น.      ถวายจังหันแด่พระภิกษุสงฆ์
08.00                   ผู้ร่วมพิธีร่วมรับประทานอาหาร
09.30น.      พิธีถวายผ้าพระกฐิน  แด่สงฆ์ ณ วัดป่าบัวแก้วฯ
                   เจ้าภาพกฐินสามัคคี-
รร.บางกอกพัฒนา+คุณแม่จิตต์สมรอุดหนุนและครอบครัว
11.30                   ร่วมรับประทานอาหาร

15.39น.     พิธีบรรจุหัวใจพระเจ้าทันใจ
( รวมทั้งวัตถุมงคล สิ่งของมีค่า ไว้ในองค์พระเจ้าทันใจ)
  ประธานฝ่ายสงฆ์ พระอาจารย์บุญมี ธัมมรโต                       
พ่อแม่ครูจารย์บุญมี เมตตาจุดเทียนชัยมงคล
-เทียนนวโลกุตระเป็นเทียนหนัก 2 บาท 9 เล่ม
และบรรจุหัวใจของพระเจ้าทันใจ
                            

18.19 น.     พิธีพุทธาภิเษกฉลองพระเจ้าทันใจ 
สวดมนต์สมโภชองค์พระบรมธาตุเจดีย์
                   - ตั้งโต๊ะหมู่บูชาพระพุทธรูป (จัดดอกไม้ ธูป-เทียน)
- พระสงฆ์ เจ้าภาพ และคณะศรัทธา ทายกทายิกา มาพร้อมกัน  ณ บริเวณพิธี
                   - จุด ธูป เทียน บูชาพระรัตนตรัย (เทียน ซ้าย ขวา )
 โดย  พล.ร.ต.ปิโยรส -พล.ร.ต.หญิง สพฤดี ปรียานนท์
(ประธานฝ่ายฆราวาส )
                   -  ไหว้พระ รับศีล
                   - นิมนต์ พระเถระในพิธีเป็นประธานเป็นผู้เจิมและจุดเทียนชัย
ตรงบริเวณด้านหน้าที่ตั้งองค์พระเจ้าทันใจ (เตรียมเทียนชัย 1 เล่ม  โดยจุดตลอดไปจนถึงเวลาสิ้นพิธีแล้วจึงดับเทียน)
                   - จุดเทียนมงคลชัย ซ้าย-ขวา ข้างตู้เทียนชัย 
ตรงบริเวณด้านหน้าที่ตั้งองค์พระเจ้าทันใจ (ใช้เทียนหนัก 32 บาท 1 คู่ & เตรียมขันใส่น้ำ 2 ใบ ลอยด้วยดอกบัว 9 ดอก/ขัน (รวม 18 ดอก)จุดเทียนโดย พล.ร.ต.ปิโยรส -พล.ร.ต.หญิง สพฤดี ปรียานนท์ (ประธานฝ่ายฆราวาส )            
- นิมนต์พระสงฆ์ประธานโครงการฯ จุดเทียนโสฬสมงคล
(จำนวน 16 เล่ม )โดย       พระอาจารย์บุญมี ธัมมรโต                
- เมื่อประกอบพิธีกรรมต่างๆ ทุกอย่างจนครบถ้วนบริบูรณ์ดีแล้ว ก็ถือว่าเสร็จสิ้นพิธี สำหรับ พิธีพุทธาภิเษก ต่อด้วยทำวัตรเย็น –สวดมนต์ และรับฟังพระธรรมเทศนาตลอดคืน

จันทร์ 23 ต.ค. 60     -พิธีเปิดพระบรมธาตุเจดีย์ ญาณสังวรานุสรณ์
-ฉลองพระเจ้าทันใจ -พระปิยพุทธบรมไตรโลกนาถ-

05.39น.              พิธีเบิกเนตรพระเจ้าทันใจ พระปิยพุทธบรมไตรโลกนาถ
                        - ถึงเวลาใกล้รุ่ง (ประมาณตี 5) พระสงฆ์พร้อมกันสวดเบิกพระเนตร
- นิมนต์พระสงฆ์ จำนวน 5 รูป สวดเบิกพระเนตร
                        -  เมื่อพระสงฆ์สวดถึงบท อะวิชชาปัจจะยา
ประธานสงฆ์จุดเทียนประจำ   แว่นตาพระเจ้า 9 เล่ม
“แว่นตาพระเจ้า ถือเป็นเครื่องสักการะที่ใช้ในการสมโภชน์พระพุทธรูป ในพิธีกรรมจะใช้กระจกหรือแก้วสะท้อนแสงอาทิตย์เข้าสู่ดวงเนตรพระพุทธรูป เป็นการแสดงถึงการปลุกให้ตื่นหรือเบิกพระเนตร แก้วกระจกสามดวง หมายถึง ญาณทั้งสามของพระพุทธองค์ในการตรัสรู้ คือ ปฐมยาม การระลึกชาติได้ มัชฌิมยาม การมองเห็นโลกมนุษย์ สวรรค์ นรก และปัจฉิมยาม คือการดับกิเลสทั้งมวล”
-      และเปิดผ้าขาวที่ปิดพระพักตร์ ( พระเศียร ) ของพระเจ้าทันใจออก พร้อมกับแกะขี้ผึ้งที่ปิดพระเนตร และที่ปิดพระโอษฐ์ออกให้หมด
-      ในขณะที่แกะขี้ผึ้งออกนั้น ให้บริกรรมพระคาถาว่า               สะหัสสะเนตโต เทวินโต เนตโต ทิพพะจักขุง วิโสธายิ พุทธายะ พุทธะจักขุ ธัมมะจักขุ สังฆะจักขุ ทะวายะ สะวาหะ ฯ 3 จบ
-      แล้วเอาน้ำมันจันทน์เช็ดที่พระเนตร และพระโอษฐ์ เอาพัดหางนกยูงพัดวี 3 ครั้ง แล้วเอา แว่นสายตาพระเจ้า แกว่งตรงหน้าพระพุทธรูป เสร็จแล้วกลับหน้าแว่นออกมาด้านนอกทุกใบฯ
-      เมื่อพระสงฆ์สวดเบิกพระเนตรจบลงให้เจ้าภาพ คณะศรัทธา ทายกทายิกา ตีฆ้อง  เพื่อสักการะบูชา พระเจ้าทันใจ
-      และเมื่อรุ่งอรุณมาถึง ก็ถึงเวลาโอกาสถวายข้าวมธุปายาส 49 ก้อน แด่พระเจ้าทันใจ โดยให้หญิง ที่สมมติเป็นนางสุชาดา เป็นผู้นำไปประเคน พระสงฆ์ผู้เป็นประธาน
-      เสร็จแล้วให้พระสงฆ์ นำไปถวายพระเจ้าทันใจทีหนึ่ง
-      เมื่อถวายข้าวมธุปายาสเสร็จแล้ว พระสงฆ์สวดคาถาดับเทียนชัย
-       
***** เมื่อได้ปฏิบัติตามวิธี และเจตนาอันบริสุทธิ์ตามโบราณประเพณีแล้ว ก็จะเป็นศรีสง่าแก่พระพุทธศาสนา และเป็นอุดมมงคลแก่บรรดาพุทธบริษัท ผู้มากราบไว้ไปชั่วนิรันดร์กาลแลฯ

07.00น.                พระสงฆ์รับบิณฑบาต บริเวณองค์เจดีย์(บันไดทางขึ้น)
08.00น.                ถวายภัตตาหารเช้าแด่พระสงฆ์     บริเวณองค์เจดีย์
08.39น.                พล.ร.ต.ปิโยรส -พล.ร.ต.หญิง สพฤดี ปรียานนท์
กล่าวนำถวายพระเจ้าทันใจ พระปิยพุทธบรมไตรโลกนาถ  ปางยืนภาวนาและผ้าป่าร่วมสร้าง พระบรมธาตุเจดีย์ “ญาณสังวรานุสรณ์”                           
11.19 น.             -พิธีเปิดพระบรมธาตุเจดีย์ “ ญาณสังวรานุสรณ์”
                             ในวาระการสวรรคตของท่านเจ้าพระคุณสมเด็จครบ 4 ปี
คณะสงฆ์ คณะกรรมการ และแขกผู้มีเกียรติ ให้การต้อนรับประธานสงฆ์ในพิธี
พระธรรมมงคลวุฒาจารย์ ปูชนียฐานประยุต วิสุทธิสีลาจารวิมลสกล      ภารธุราทร ยติคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี อดีตเลขานุการ ในองค์   สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก
เดินทางถึงพระบรมธาตุเจดีย์ พักผ่อน   ณ ที่นั่งประธานในพิธี
                   ประธานมูลนิธิดวงแก้วฯ กล่าวรายงาน เสร็จแล้วกราบอาราธนา
จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย
11.19 น.           ประธานในพิธีจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย
                   พิธีกร กล่าวคำอาราธนาศีล อาราธนาพระปริต
                   พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์-ชัยมงคลคาถา
11.39 น.     ประธานโครงการเทิดพระเกียรติ พระอาจารย์ บุญมี ธัมมรโต
นำ พระธรรมมงคลวุฒาจารย์ ไปยัง พระบรมธาตุเจดีย์ 
ญาณสังวรานุสรณ์เพื่อทำพิธีเปิด พร้อมบรรจุพระธาตุของ
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 19
แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ในองค์พระเจดีย์  เสร็จแล้ว นำชมภายใน
องค์พระเจดีย์เสร็จแล้วเข้าที่พัก ณ ปะรำพิธีภายนอก
11.59 น.     พิธีกรเบิกผู้มีอุปการคุณจำนวน19ท่านเข้ารับของที่ระลึกจากประธาน
12.29 น.     คณะกรรมการกราบถวายปัจจัยไทยธรรม พร้อมฉลากภัต แด่ท่านเจ้าคุณธรรม ฯ และพ่อแม่ครูอาจารย์ที่มาร่วมพิธี เสร็จแล้วพระสงฆ์กล่าวสัมโมทนียคถาและให้พร

***เจ้าภาพสลากภัตนำไทยธรรมกราบถวายพระสงฆ์ที่จับฉลากของตนได้พร้อมนำส่งประธาน และพ่อแม่ครูอาจารย์ที่เมตตามาร่วมงานเพื่อเดินทางกลับ
12.30 น.               เสร็จพิธี  แขกผู้มีเกียรติ เรียนเชิญรับประทานอาหารร่วมกัน