วันศุกร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2564

11มิย64 วันเกิดปี่ที่63

 




วันคล้ายวันเกิดปีที่หกสิบสาม

           อีกครั้งหนึ่งที่วันคล้ายวันเกิดผ่านมา เหลืออีกหกเจ็ดปีแล้วซินะ ตั้งแต่เล็กจนโตผ่านวันเวลาและเรื่องราวมากมาย ค้นหาไขว่คว้าแสวงหาคำตอบของคำถามในใจ “เกิดมาทำไม?” แม้เป็นเพียงแค่คำถามสั้นๆ แต่หาคำตอบยากยิ่งแล้วจริงๆ  แต่ละช่วงของชีวิตมักใช้ไปกับการแสวงหา แต่ก็ไม่ต่างกับผู้คนทั่วไป เติบโต ร่ำเรียนหนังสือ เล่นกีฬา แต่ด้วยโรคภัยไข้เจ็บจึงทำให้มักใช้เวลาอยู่กับหนังสือเสียมาก และยังมีโอกาสได้ใกล้ชิดกับครูบาอาจารย์หลายๆท่าน ได้เรียนศึกษาหาความรู้ต่างๆเพิ่มขึ้น ทั้งพ่อแม่ครูอาจารย์วิริยังค์  หลวงปู่สำราญ ท่านพุทธทาส สมัยเรียนก็ยังมีครูอาจารย์อีกหลายๆท่านเมตตาสั่งสอนวิชาการต่างๆมากมาย มีอาจารย์ท่านหนึ่งจาก สแตนฟอร์ด สอนให้เราหัดวางแผนชีวิต คำที่ท่านใช้สอนคือ-Ten year planning-  ทำให้คิดว่าเกิดมาเพื่อเรียนรู้และสร้างความสำเร็จให้ชีวิต ?

            ผ่านไปหลังเรียนจบ ก็ได้วางแผนไปเรียนต่อในต่างประเทศ มีโอกาสศึกษาเรียนรู้ทั้งวิชาการทางการแพทย์ ศาสนาศิลปะวัฒนธรรมฯ ในหลายประเทศ มีโอกาสได้เข้าทำงานร่วมกับผู้บริหารของสมาคมแพทย์นานาชาติหลายแห่งสิ่งเหล่านี้ ทำให้เกิดการเรียนรู้ถึงจุดหมายของแพทย์หลายๆท่าน  เราเองก็อาจเป็นเช่นกัน  จนกลับมาเมืองไทยพร้อมกระดาษในมือที่เขียนสิ่งที่อยากจะกระทำหลังกลับประเทศ18ข้อ 

            จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิต คือการที่คุณแม่ป่วยเป็นมะเร็ง และการที่อาจารย์ศัลยเวทชวนไปออกหน่วยแพทย์ในต่างจังหวัด แผนที่วางไว้ว่าจะสร้างรพ.มหาวิทยาลัย ทำโรงงานเครื่องสำอางที่อุตส่าห์ไปเรียนมาทั้งญี่ปุ่นและอเมริกาจึงต้องล้มไป เอาเวลามาออกหน่วยผ่าตัดรักษาผู้พิการในต่างจังหวัดทั้งในและต่างประเทศ เวลาที่เหลือก็ยังได้ดูแลคุณแม่ที่เป็นมะเร็งนานถึง14ปี  วันเวลาที่ได้ใช้ชีวิตอยู่กับผู้คนในต่างจังหวัด ออกหน่วยแพทย์ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสพิการ กับเพื่อนๆที่มีใจบุญใจกุศล ได้ค่อยๆหล่อหลอมให้เราเปลี่ยนไปจากชีวิตที่เราใช้ในวัยเด็กและในต่างประเทศที่แตกต่างกันมากมาย จนปี พ.ศ.2551 มีก้อนเนื้องอกที่ใต้ตาซ้าย หลังผ่าตัดการมองเห็นไม่ดีนักจึงงดออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ไป

                ตั้งแต่เด็กที่ได้ครูจารย์วิริยังค์หัดนั่งสมาธิ ต่อมาก็เป็นหลวงพ่อสำราญศิษย์ท่านพ่อลี ที่ได้หลักปฏิบัติภาวนาตามแนวท่านพ่อมา และท่านพุทธทาสที่เราได้ไปศึกษาหาความรู้ที่สวนโมกข์ตั้งแต่เก้าขวบ ในต่างประเทศก็ยังได้เรียนภานาทุกสัปดาห์กับพระชาวญี่ปุ่น และพระมหายานหลายท่าน แต่ที่สำคัญคือหลังจากที่กลับมาเมืองไทยก็ได้พ่อแม่ครูบาอาจารย์องค์หลวงตาพระมหาบัวสั่งสอน และทุกครั้งที่เราได้ออกหน่วยแพทย์ในต่างจังหวัดก็จะมีโอกาสได้กราบศึกษาขอความรู้จากพ่อแม่ครูอาจารย์ในพื้นที่นั้นๆทุกครั้งตลอดทุกๆเดือนเป็นเวลากว่ายี่สิบปี จนทำให้มีโอกาสบรรพชาอุปสมบทถึงสี่ครั้ง สิ่งนี้จึงเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่หล่อหลอมเราให้เปลี่ยนแปลงไปอีก

               ชีวิตมนุษย์นั้นอาจมิได้เป็นไปดังใจเสมอมักถูกหล่อหลอมไปตามประสบการณ์ของชีวิตที่เราซึมซับเข้าไปทุกขณะๆ  เราอาจมีอุดมการณ์ผลักดันให้เคลื่อนไปในทิศทางที่เราต้องการ ร่วมกับการใช้ชีวตสังคมและผู้คนเพื่อนฝูงผู้ร่วมงานที่อยู่รอบข้างเราค่อยๆเบี่ยงเบนชีวิตเราไปตามสภาพแวดล้อมนั้น แม้เรามักจะบอกว่าเราเป็นผู้ลิขิต แต่จะจริงหรือไม่ คงต้องตอบกันเองแต่ละคนแล้วครับ เวลาในชีวิตเรานั้นแต่ละคนล้วนมีมิมากนัก ร้อยปีก็มีน้อยนักที่จะไปถึง ไม่ว่าจะฉลาด มีความรู้ มีชื่อเสียง เงินทอง มากมาย ก็ต้องเจ็บป่วย แก่ชรา สุขทุกข์ไปตามท่วงทำนองชีวิตที่เราผ่านไป จะมีทุกข์ตลอดหรือสุขยั่งยืนยาวนานตามประสงค์ก็ไม่เคยมีผู้ใดทำได้  ธรรมะ- ที่องค์พระบรมศาสดาประทานให้พวกเรานั้น ล้วนชี้นำสั่งสอนเรื่องของชีวิตไว้อย่างสมบูรณ์ ไม่มีตำราวิชาใดๆที่จะแสดงให้เราเข้าใจชีวิตได้อย่างแท้จริงเท่าพระธรรมคำสอนขององค์พระบรมศาสดา

                ชีวิตในวันนี้ สุขสงบ ผ่านไปเพียงมืดกับแจ้ง ทำงานเล็กๆน้อย ตอบแทนผู้คนรอบกาย พ่อแม่-ครูบาอาจารย์-เพื่อนฝูงมิตรสหาย ขอบคุณสวรรค์ที่ได้มีโอกาสที่แสนดี ได้พ่อแม่ครูอาจารย์ สหายรอบกายที่แสนดี ช่วยเหลือสนับสนุนสรรสร้างโครงการสาธารณประโยชน์ แบ่งปันสิ่งดีๆให้กับผู้คนและสรรพชีวิตในโลกใบนี้ หกสิบกว่าปีนี้นับว่าคุ้มค่าแล้ว อีกหกเจ็ดปีต่อไปไม่ว่าอะไรจะเกิดอะไร ก็คงจะมุ่งกระทำตามแนวทางที่พ่อแม่ครูบาอาจารย์พาดำเนินต่อไปแล้วครับ วันเวลาที่แข็งแรง สามารถแสวงหาเวลาไปกราบเยี่ยมเยียนรับฟังธรรมโอวาทพ่อแม่ครูอาจารย์ร่วมกับมิตรสหายนั้น นับวันก็จะยิ่งน้อยลงๆ การจะรับใช้งานพ่อแม่ครูอาจารย์ดังที่เคยกระทำนั้นก็คงไม่สามารถกระทำได้ดังเคยแล้ว คงได้แต่จะใช้เวลาอย่างสุขสงบแล้ว  กราบขอบพระคุณทุกๆท่านแล้วครับ

วันพฤหัสบดีที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2564

"ไซอิ๋ว" คืออะไร




 ทำไมไซอิ๋วจึงเป็นนิยายที่ทรงอิทธิพลของจีน ไม่ใช่แค่มันแฟนตาซีเท่านั้น แต่ไซอิ๋วคือ การกางพระไตรปิฎกออกมา แล้วเขียนใหม่ในมุมนิทาน 


"พระถังซำจั๋ง" คือศรัทธา จะไปชมพูทวีป ต้องเริ่มจากมีศรัทธาก่อน พกจิตไปด้วยซึ่งจิตคนเรา ประกอบด้วย..


โทสะ - หงอคง โกรธ 

โลภะ - ตือโป๊ยก่าย โลภ 

โมหะ - ซัวเจ๋ง ความไม่รู้


ก็แค่นั้น จนเจอที่เขาอธิบายใน Google แต่ละบทแบบละเอียด ทึ่งในความสามารถของคนแต่งเลยค่ะ


"หงอคง" แปลงกายได้ เหาะเหิน เดินอากาศได้ ทำอะไรก็ได้ เพราะหงอคง คือจิตคนเรา ที่เป็นลิง ไม่อยู่นิ่ง คิดไปเรื่อย แค่คุมให้ตามลมหายใจยังยากเลย ดังนั้น ถ้าเราคุมหงอคงได้.... การไปชมพูทวีปจะง่ายขึ้น ... เป็นต้น

และเมื่อไหร่ก็ตามที่เราโกรธ - โทสะเราจะเหมือนหงอคง เวลาแผลงฤทธิ์ พังพินาศ ราบเป็นหน้ากลอง


แต่หงอคงแพ้อะไร ? โดนขังไว้ที่ไหน ? 

ใช่แล้ว แพ้ฝ่ามือยูไล โดนขังไว้ที่เขา 5 นิ้ว 


ฝ่ามือยูไล และเขา 5 นิ้ว แทน "ขันธ์ 5 "

ต่อให้จิตแน่แค่ไหน สุดท้ายก็ไม่พ้นขันธ์ 5

ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ


นอกจากนี้หงอคงยังมีกระบองวิเศษจัดการปีศาจได้ตลอด กระบองนั้นแทนปัญญา แต่ทว่า มีจิต กับปัญญา แค่นั้นยังเกิดปัญหาได้ 


พระยูไลจึงประทานมงคล มารัดหัวไว้ ให้พระถังซำจั๋งคอยดูแล มงคลนั้นก็แทน "สติ" ซึ่งมงคลเป็นรัดเกล้า 3 ห่วงคล้องกัน แทนไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกข์ขัง อนัตตา


ปีศาจแต่ละตัว แทนกิเลสที่เราต้องค่อยกำจัดออกไป


ตอนเจอกันครั้งแรกเห้งเจียบอกพระถังว่า..

"จะไปชมพูทวีป ผมพาพระอาจารย์ตีลังกาไป 7 ทีก็ถึง

มามัวเสียเวลาเดินทำไมกัน ไม่เข้าใจ" พระถังบอกว่า 

"ไม่ได้..ต้องเดินไป"


ปริศนาธรรมข้อนี้บอกว่า จิต+ปัญญา ฟังเขาเล่า ฟังเขาบอก คิดเอาเองก็บอกง่าย แป๊บเดียวก็ไปถึงนิพพานละ

เช่น คนเล่าให้ฟังเรื่องอริยสัจ 4 ทางดับทุกข์ ก็บอกฟังเข้าใจละ.. แต่จริงๆ แล้ว ยังไม่เข้าใจ..


ธรรมมะต้องลงมือปฎิบัติ เหมือนหงอคงบอกตีลังกาไป 7 ที มันไปไม่ถึงเพราะเอาเร็วเข้าว่า แต่ขาดความเข้าใจ ต้องค่อยๆ เดินไป ศึกษาไป ปฎิบัติไป จึงจะถึง...


โป๊ยก่าย คือศีล 8 

ซัวเจ๊ง คือสมาธิ


ศรัทธา + ปัญญา + ศีล + สมาธิ จึงจะพ้นทุกข์


แต่บางครั้งปีศาจบางตัวก็เก่งเหลือเกิน

ต้องไปตามเจ้าแม่กวนอิมมาช่วย

เจ้าแม่กวนอิม คือ เมตตา 


ปัญญา + เมตตา จะกลายเป็นสัมมาทิฏฐิ ธรรมชั้นสูงซึ่งปราบกิเลสได้เสมอ แต่เจ้าแม่กวนอิม มักให้เห้งเจียลองสู้จนหมดแรงก่อน ถึงมาช่วย เหมือนหากมีกิเลส ควรใช้ปัญญาลองขจัดดูก่อน เกินกำลังแล้วจึงใช้เมตตา..ปล่อยวาง


ถ้าเกินกำลังเมตตา เจ้าแม่กวนอิมช่วยไม่ไหว

คนสุดท้ายที่มักมาช่วย คือ พระยูไล

พระยูไล แทน พระอริยสงฆ์ 


ลำดับปีศาจแต่ละตัวในเรื่องก็สุดยอดมาก

เช่น เมื่อเริ่มเดินทาง ก็พบโจรทั้งหก ขัดขวางไม่ให้ไป

สุดท้ายเห้งเจียเลยเอากระบองตีจนตาย


โจรทั้งหกคือ "อายตนะ 6" คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และอารมณ์ ต้องเอา ปัญญา (กระบอง) ฟาดให้ตายก่อนถึงเริ่มออกเดินทางได้

แล้วก็จะเจอปีศาจไปเรื่อยๆ 


สรุป ศรัทธา + ปัญญา + ศีล + สมาธิ.. ออกเดินทาง

กำจัดกิเลส.. ไปจนถึงชมพูทวีป แล้วได้อะไร ?


ตอนจบพระถังซำจั๋งและคณะ มาถึงแม่น้ำแห่งหนึ่ง

สายน้ำเชี่ยวกรากมาก ไม่รู้จะข้ามไปยังไง

จนเจอเรือไร้ท้องเรือ จอดอยู่ พระถังกังวลมาก

เรือไม่มีท้องเรือจะพาข้ามฟากได้อย่างไร?


แต่สุดท้ายก็ยอมใช้เรือข้ามไป

แม่น้ำเชี่ยวกรากแทนกองกิเลส

เรือนั้นแทน "สุญญตา" ความไม่ยึดมั่นถือมั่น


เมื่อข้ามมาแล้วก็ถึงชมพูทวีป

และได้คัมภีร์มา..เป็นหนังสือเปล่าหนึ่งเล่ม

แทนธรรมมะ ซึ่งก็คือความว่างเปล่า ...

หรือ "นิพพาน" นั่นเอง


แต่สุดท้าย.. เห้งเจียขอให้มีอะไรกลับไปเมืองจีนหน่อย

เพราะคนธรรมดาคงไม่เข้าใจ

เลยได้คัมภีร์มาอีกเล่มนึง เต็มไปด้วยอักษร

เป็นบันทึกการเดินทาง เรียกว่า "พระไตรปิฎก" ...


เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้


อ่านแล้วต้องคารวะคนแต่งเลย ....

🍃🌸 #  ยิ่งแก่  ฉันยิ่งเก่ง   ความแก่ของฉัน “ มันไม่ใช่ภาระ ”

         " อย่าหยุด "  ที่จะทำ 13 ข้อนี้


1).   อย่าหยุด  ที่จะทำงาน  เพราะจะทำให้ชีวิตเรา  กลายเป็นไร้ค่า

        กว่าจะรู้ตัว   บางเรื่องก็สายไปเสียแล้ว


2). อย่าหยุด  ที่จะออม   ไม่ว่าจะออมด้วยวิธีไหน   ก็ต้องรู้จักออม

        ทั้งซื้อพันธบัตรรัฐบาล ซื้อหุ้น ฝากธนาคาร ออมผ่านบริษัทประกันชีวิต 

        จะซื้อทอง  หรือซื้อที่ดิน   ก็จงรีบออมตั้งแต่เนิ่นๆ   อย่ารอพึ่งคนอื่น

        ยามเดือดร้อน   เพราะ  เขาก็มีภาระของเขาเหมือนกัน


3). อย่าหยุด  ในการดูแลตัวเอง  จงหล่อตามวัย  ใส่ใจตัวเองเสมอ

        อย่าได้ปล่อยตัวเองโทรม  จนกลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำบ้านเด็ดขาด


4). อย่าหยุดฉลาด  อย่าหยุดอ่าน  อย่าหยุดเขียนเขียน  จงเรียนรู้ต่อไปทุกวัน

      พยายามหาความรู้ใหม่ๆ ทุกวัน   เพราะ   ความรู้ทำให้องอาจ


5). อย่าหยุดหาเงิน  พยายามให้มีประตูมากกว่าหนึ่งบาน ให้เงินไหลเข้ามา เพราะถ้าบานหนึ่งปิด ก็ยังมีบานอื่นเปิดอยู่  นอกจากนั้น  ชีวิตที่สามารถ

พึ่งตนเองได้  จะทำให้ตนเองมีค่ามากยิ่งขึ้น  เมื่อยังหาเงินใช้ได้เอง


6. อย่าหยุดคบเพื่อน   โดยเฉพาะเพื่อนเก่าที่ดีๆ จงพยายามหาเวลาไปพบปะ

    สังสรรค์กัน  พูดคุยรำลึกความหลังอย่างมีความสุขกัน  เพราะจะทำให้เรา

    ไม่พลาดความประทับใจ  กับความสุขบางเรื่องไป


6). อย่าหยุด  ท่องโลกกว้าง  นอกจากความสุขที่ได้บินออกไปนอกรัง สู่โลก

      กว้างแล้ว  ความรู้ใหม่ๆจากการได้พบเห็น  ยังมากขึ้นอีกด้วย เสมือนหนึ่ง

      เติมไฟให้กับชีวิตและใจของเราเอง  ตอนนี้ไปเป็น ขับรถเป็น  ก็จงรีบไป

      ก่อนที่จะหมดโอกาส ขับไม่ได้ ไปเองไม่เป็น กลายเป็นหมาเฝ้าบ้าน


8).  อย่าหยุด ที่จะหาของอร่อยกิน  และต้องเลือก  คัดสรรค์  ที่ไม่ทำให้อ้วน

       และไม่บั่นทอนสุขภาพ  ลิ้นยังรับรสได้ดี  กินอะไรอร่อย   ก็รีบๆกินซะ

       ตอนนี้ยังกินได้ดี  อยากกิน  มีให้กิน  จงกิน ก่อนที่จะหมดโอกาสกิน


9).  อย่าหยุดเล่นกีฬา อย่าหยุดออกกำลังกาย  จิตใจที่ดีควรอยู่ในร่างกาย

       ที่แข็งแรง จะได้มีชีวิตอยู่เป็นผู้สูงวัย  ที่ไม่เป็นภาระกับลูกหลาน


10).  อย่าหยุดรักตัวเอง  ถ้าเราไม่รักตัวเองก่อน แล้วจะให้ใครมารัก  รักตัวเอง

         ก็ต้องใส่ใจตัวเองในทุกเรื่อง ผลของการใส่ใจตัวเอง  จะทำให้เราดูดี

         ในทุกเวลา  ทุกอิริยาบถ


11).  อย่าหยุดกตัญญู   คนกตัญญูรู้คุณคน มักจะสบความสำเร็จ

          รู้ว่าเคยเป็นหนี้บุญคุณใคร  ก็รีบไปหา ไปตอบแทนซะให้หมดหนี้

          อีกหน่อยเมื่อใด  ความสามารถหมดไป  ตอบแทนชาติหน้า จะไม่ทัน


12). อย่าหยุดทำบุญสร้างกุศล  เพราะจะทำให้จิตใจผ่องแผ้วเบิกบาน และส่ง

        ผลให้เรา มีความสุขมาจากข้างใน  อันเป็นความสุขที่แท้จริงของชีวิต


13). อย่าหยุด  ทำสิ่งที่ชอบ   เพราะไม่มีใครรู้   ว่าเราจะทรงความสามารถนี้

        ไปได้อีกนานเท่าใด  เมื่อมีโอกาส  และสภาพทำได้  ก็ให้รีบๆทำเสียเถิด


ที่มา : Postread

.

วันอาทิตย์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2564

โครงการ 108 ปี ชาตกาล หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน 12 สิงหาคม 2564

 

 


โครงการ 108 ปี ชาตกาล หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน 12 สิงหาคม 2564

 

พระธรรมวิสุทธิมงคล นามเดิม บัว โลหิตดี ฉายา ญาณสมฺปนฺโน หรือที่นิยมเรียกกันว่า หลวงตาพระมหาบัว    (12 สิงหาคม พ.ศ. 2456 - 30 มกราคม พ.ศ. 2554) เป็นพระภิกษุคณะธรรมยุตินิกาย ชาวจังหวัดอุดรธานี เจ้าอาวาสองค์แรกของวัดป่าบ้านตาด (วัดเกษรศีลคุณ) เป็นวิปัสสนาจารย์สายพระป่าที่มีปฏิปทาที่มั่นคง แน่วแน่ เด็ดขาด และจริงจัง ในประเทศไทย ศิษย์ของพระครูวินัยธรมั่น ภูริทตฺโต (หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต) หลังวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2540 หลวงตาพระมหาบัวได้ดำเนินการทอดผ้าป่าทองคำและเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ เพื่อช่วยพยุงฐานะของประเทศโดยใช้เป็นทุนสำรองของประเทศไทยภายใต้ชื่อ "โครงการผ้าป่าช่วยชาติ โดยหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน"

หลักการและเหตุผล

ด้วยความสำนึกในพระคุณขององค์หลวงตาพระมหาบัวฯ ที่มีต่อมูลนิธิดวงแก้วฯ และพุทธบริษัท ประชาชนคนไทย ที่ท่านมีเมตตาเผยแผ่พระพุทธศาสนาและกิจการทางสาธารณกุศลต่างๆตลอดชีวิตของท่านนั้น เป็นช่วงชีวิตแห่งการทำงานและสร้างผลงาน ซึ่งมิอาจประมวลกล่าวได้อย่างหมดสิ้น ทั้งงาน ด้านพระพุทธศาสนา ด้านการสาธารณสุข ด้านสังคมสงเคราะห์แก่หน่วยงานราชการ โรงเรียน โรงพยาบาล ผู้ด้อยโอกาส สัตว์พิการ ฯลฯ โดยเฉพาะโครงการช่วยชาติ ที่ทำให้ชาติไทยฟื้นตัวกลับจากการเสียหายทางเศรษฐกิจ ได้อย่างรวดเร็วและยังได้เผยแผ่พระธรรมคำสอนขององค์พระศาสดาไปทั่วประเทศไทยอีกด้วย

การดำเนินการ ตามโครงการ

1. จัดสร้างพระบรมธาตุเจดีย์  ๑๐๘ ปี หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน

       ณ วัดป่าศรัทธาถวาย จ. อุดรธานี ขนาดฐานประมาณ 25*25ม. สูงประมาณ 30ม.

       ( ครูจารย์บุญมี ท่านให้รอพิจารณาก่อน )

2. จัดสร้างอาคารสงฆ์อาพาธ  ๑๐๘ ปี หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน

       ให้รพ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี อาคาร คสล. 2 ชั้น ขนาดประมาณ 10*40ม.

       ห้องพิเศษ 9ห้อง ห้องพิเศษรวม 4 เตียง 2 ห้อง  และห้องสงฆ์สองห้อง

       งบประมาณเบื้องต้น 30 ลบ.

3. จัดสร้างอาคาร“๑๐๘ ปี หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน” รพ.หนองปรือ

    จ.กาญจนบุรี  งบประมาณ 15 ล้านบาท

4. จัดสร้างศาลา “๑๐๘ ปี หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน

      เป็นอาคาร คสล.ชั้นครึ่งขนาด 8*16 เมตร

      ณ วัดป่าบัวแก้ว ญาณสัมปันนุสรณ์ อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี

     งบประมาณเบื้องต้น 2 ลบ.

5. บูรณะเสนาสนะวัดป่าบัวแก้ว ญาณสัมปันนุสรณ์

      สร้างพระอุโบสถ ผูกพัทธสีมา ฝังลูกนิมิต ทำถนนเข้าวัดและภายในวัด

      ปิดทองพระเจดีย์บัวแก้วฯ         งบประมาณเบื้องต้น 9 ลบ.

6. จัดทำระบบไฟฟ้าให้หมู่บ้านหาดผาดำและรพ.สต.บ้านคำหวัน ต.แม่ตื่น จ.ตาก

      ประมาณ 60 หลังคาเรือน ภายใต้การดูแลของพระอาจารย์มหาสมควร วัดถ้ำผาดำ

      ระบบไฟฟ้าโซล่าเซลล์ที่รพ.บ้านแหลม  และที่วัชรธรรมสถานเป็นต้น

      งบประมาณเบื้องต้น 2 ลบ.

7.   จัดบรรพชา อุปสมบท พระสงฆ์ เพื่อสืบต่อพระพุทธศาสนาและรักษาพระธรรมวินัย

      เริ่ม9พ.ค.64 -ฉลองอุโบสถวัดป่าบัวแก้ว

 

8.  บำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ช่วยเหลือผู้พิการและด้อยโอกาส เช่น มอบอุกรณ์

      ของใช้จำเป็น / สร้างบ้านให้ผู้ป่วยพิการ  สร้างห้องน้ำให้ รพ.หอมศีล เป็นต้น

      งบประมาณเบื้องต้น 1 ลบ.

9.   สร้างอาคาร 108ปี หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน ให้รร.ในชนบทที่ได้รับการคัดเลือก

 

 

 

 

ระยะเวลาในการดำเนินการ   ระหว่างปีพ.ศ. 2563 – ปี พ.ศ. 2566

 

งบประมาณ     ในการดำเนินการ เบื้องต้น 70 ล้านบาท

 

ที่ปรึกษาโครงการ

วัดป่าบ้านตาด อุดรธานี, วัดป่าศรัทธาถวาย หนองวัวซอ อุดรธานี

วัดป่าบัวแก้ว ญาณสัมปันนุสรณ์ ทองผาภูมิ กาญจนบุรี

 

ผู้รับผิดชอบโครงการ

มูลนิธิดวงแก้ว ในพระสังฆราชูปถัมภ์

วัชรธรรมสถาน ของหลวงตาพระมหาบัว อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม

 

การร่วมสนับสนุนโครงการ

1. เช็คหรือธนาณัติ สั่งจ่ายในนาม “มูลนิธิดวงแก้ว” ปณ.สมุทรปราการ จ่าหน้าซองถึง

    พล.ร.ต. นพ. ดร. ปิโยรส ปรียานนท์ รน.

    เลขที่ 1/1 ซ.23 กันตะบุตร ถ.สุขุมวิท ต.ปากน้ำ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ 10270

2. ร่วมบริจาคผ่านทาง ธนาคารทหารไทย

   2.1 ชื่อบัญชี “มูลนิธิดวงแก้ว”    เลขที่ 082-229-2876 สาขาอิมพีเรียลเวิลด์สำโรง

   2.2 ชื่อบัญชี “วัชรธรรมสถาน” เลขที่ 040-2-33624-2  สาขา รพ.สมเด็จพระปิ่นเกล้า

    เมื่อโอนเงินแล้วกรุณาส่งหลักฐานการโอนมาที่

    Email: vacharadham@gmail.com หรือ ที่โทรสาร 02-049-7184

3.  ประสานงานสนับสนุนโครงการ โทร.085-1239952 และ 081-8755588

 

ปล.       เสนาสนะป่า “วัดป่าหลวงตาพระมหาบัว” ณ สวนป่ามอกระโดน

       อำเภอเมือง จ.หนองบัวลำภู ในพื้นที่ประมาณ 27ไร่

       ( เนื่องจากเขตที่ดินอยู่ในป่าถาวร จึงไม่สามารถสร้างวัดได้ )

 

พลุกระจายสว่างทั่วฟ้า

 


พลุกระจายสว่างทั่วฟ้า

 

ค่ำคืนหนึ่ง ณ เมืองโบราณ สมุทรปราการ บริเวณพระที่นั่งสรรเพชญปราสาทที่จำลองมาจากพระที่นั่งองค์เดิมสมัยกรุงศรีอยุธยาราชธานีในอดีตที่เคยรุ่งเรืองสวยงามสง่า ประดับประดาด้วยทองและเพชรนิลจินดามากมาย พวกเราเดินผ่านการแสดงชม แสง สี เสียง ที่ทำให้พวกเราร่วมระลึกถึงวันเวลาในอดีต ท่ามกลางท้องฟ้าที่มืดมิดยามพลบค่ำ   พลันก็มีเสียงดังจากพลุนับร้อยนัด สว่างไสวสวยงาม หลากหลายสีสัน แดง เหลือ ส้ม น้ำเงิน เขียว ล้วนสว่างงามตายิ่งนัก เป็นเวลาเกือบครึ่งชั่วยาม ที่ทุกคนต่างเฝ้าตั้งใจมอง ตั้งใจถ่ายรูปที่ดีที่สุดเท่าที่จะเก็บความทรงจำอันสวยงามนี้ไว้ได้ หลายคนเดินทางมารอตั้งแต่บ่าย ต่างตั้งกล้องของตนไว้ในตำแหน่งที่คิดว่าดีและจะได้รูปออกมาสวยที่สุดเท่าที่จะทำได้

ระหว่างช่วงเวลาอันงดงามจากพลุที่สว่างไสวอยู่บนนภานั้นเอง ความคิด จินตนาการ ต่างๆได้ไหลผ่านเข้ามา  ในสมองของเราอย่างรวดเร็ว โดยไม่รู้ตัวนั้นเอง น้ำตาได้ค่อยๆรินไหลออกจากตาคู่ที่กำลังเฝ้ามองพลุที่สวยงามนั้นที่ละน้อยๆ  ภาพของพลุที่ค่อยๆพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า เริ่มสว่างขึ้นที่ละน้อยๆ จนสว่างจ้าจนแทบแสบตา สุดที่กำลังของตัวมันจะส่งขึ้นไปในจุดที่สูงที่สุดและเผาไหม้จนสว่างไสวสวยงามที่สุดได้ บางดวงสูงบางดวงต่ำ บางก็สว่างสุดแสบตา บางก็เพียงแสงไม่มากนัก แต่แล้วหลังจากนั้น แสงสว่างจากพลุเหล่านั้นก็พลันหายวับไปจากสายตาของเรา บางท่านอาจมิได้ให้ความสนใจกับสิ่งเหล่านี้เพราะเมื่อจุดหนึ่งดับไป พลุดวงใหม่ก็สว่างขึ้นมาอีก สวยงามจนลืมเลือน ดวงเก่าไปได้อย่างง่ายดาย

ชีวิตคนเราก็เช่นนั้นเอง ต่างแข่งขันกันแสวงหา ไขว่ขว้า ลาภยศชื่อเสียง เงินทองมากมายใส่ตัวเอง บางคนก็ได้มาด้วยความรู้ความสามารถของตนอย่างน่าภาคภูมิใจ แต่บางคนก็แย่งชิง คดโกง แสวงหาให้ได้มาโดยมิสนใจว่าเงินทอง ทรัพย์สมบัติเหล่านั้นสมควรเป็นของตนหรือไม่ เช่นค้าขายหรือคิดราคาเกินจริงเกินควร เอาของมาลวงหลอกผู้คน เพียงให้ได้ทรัพย์เอามาบำรุงบำเรอตนและครอบครัว หลอกแม้ตนเองว่าสิ่งที่กระทำนั้นถูกต้องแล้ว... สุดท้ายใยมิใช่เป็นดังพลุท่ามกลางนภาเหล่านั้น แม้บางดวงสว่างมาก บางดวงสว่างน้อย แต่ก็ล้วนดับอับแสงลงสิ้นทุกดวงไป แล้วทรัพย์ที่แสวงหามานั้นจะทำไปเพื่อสิ่งใด เพื่อใคร ตนเองจากไป ครอบครัวของตนหรือที่จะใช้ทรัพย์สมบัติที่หามาโดยมิชอบเหล่านั้น จะเจริญรุ่งเรืองไปได้อย่างไร สิ่งอัปมงคลทั้งหลายเหล่านั้นคงติดตามพวกเขาต่อไปไม่สิ้นสุด  คนเราเมื่อไรจะตื่นจากฝันกันเล่า ตัวตนเราที่หลงยึดอยู่นั้น ไม่มีอะไรให้สมควรยึดถือได้เลย ทุกสิ่งล้วนว่างเปล่าดุจดังท้องฟ้าที่มืดมิดกลางค่ำคืน สิ้นแสงสว่างจากพลุเหล่านั้นแล้ว ก็กลับเป็นเช่นเดิม ไม่อาจมีพลุดวงใดสว่างอยู่ถาวรไม่ดับไปได้เลย

เบื้องล่างจากแสงไฟจากพลุที่สวยงามบนท้องฟ้านั้น  ปรากฏพระที่นั่งสรรเพชญปราสาทที่จำลองมาจากพระที่นั่งองค์เดิมสมัยกรุงศรีอยุธยาที่เคยรุ่งเรืองสวยงามสง่า พลันทำให้เรากลับมองเห็นภาพในอดีตของกรุงศรีอยุธยาราชธานีอันรุ่งเรืองรุ่งโรจผ่านกาลเวลา จนดับไปดั่งพลุกลางท้องฟ้าเมื่อสองร้อยห้าสิบสี่ปีก่อน ภาพสะท้อนในอดีตวนเวียนมาในใจเรา น้ำตาของผู้คนชนชาวไทยมากมายเท่าใดที่สูญเสียไปในเวลานั้น พวกเราลูกหลานได้พบสิ่งอันใดบ้างผ่านกาลเวลายาวนานนี้ หรือยังต่างแสวงหาผลประโยชน์เข้าสู่ตน ไม่สนใจในประเทศชาติ ศาสนา และมหากษัตริย์ที่ทำให้เราสามารถยืนหยัดเป็นประชาชนชนชาวไทยมาได้จนถึงทุกวันนี้

ความมืดหลังแสงสว่างจากพลุดับลงนั้น ช่วยกลบเกลื่อนน้ำตาที่ไหลอาบใบหน้าของฉันได้อยู่ แต่ความเศร้าโศกในใจนั้น มิอาจมีสิ่งใดกลบเกลื่อนได้เลย ขอแสงสว่างของดวงอาทิตย์ในวันใหม่ จงเป็นดังแสงแห่งพระธรรม ที่จะขจัดความโลภ โกรธ หลง อันดำมืดในใจผู้คนให้หมดไปด้วยเถิด

วันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

มาฆปุรณมีบูชา

วันมาฆบูชา “มาฆบูชา” ย่อมาจากคำว่า “
” แปลว่า “การบูชาพระในวันเพ็ญ เดือน 3” ตรงกับวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 (หรือ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 ในปีอธิกมาส) 1 : วันจาตุรงคสันนิบาต ซึ่งในวันนั้นถือว่า เป็น "วันจาตุรงคสันนิบาต" หรือ วันที่มีการประชุมพร้อมด้วยองค์ 4 เนื่องจากมี "องค์ประกอบอัศจรรย์ 4 ประการ" คือ พระสงฆ์ 1,250 รูปที่พระพุทธองค์ได้ส่งไปเผยแพร่พระพุทธศาสนาตามแว่นแคว้นต่างๆ ได้กลับมาเฝ้าพระพุทธเจ้าอย่างพร้อมเพรียงกันโดยมิได้นัดหมาย พระสงฆ์ทั้งหมดล้วนเป็นเอหิภิกขุที่พระพุทธเจ้าทรงบวชให้ด้วยพระองค์เองทั้งสิ้น ซึ่งเรียกว่า เอหิภิกขุอุปสัมปทา พระสงฆ์ทั้งหมดล้วนเป็นพระอรหันต์ คือผู้ได้อภิญญา 6 ข้อ วันที่พระสงฆ์ทั้งหมดมาชุมนุมกันนี้ตรงกับวันเพ็ญเดือนมาฆะ (วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3) ด้วยเหตุการณ์ประจวบกับ 4 อย่าง จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า จาตุรงคสันนิบาต ณ วัดเวฬุวันมหาวิหาร กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ หลังจากพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว 9 เดือน (45 ปี ก่อนพุทธศักราช) 2 : ประทานโอวาทปาฏิโมกข์ หัวใจแห่งพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าเมื่อทรงทอดพระเนตรเห็นมหาสังฆสันนิบาตอันประกอบไปด้วยเหตุอัศจรรย์ดังกล่าว จึงทรงเห็นเป็นโอกาสอันสมควรที่จะแสดง "โอวาทปาฏิโมกข์"อันเป็นหลักคำสอนสำคัญที่เป็น หัวใจของพระพุทธศาสนา แก่ที่ประชุมพระสงฆ์เหล่านั้น เพื่อวางจุดหมาย หลักการ และวิธีการ ในการเข้าถึงพระพุทธศาสนาแก่พระอรหันตสาวกและพุทธบริษัททั้งหลาย "โอวาทปาฏิโมกข์" แปลว่า คำสอน เพื่อความหลุดพ้นจากกิเลสและความทุกข์ โดยพระองค์ทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์เป็นพระพุทธพจน์ 3 คาถากึ่ง ท่ามกลางมหาสังฆสันนิบาตนั้น มีใจความดังนี้ 1.-พระพุทธพจน์คาถาแรก-ดังพระบาลีว่า "นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา" ทรงกล่าวถึง พระนิพพาน ว่าเป็นจุดมุ่งหมายหรืออุดมการณ์อันสูงสุดของบรรพชิตและพุทธบริษัท 2.-พระพุทธพจน์คาถาที่สอง ทรงกล่าวถึง "วิธีการอันเป็นหัวใจสำคัญเพื่อเข้าถึงจุดมุ่งหมายของพระพุทธศาสนาแก่พุทธบริษัททั้งปวงโดยย่อ" คือ การไม่ทำความชั่วทั้งปวง การบำเพ็ญแต่ความดี และการทำจิตของตนให้ผ่องใสเป็นอิสระจากกิเลสทั้งปวง โอวาทปาฏิโมกข์ที่พุทธศาสนิกชนมักท่องจำกันไปปฏิบัติ ซึ่งเป็นเพียงหนึ่งคาถาในสามคาถาของโอวาทปาฏิโมกข์เท่านั้น 3.-พระพุทธพจน์คาถาสุดท้าย-ทรงกล่าวถึง หลักการปฏิบัติของพระสงฆ์ผู้ทำหน้าที่เผยแผ่พระศาสนา 6 ประการ คือ การไม่กล่าวร้ายใคร การไม่ทำร้ายใคร การมีความสำรวมในปาฏิโมกข์ทั้งหลาย การเป็นผู้รู้จักประมาณในอาหาร การรู้จักที่นั่งนอนอันสงัด ……………………………………………………………………………………………………… หัวใจพระพุทธศาสนา โดย พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) (ปี พ.ศ. 2548) พระพุทธเจ้าทรงแสดงหลักการที่เรียกกันว่า "หัวใจพระพุทธศาสนา" เป็นคำไทยที่เราพูดกันง่ายๆ ถ้าพูดเป็นภาษาบาลี คือ "โอวาทปาฎิโมกข์" หลักที่ถือว่าเป็นหัวใจพระพุทธศาสนา คือคำไทยที่สรุปพุทธพจน์ง่ายๆ สั้นๆ ว่า "เว้นชั่ว ทำดี ทำใจให้บริสุทธิ์" ภาษาพระหรือภาษาบาลีว่า..... " สพฺพปาปสฺส อกรณํ กุสลสฺสูปสมฺปทา สจิตฺตปริโยทปนํ เอตํ พุทฺธานสาสนํ " แปลให้เต็มเลยว่า "การไม่ทำความชั่วทั้งปวง การทำความดีให้เพรียบพร้อม การชำระจิตของตนให้บริสุทธิ์ผ่องใส นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย" คำลงท้ายว่า "นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย" ทำให้เราคิดว่านี่แหละเป็นคำสรุป แสดงว่าเนื้อแท้ของพระพุทธศาสนาอยู่ที่นี่ เราก็เลยเรียกว่า "หัวใจ" มาเป็นจุดเริ่มต้น แต่กระนั้นชาวพุทธผู้ได้ฟังพระสอนมามาก ๆ พระอาจารย์หรือพระเถระผู้ใหญ่บางท่านพูดถึงหลักการอื่นว่า อันโน้นสิ อันนี้สิ เป็นหัวใจพระพุทธศาสนา บางทีโยมก็ชักงง จึงขอยกเอาเรื่องนี้มาพูดว่าอะไรกันแน่ที่เรียกว่าเป็น หัวใจพระพุทธศาสนา บางท่านบอกว่า "อริยสัจสี่" เป็นหัวใจพระพุทธศาสนา เพราะว่าคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหมดรวมอยู่ในอริยสัจสี่ เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว เสด็จไปแสดงปฐมเทศนา พระธรรมจักกัปปวัตตนสูตร.. พระองค์ตรัสพุทธพจน์ตอนหนึ่ง มีความว่า ตราบใดที่เรายังไม่ (จตูสุ อริยสจฺเจสุ ติปริวฎฺฎํ ทวาทสาการํ ยถาภูตํ ญาณทสฺสนํ) มีญาณทัศนะที่มีปริวัฎ ๓ มีอาการ ๑๒ ในอริยสัจสี่ เราก็ยังปฏิญาณไม่ได้ว่า ได้ตรัสรู้ ต่อเมื่อเรามีญาณทัศนะนั้น จึงปฏิญาณได้ว่า ตรัสรู้ หมายความว่า ตรัสรู้อริยสัจสี่ครบ ๓ ด้าน คือรู้ว่าคืออะไร แล้วก็รู้ว่าหน้าที่ต่ออริยสัจสี่แต่ละอย่างนั้นคืออะไร และรู้ว่าได้ทำหน้าที่ต่ออริยสัจนั้นแล้ว เวียนไปทุกข้อเรียกว่า ๓ ปริวัฎ อธิบายว่า..... รู้ในอริยสัจสี่แต่ละอย่างเริ่มตั้งแต่รู้ว่าทุกข์คืออะไร เราจะต้องทำอะไรต่อทุกข์ แล้วก็รู้ว่าหน้าที่ต่อทุกข์นั้นเราได้ทำแล้ว ถ้ายังไม่รู้อริยสัจด้วยญาณทัศนะครบทั้ง ๓ ในแต่ละอย่าง (รวมทั้งหมดเป็น ๑๒ เรียกว่ามีอาการ ๑๒) ก็ยังไม่สามารถปฏิญาณว่าได้ตรัสรู้เป็นสัมมาสัมพุทธะ ต่อเมื่อได้ตรัสรู้อริยสัจ โดยมีญาณในอริยสัจแต่ละข้อครบทั้ง ๓ รวมเป็น ๑๒ จึงปฏิญาณได้ว่าเป็นสัมมาสัมพุทธะ เป็นอันว่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้อริยสัจสี่ และการตรัสรู้อริยสัจสี่ทำให้เป็นพระพุทธเจ้า อริยสัจสี่จึงเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา

วันจันทร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

14กพ.64 วันแห่งความรัก

 ❤







14กพ.64 วันแห่งความรัก
กิจกรรมสุดท้ายของการทำบุญปีใหม่ในวันวาเลนไทน์ปีนี้ คือการไปทำความสะอาดบ้านให้ผู้พิการ กว่าสามชั่วโมงที่เรามาทำความสะอาดให้บ้านคุณยายท่านนี้ เธอไม่มีญาติพี่น้องในเมืองไทยเลย อยู่ตัวคนเดียว เดินทางจากจีนแผ่นดินใหญ่มาทำงานเมืองไทยตั้งแต่สาวๆเป็นเวลาหกสิบกว่าปีที่เธอใช้ชีวิตอยู่ที่แห่งนี่ คุณยายเป็นคนใจดี ชอบช่วยเหลือผู้คน ยิ้มแย้มแจ่มใส เคยทำงานเป็นระดับหัวหน้าในโรงงานสิ่งทอใหญ่แห่งหนึ่งแต่ประสบอุบัติเหตุจนพิการ ผ่าตัดหลายครั้งแต่ก็ไม่หาย ปัจจุบันต้องใช้เครื่องช่วยเดินจึงพอได้อยู่บ้าง วันๆก็อยู่แต่บ้านเป็นห้องเล็กๆที่เห็นในภาพ ทำอาหารซักผ้าฯเองก็ลำบาก พวกเรามาทำความสะอาดบ้านให้คุณยายสามชม.กว่า เอาขยะออกไปทิ้งน่าจะกว่ายี่สิบถุง เช็ดฝุ่นที่คงไม่ได้ทำความสะอาดมาเป็นสิบๆปีออกไปมากทีเดียวทั้งเก็บขยะออก กวาดถูในห้องนอนและห้องน้ำ ซื้อตู้เย็น กาต้มน้ำ ชั้นวางของสองอัน ตู้อีกหนึ่งตู้ กะละมังสองใบ เสื้อผ้าชุดใหม่ ผ้าเช็ดตัว อาหารแห้งฯ ให้ใหม่หมดในวันแห่งความรักและตรุษจีนนี้ เพื่อเป็นการแบ่งปันความรักความปรารถนาดีของเราให้คุณยายในวันแห่งความรักนี้
คนแถวนี้เรียกแก่ว่าอาม่า อาม่าบอกพวกเราว่าไม่ต้องมาทำให้หรอกเพราะเกรงใจพวกเรา บอกว่าทำเองได้ แต่ดูจากสภาพคงทำไม่ไหวแน่ๆ เสื้อผ้าจะซักจะทำยังยากเลย เสื้อผ้าจานฉามทิ้งไว้ไม่ได้ล้างไม่ได้ซักก็มี ในห้องเต็มไปด้วยขยะและแมลงสาบ นอกห้องก็มีขี้แมวเหม็นมากๆต้องกวาดเอาไปทิ้งหลายถุงเลย ห้องน้ำก็รั่วซึม จนน้ำซึมออกมานอกห้อง ที่บริเวณหัวเตียงยังมีน้ำซึมมาตามพื้นให้เห็นเลย ของทุกอย่างต้องเอาอิฐมาวางไว้กันไฟช็อตด้วย เห็นเจ้าหน้าที่อนามัยขอร้องให้เราเทปูนทำพื้นให้แกใหม่ (คงต้องเป็นรอบหน้าแล้วครับ)จะกลับไปพิจารณาหาทางทำให้อาม่านะครับ
หลังทำความสะอาดเสร็จ(สำหรับวันนี้) จะให้เสร็จจริงๆคงต้องอีกหลายๆครั้งครับ ท่านอาจารย์ฐาเขามาคุยกับอาม่าสอนธรรมะเล็กๆน้อยๆและมอบของขวัญให้ ก่อนกลับท่านบอกให้พวกเราฟังว่า ให้ดูอาม่าเป็นตัวอย่าง เป็นใครอยู่สภาพอาม่าก็คงต้องเป็นทุกข์แน่ๆ แต่ดูอาม่ายิ้มแย้มแจ่มใส เป็นห่วงเป็นใยผู้อื่น ผิดกับพวกเราบางคนสภาพความเป็นอยู่ดีกว่าอาม่ามากๆแต่หน้ายิ้มไม่ออก อมทุกข์ไว้เต็มไปหมด หวังว่าเมื่อเห็นอาม่าแล้วทุกคนคงได้คิด และรู้จักใช้ชีวิตให้เป็นสุข และสามารถแบ่งปันความสุขนั้นให้ผู้อื่นบ้างต่อๆไป ดังเช่นพวกเราที่ได้มาทำในวันนี้ ท่านว่าเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก เป็นสิ่งที่กัลยาณมิตรทำให้แก่กัน เป็นญาติธรรมที่อาจดียิ่งกว่าญาติแท้ๆ เพราะเป็นญาติทางธรรม มาด้วยธรรม ทำด้วยธรรมในใจ
- ความรักจากใจสู่ใจ มีธรรมะประจำใจ จาก ญาติธรรม-
ขอความสุขความเจริญยิ่งในธรรมจงมีแด่พวกท่านทุกๆคนด้วยเถิด
ด้วยความรัก ความปรารถนาดีจากใจ

ทำไมต้องภาวนา?

 


ภาวนา ณ พระธุตังคเจดีย์
หลังทำบุญถวายจังหัน รับฟังธรรมโอวาท ปล่อยปูแล้ว ท่านอาจารย์ฐา พาคณะเรามานั่งภาวนาที่พระธุตังคเจดีย์
บรรยากาศ ในสงบเย็นสบาย ก่อนจะไปทำทานต่อที่บ้านพักคนพิการต่อไป
ทำไมต้องภาวนา?
ขณะที่พวกเราหลายคนมาทำบุญ บางครั้งใจเราอาจไม่ได้อยู่กับบุญตรงหน้า ใจเราออกไปเที่ยวเสียที่อื่นๆ ธรรมโอวาทที่ฟังก็อาจลืมเลือนไป ปู-ก็ได้แต่เป็นเพียงกิจกรรมสำหรับถ่ายรูปให้คนอื่นๆดูว่าฉันเป็นคนดีนะ หรือบางคนมาร่วมกิจกรรมแต่ตัว ใจลืมเอามาด้วย หรืออาจส่งใจไปกับโทรศัพท์มือถือเสียแล้ว!!!
เมื่อมีเวลาเราจึงต้องมาหยุดพิจารณาหันมามองใจของตัวเองบ้าง รู้จักใครรู้จักอะไรก็ไม่เท่ารู้จักใจตนเอง ครูบาอาจารย์ท่านจึงให้เรามาใช้เวลาพิจารณาใจตน
แล้วนั่งหลับตาจะได้อะไร? ก็ใจที่วิ่งไปวิ่งมา จะได้มีโอกาสพักบ้าง สงบลงบ้าง รถยนต์ที่วิ่งเร็วๆ คนในรถจะมองอ่านป้ายตัวหนังสือข้างทางให้เห็นชัดๆเข้าใจถูกต้องได้ยากฉันใด ใจดวงนี้ ที่วิ่งซุกซนไปมาจะมีเวลาเข้าใจตนเองได้อย่างไร รถยนต์ที่จอดหรือเคลื่อนไปช้าๆ คนในรถก็จะมองเห็นป้ายเห็นตัวหนังสือข้างทางเห็นอะไรๆได้ชัดเจน เหมือนใจที่นิ่งสงบมองเห็นจิตใจตนเองเห็นความคิดตัวเองได้กระจ่างขึ้นฉันนั้น
เห็นไปทำไม?
ก็ในใจเรา ก่อนจะมีการกระทำทางวาจา-พูด ทางกาย-กระทำใดๆ ก็ต้องเริ่มที่ใจก่อน แต่ใจเรามีสิ่งแปลกปลอมคอยย้อมอยู่ ได้แก่ สิ่งดีๆเช่นกุศล หรือสิ่งไม่ดี-กิเลส เมื่อเรามีโอกาสเห็นใจเราได้ชัดๆเราจะได้เข้าใจว่า-คำพูดที่ออกมาจากปากเรา หรือการกระทำที่เราแสดงออกนั้น ถูกสั่งให้กระทำด้วยใจที่เป็นบุญกุศลหรือใจที่ประกอบด้วย กิเลส-ความโลภ-ความโกรธ-ความหลง เพียงใจสงบนิ่งลงบ้างเราก็เข้าใจตนเองได้มากขึ้นแล้ว ตอนนี้เราจะจะเลือกได้ง่ายขึ้นแล้วซินะว่าเราจะทำในสิ่งดีๆ หรือ.... ต่อไป
ขอบคุณเพื่อนๆทุกท่านที่ให้ความสำคัญในพระธรรมคำสอนของพระบรมศาสดาและนำมาประพฤติปฏิบัติในชีวิตประจำวันนะครับ .....สังคมเราคงดีกว่านี้แน่....
กราบอนุโมทนาบุญ