วันศุกร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2564

"ไซอิ๋ว" คืออะไร




 ทำไมไซอิ๋วจึงเป็นนิยายที่ทรงอิทธิพลของจีน ไม่ใช่แค่มันแฟนตาซีเท่านั้น แต่ไซอิ๋วคือ การกางพระไตรปิฎกออกมา แล้วเขียนใหม่ในมุมนิทาน 


"พระถังซำจั๋ง" คือศรัทธา จะไปชมพูทวีป ต้องเริ่มจากมีศรัทธาก่อน พกจิตไปด้วยซึ่งจิตคนเรา ประกอบด้วย..


โทสะ - หงอคง โกรธ 

โลภะ - ตือโป๊ยก่าย โลภ 

โมหะ - ซัวเจ๋ง ความไม่รู้


ก็แค่นั้น จนเจอที่เขาอธิบายใน Google แต่ละบทแบบละเอียด ทึ่งในความสามารถของคนแต่งเลยค่ะ


"หงอคง" แปลงกายได้ เหาะเหิน เดินอากาศได้ ทำอะไรก็ได้ เพราะหงอคง คือจิตคนเรา ที่เป็นลิง ไม่อยู่นิ่ง คิดไปเรื่อย แค่คุมให้ตามลมหายใจยังยากเลย ดังนั้น ถ้าเราคุมหงอคงได้.... การไปชมพูทวีปจะง่ายขึ้น ... เป็นต้น

และเมื่อไหร่ก็ตามที่เราโกรธ - โทสะเราจะเหมือนหงอคง เวลาแผลงฤทธิ์ พังพินาศ ราบเป็นหน้ากลอง


แต่หงอคงแพ้อะไร ? โดนขังไว้ที่ไหน ? 

ใช่แล้ว แพ้ฝ่ามือยูไล โดนขังไว้ที่เขา 5 นิ้ว 


ฝ่ามือยูไล และเขา 5 นิ้ว แทน "ขันธ์ 5 "

ต่อให้จิตแน่แค่ไหน สุดท้ายก็ไม่พ้นขันธ์ 5

ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ


นอกจากนี้หงอคงยังมีกระบองวิเศษจัดการปีศาจได้ตลอด กระบองนั้นแทนปัญญา แต่ทว่า มีจิต กับปัญญา แค่นั้นยังเกิดปัญหาได้ 


พระยูไลจึงประทานมงคล มารัดหัวไว้ ให้พระถังซำจั๋งคอยดูแล มงคลนั้นก็แทน "สติ" ซึ่งมงคลเป็นรัดเกล้า 3 ห่วงคล้องกัน แทนไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกข์ขัง อนัตตา


ปีศาจแต่ละตัว แทนกิเลสที่เราต้องค่อยกำจัดออกไป


ตอนเจอกันครั้งแรกเห้งเจียบอกพระถังว่า..

"จะไปชมพูทวีป ผมพาพระอาจารย์ตีลังกาไป 7 ทีก็ถึง

มามัวเสียเวลาเดินทำไมกัน ไม่เข้าใจ" พระถังบอกว่า 

"ไม่ได้..ต้องเดินไป"


ปริศนาธรรมข้อนี้บอกว่า จิต+ปัญญา ฟังเขาเล่า ฟังเขาบอก คิดเอาเองก็บอกง่าย แป๊บเดียวก็ไปถึงนิพพานละ

เช่น คนเล่าให้ฟังเรื่องอริยสัจ 4 ทางดับทุกข์ ก็บอกฟังเข้าใจละ.. แต่จริงๆ แล้ว ยังไม่เข้าใจ..


ธรรมมะต้องลงมือปฎิบัติ เหมือนหงอคงบอกตีลังกาไป 7 ที มันไปไม่ถึงเพราะเอาเร็วเข้าว่า แต่ขาดความเข้าใจ ต้องค่อยๆ เดินไป ศึกษาไป ปฎิบัติไป จึงจะถึง...


โป๊ยก่าย คือศีล 8 

ซัวเจ๊ง คือสมาธิ


ศรัทธา + ปัญญา + ศีล + สมาธิ จึงจะพ้นทุกข์


แต่บางครั้งปีศาจบางตัวก็เก่งเหลือเกิน

ต้องไปตามเจ้าแม่กวนอิมมาช่วย

เจ้าแม่กวนอิม คือ เมตตา 


ปัญญา + เมตตา จะกลายเป็นสัมมาทิฏฐิ ธรรมชั้นสูงซึ่งปราบกิเลสได้เสมอ แต่เจ้าแม่กวนอิม มักให้เห้งเจียลองสู้จนหมดแรงก่อน ถึงมาช่วย เหมือนหากมีกิเลส ควรใช้ปัญญาลองขจัดดูก่อน เกินกำลังแล้วจึงใช้เมตตา..ปล่อยวาง


ถ้าเกินกำลังเมตตา เจ้าแม่กวนอิมช่วยไม่ไหว

คนสุดท้ายที่มักมาช่วย คือ พระยูไล

พระยูไล แทน พระอริยสงฆ์ 


ลำดับปีศาจแต่ละตัวในเรื่องก็สุดยอดมาก

เช่น เมื่อเริ่มเดินทาง ก็พบโจรทั้งหก ขัดขวางไม่ให้ไป

สุดท้ายเห้งเจียเลยเอากระบองตีจนตาย


โจรทั้งหกคือ "อายตนะ 6" คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส และอารมณ์ ต้องเอา ปัญญา (กระบอง) ฟาดให้ตายก่อนถึงเริ่มออกเดินทางได้

แล้วก็จะเจอปีศาจไปเรื่อยๆ 


สรุป ศรัทธา + ปัญญา + ศีล + สมาธิ.. ออกเดินทาง

กำจัดกิเลส.. ไปจนถึงชมพูทวีป แล้วได้อะไร ?


ตอนจบพระถังซำจั๋งและคณะ มาถึงแม่น้ำแห่งหนึ่ง

สายน้ำเชี่ยวกรากมาก ไม่รู้จะข้ามไปยังไง

จนเจอเรือไร้ท้องเรือ จอดอยู่ พระถังกังวลมาก

เรือไม่มีท้องเรือจะพาข้ามฟากได้อย่างไร?


แต่สุดท้ายก็ยอมใช้เรือข้ามไป

แม่น้ำเชี่ยวกรากแทนกองกิเลส

เรือนั้นแทน "สุญญตา" ความไม่ยึดมั่นถือมั่น


เมื่อข้ามมาแล้วก็ถึงชมพูทวีป

และได้คัมภีร์มา..เป็นหนังสือเปล่าหนึ่งเล่ม

แทนธรรมมะ ซึ่งก็คือความว่างเปล่า ...

หรือ "นิพพาน" นั่นเอง


แต่สุดท้าย.. เห้งเจียขอให้มีอะไรกลับไปเมืองจีนหน่อย

เพราะคนธรรมดาคงไม่เข้าใจ

เลยได้คัมภีร์มาอีกเล่มนึง เต็มไปด้วยอักษร

เป็นบันทึกการเดินทาง เรียกว่า "พระไตรปิฎก" ...


เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้


อ่านแล้วต้องคารวะคนแต่งเลย ....

🍃🌸 #  ยิ่งแก่  ฉันยิ่งเก่ง   ความแก่ของฉัน “ มันไม่ใช่ภาระ ”

         " อย่าหยุด "  ที่จะทำ 13 ข้อนี้


1).   อย่าหยุด  ที่จะทำงาน  เพราะจะทำให้ชีวิตเรา  กลายเป็นไร้ค่า

        กว่าจะรู้ตัว   บางเรื่องก็สายไปเสียแล้ว


2). อย่าหยุด  ที่จะออม   ไม่ว่าจะออมด้วยวิธีไหน   ก็ต้องรู้จักออม

        ทั้งซื้อพันธบัตรรัฐบาล ซื้อหุ้น ฝากธนาคาร ออมผ่านบริษัทประกันชีวิต 

        จะซื้อทอง  หรือซื้อที่ดิน   ก็จงรีบออมตั้งแต่เนิ่นๆ   อย่ารอพึ่งคนอื่น

        ยามเดือดร้อน   เพราะ  เขาก็มีภาระของเขาเหมือนกัน


3). อย่าหยุด  ในการดูแลตัวเอง  จงหล่อตามวัย  ใส่ใจตัวเองเสมอ

        อย่าได้ปล่อยตัวเองโทรม  จนกลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำบ้านเด็ดขาด


4). อย่าหยุดฉลาด  อย่าหยุดอ่าน  อย่าหยุดเขียนเขียน  จงเรียนรู้ต่อไปทุกวัน

      พยายามหาความรู้ใหม่ๆ ทุกวัน   เพราะ   ความรู้ทำให้องอาจ


5). อย่าหยุดหาเงิน  พยายามให้มีประตูมากกว่าหนึ่งบาน ให้เงินไหลเข้ามา เพราะถ้าบานหนึ่งปิด ก็ยังมีบานอื่นเปิดอยู่  นอกจากนั้น  ชีวิตที่สามารถ

พึ่งตนเองได้  จะทำให้ตนเองมีค่ามากยิ่งขึ้น  เมื่อยังหาเงินใช้ได้เอง


6. อย่าหยุดคบเพื่อน   โดยเฉพาะเพื่อนเก่าที่ดีๆ จงพยายามหาเวลาไปพบปะ

    สังสรรค์กัน  พูดคุยรำลึกความหลังอย่างมีความสุขกัน  เพราะจะทำให้เรา

    ไม่พลาดความประทับใจ  กับความสุขบางเรื่องไป


6). อย่าหยุด  ท่องโลกกว้าง  นอกจากความสุขที่ได้บินออกไปนอกรัง สู่โลก

      กว้างแล้ว  ความรู้ใหม่ๆจากการได้พบเห็น  ยังมากขึ้นอีกด้วย เสมือนหนึ่ง

      เติมไฟให้กับชีวิตและใจของเราเอง  ตอนนี้ไปเป็น ขับรถเป็น  ก็จงรีบไป

      ก่อนที่จะหมดโอกาส ขับไม่ได้ ไปเองไม่เป็น กลายเป็นหมาเฝ้าบ้าน


8).  อย่าหยุด ที่จะหาของอร่อยกิน  และต้องเลือก  คัดสรรค์  ที่ไม่ทำให้อ้วน

       และไม่บั่นทอนสุขภาพ  ลิ้นยังรับรสได้ดี  กินอะไรอร่อย   ก็รีบๆกินซะ

       ตอนนี้ยังกินได้ดี  อยากกิน  มีให้กิน  จงกิน ก่อนที่จะหมดโอกาสกิน


9).  อย่าหยุดเล่นกีฬา อย่าหยุดออกกำลังกาย  จิตใจที่ดีควรอยู่ในร่างกาย

       ที่แข็งแรง จะได้มีชีวิตอยู่เป็นผู้สูงวัย  ที่ไม่เป็นภาระกับลูกหลาน


10).  อย่าหยุดรักตัวเอง  ถ้าเราไม่รักตัวเองก่อน แล้วจะให้ใครมารัก  รักตัวเอง

         ก็ต้องใส่ใจตัวเองในทุกเรื่อง ผลของการใส่ใจตัวเอง  จะทำให้เราดูดี

         ในทุกเวลา  ทุกอิริยาบถ


11).  อย่าหยุดกตัญญู   คนกตัญญูรู้คุณคน มักจะสบความสำเร็จ

          รู้ว่าเคยเป็นหนี้บุญคุณใคร  ก็รีบไปหา ไปตอบแทนซะให้หมดหนี้

          อีกหน่อยเมื่อใด  ความสามารถหมดไป  ตอบแทนชาติหน้า จะไม่ทัน


12). อย่าหยุดทำบุญสร้างกุศล  เพราะจะทำให้จิตใจผ่องแผ้วเบิกบาน และส่ง

        ผลให้เรา มีความสุขมาจากข้างใน  อันเป็นความสุขที่แท้จริงของชีวิต


13). อย่าหยุด  ทำสิ่งที่ชอบ   เพราะไม่มีใครรู้   ว่าเราจะทรงความสามารถนี้

        ไปได้อีกนานเท่าใด  เมื่อมีโอกาส  และสภาพทำได้  ก็ให้รีบๆทำเสียเถิด


ที่มา : Postread

.

วันอาทิตย์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2564

โครงการ 108 ปี ชาตกาล หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน 12 สิงหาคม 2564

 

 


โครงการ 108 ปี ชาตกาล หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน 12 สิงหาคม 2564

 

พระธรรมวิสุทธิมงคล นามเดิม บัว โลหิตดี ฉายา ญาณสมฺปนฺโน หรือที่นิยมเรียกกันว่า หลวงตาพระมหาบัว    (12 สิงหาคม พ.ศ. 2456 - 30 มกราคม พ.ศ. 2554) เป็นพระภิกษุคณะธรรมยุตินิกาย ชาวจังหวัดอุดรธานี เจ้าอาวาสองค์แรกของวัดป่าบ้านตาด (วัดเกษรศีลคุณ) เป็นวิปัสสนาจารย์สายพระป่าที่มีปฏิปทาที่มั่นคง แน่วแน่ เด็ดขาด และจริงจัง ในประเทศไทย ศิษย์ของพระครูวินัยธรมั่น ภูริทตฺโต (หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต) หลังวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2540 หลวงตาพระมหาบัวได้ดำเนินการทอดผ้าป่าทองคำและเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ เพื่อช่วยพยุงฐานะของประเทศโดยใช้เป็นทุนสำรองของประเทศไทยภายใต้ชื่อ "โครงการผ้าป่าช่วยชาติ โดยหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน"

หลักการและเหตุผล

ด้วยความสำนึกในพระคุณขององค์หลวงตาพระมหาบัวฯ ที่มีต่อมูลนิธิดวงแก้วฯ และพุทธบริษัท ประชาชนคนไทย ที่ท่านมีเมตตาเผยแผ่พระพุทธศาสนาและกิจการทางสาธารณกุศลต่างๆตลอดชีวิตของท่านนั้น เป็นช่วงชีวิตแห่งการทำงานและสร้างผลงาน ซึ่งมิอาจประมวลกล่าวได้อย่างหมดสิ้น ทั้งงาน ด้านพระพุทธศาสนา ด้านการสาธารณสุข ด้านสังคมสงเคราะห์แก่หน่วยงานราชการ โรงเรียน โรงพยาบาล ผู้ด้อยโอกาส สัตว์พิการ ฯลฯ โดยเฉพาะโครงการช่วยชาติ ที่ทำให้ชาติไทยฟื้นตัวกลับจากการเสียหายทางเศรษฐกิจ ได้อย่างรวดเร็วและยังได้เผยแผ่พระธรรมคำสอนขององค์พระศาสดาไปทั่วประเทศไทยอีกด้วย

การดำเนินการ ตามโครงการ

1. จัดสร้างพระบรมธาตุเจดีย์  ๑๐๘ ปี หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน

       ณ วัดป่าศรัทธาถวาย จ. อุดรธานี ขนาดฐานประมาณ 25*25ม. สูงประมาณ 30ม.

       ( ครูจารย์บุญมี ท่านให้รอพิจารณาก่อน )

2. จัดสร้างอาคารสงฆ์อาพาธ  ๑๐๘ ปี หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน

       ให้รพ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี อาคาร คสล. 2 ชั้น ขนาดประมาณ 10*40ม.

       ห้องพิเศษ 9ห้อง ห้องพิเศษรวม 4 เตียง 2 ห้อง  และห้องสงฆ์สองห้อง

       งบประมาณเบื้องต้น 30 ลบ.

3. จัดสร้างอาคาร“๑๐๘ ปี หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน” รพ.หนองปรือ

    จ.กาญจนบุรี  งบประมาณ 15 ล้านบาท

4. จัดสร้างศาลา “๑๐๘ ปี หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน

      เป็นอาคาร คสล.ชั้นครึ่งขนาด 8*16 เมตร

      ณ วัดป่าบัวแก้ว ญาณสัมปันนุสรณ์ อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี

     งบประมาณเบื้องต้น 2 ลบ.

5. บูรณะเสนาสนะวัดป่าบัวแก้ว ญาณสัมปันนุสรณ์

      สร้างพระอุโบสถ ผูกพัทธสีมา ฝังลูกนิมิต ทำถนนเข้าวัดและภายในวัด

      ปิดทองพระเจดีย์บัวแก้วฯ         งบประมาณเบื้องต้น 9 ลบ.

6. จัดทำระบบไฟฟ้าให้หมู่บ้านหาดผาดำและรพ.สต.บ้านคำหวัน ต.แม่ตื่น จ.ตาก

      ประมาณ 60 หลังคาเรือน ภายใต้การดูแลของพระอาจารย์มหาสมควร วัดถ้ำผาดำ

      ระบบไฟฟ้าโซล่าเซลล์ที่รพ.บ้านแหลม  และที่วัชรธรรมสถานเป็นต้น

      งบประมาณเบื้องต้น 2 ลบ.

7.   จัดบรรพชา อุปสมบท พระสงฆ์ เพื่อสืบต่อพระพุทธศาสนาและรักษาพระธรรมวินัย

      เริ่ม9พ.ค.64 -ฉลองอุโบสถวัดป่าบัวแก้ว

 

8.  บำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ช่วยเหลือผู้พิการและด้อยโอกาส เช่น มอบอุกรณ์

      ของใช้จำเป็น / สร้างบ้านให้ผู้ป่วยพิการ  สร้างห้องน้ำให้ รพ.หอมศีล เป็นต้น

      งบประมาณเบื้องต้น 1 ลบ.

9.   สร้างอาคาร 108ปี หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน ให้รร.ในชนบทที่ได้รับการคัดเลือก

 

 

 

 

ระยะเวลาในการดำเนินการ   ระหว่างปีพ.ศ. 2563 – ปี พ.ศ. 2566

 

งบประมาณ     ในการดำเนินการ เบื้องต้น 70 ล้านบาท

 

ที่ปรึกษาโครงการ

วัดป่าบ้านตาด อุดรธานี, วัดป่าศรัทธาถวาย หนองวัวซอ อุดรธานี

วัดป่าบัวแก้ว ญาณสัมปันนุสรณ์ ทองผาภูมิ กาญจนบุรี

 

ผู้รับผิดชอบโครงการ

มูลนิธิดวงแก้ว ในพระสังฆราชูปถัมภ์

วัชรธรรมสถาน ของหลวงตาพระมหาบัว อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม

 

การร่วมสนับสนุนโครงการ

1. เช็คหรือธนาณัติ สั่งจ่ายในนาม “มูลนิธิดวงแก้ว” ปณ.สมุทรปราการ จ่าหน้าซองถึง

    พล.ร.ต. นพ. ดร. ปิโยรส ปรียานนท์ รน.

    เลขที่ 1/1 ซ.23 กันตะบุตร ถ.สุขุมวิท ต.ปากน้ำ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ 10270

2. ร่วมบริจาคผ่านทาง ธนาคารทหารไทย

   2.1 ชื่อบัญชี “มูลนิธิดวงแก้ว”    เลขที่ 082-229-2876 สาขาอิมพีเรียลเวิลด์สำโรง

   2.2 ชื่อบัญชี “วัชรธรรมสถาน” เลขที่ 040-2-33624-2  สาขา รพ.สมเด็จพระปิ่นเกล้า

    เมื่อโอนเงินแล้วกรุณาส่งหลักฐานการโอนมาที่

    Email: vacharadham@gmail.com หรือ ที่โทรสาร 02-049-7184

3.  ประสานงานสนับสนุนโครงการ โทร.085-1239952 และ 081-8755588

 

ปล.       เสนาสนะป่า “วัดป่าหลวงตาพระมหาบัว” ณ สวนป่ามอกระโดน

       อำเภอเมือง จ.หนองบัวลำภู ในพื้นที่ประมาณ 27ไร่

       ( เนื่องจากเขตที่ดินอยู่ในป่าถาวร จึงไม่สามารถสร้างวัดได้ )

 

พลุกระจายสว่างทั่วฟ้า

 


พลุกระจายสว่างทั่วฟ้า

 

ค่ำคืนหนึ่ง ณ เมืองโบราณ สมุทรปราการ บริเวณพระที่นั่งสรรเพชญปราสาทที่จำลองมาจากพระที่นั่งองค์เดิมสมัยกรุงศรีอยุธยาราชธานีในอดีตที่เคยรุ่งเรืองสวยงามสง่า ประดับประดาด้วยทองและเพชรนิลจินดามากมาย พวกเราเดินผ่านการแสดงชม แสง สี เสียง ที่ทำให้พวกเราร่วมระลึกถึงวันเวลาในอดีต ท่ามกลางท้องฟ้าที่มืดมิดยามพลบค่ำ   พลันก็มีเสียงดังจากพลุนับร้อยนัด สว่างไสวสวยงาม หลากหลายสีสัน แดง เหลือ ส้ม น้ำเงิน เขียว ล้วนสว่างงามตายิ่งนัก เป็นเวลาเกือบครึ่งชั่วยาม ที่ทุกคนต่างเฝ้าตั้งใจมอง ตั้งใจถ่ายรูปที่ดีที่สุดเท่าที่จะเก็บความทรงจำอันสวยงามนี้ไว้ได้ หลายคนเดินทางมารอตั้งแต่บ่าย ต่างตั้งกล้องของตนไว้ในตำแหน่งที่คิดว่าดีและจะได้รูปออกมาสวยที่สุดเท่าที่จะทำได้

ระหว่างช่วงเวลาอันงดงามจากพลุที่สว่างไสวอยู่บนนภานั้นเอง ความคิด จินตนาการ ต่างๆได้ไหลผ่านเข้ามา  ในสมองของเราอย่างรวดเร็ว โดยไม่รู้ตัวนั้นเอง น้ำตาได้ค่อยๆรินไหลออกจากตาคู่ที่กำลังเฝ้ามองพลุที่สวยงามนั้นที่ละน้อยๆ  ภาพของพลุที่ค่อยๆพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า เริ่มสว่างขึ้นที่ละน้อยๆ จนสว่างจ้าจนแทบแสบตา สุดที่กำลังของตัวมันจะส่งขึ้นไปในจุดที่สูงที่สุดและเผาไหม้จนสว่างไสวสวยงามที่สุดได้ บางดวงสูงบางดวงต่ำ บางก็สว่างสุดแสบตา บางก็เพียงแสงไม่มากนัก แต่แล้วหลังจากนั้น แสงสว่างจากพลุเหล่านั้นก็พลันหายวับไปจากสายตาของเรา บางท่านอาจมิได้ให้ความสนใจกับสิ่งเหล่านี้เพราะเมื่อจุดหนึ่งดับไป พลุดวงใหม่ก็สว่างขึ้นมาอีก สวยงามจนลืมเลือน ดวงเก่าไปได้อย่างง่ายดาย

ชีวิตคนเราก็เช่นนั้นเอง ต่างแข่งขันกันแสวงหา ไขว่ขว้า ลาภยศชื่อเสียง เงินทองมากมายใส่ตัวเอง บางคนก็ได้มาด้วยความรู้ความสามารถของตนอย่างน่าภาคภูมิใจ แต่บางคนก็แย่งชิง คดโกง แสวงหาให้ได้มาโดยมิสนใจว่าเงินทอง ทรัพย์สมบัติเหล่านั้นสมควรเป็นของตนหรือไม่ เช่นค้าขายหรือคิดราคาเกินจริงเกินควร เอาของมาลวงหลอกผู้คน เพียงให้ได้ทรัพย์เอามาบำรุงบำเรอตนและครอบครัว หลอกแม้ตนเองว่าสิ่งที่กระทำนั้นถูกต้องแล้ว... สุดท้ายใยมิใช่เป็นดังพลุท่ามกลางนภาเหล่านั้น แม้บางดวงสว่างมาก บางดวงสว่างน้อย แต่ก็ล้วนดับอับแสงลงสิ้นทุกดวงไป แล้วทรัพย์ที่แสวงหามานั้นจะทำไปเพื่อสิ่งใด เพื่อใคร ตนเองจากไป ครอบครัวของตนหรือที่จะใช้ทรัพย์สมบัติที่หามาโดยมิชอบเหล่านั้น จะเจริญรุ่งเรืองไปได้อย่างไร สิ่งอัปมงคลทั้งหลายเหล่านั้นคงติดตามพวกเขาต่อไปไม่สิ้นสุด  คนเราเมื่อไรจะตื่นจากฝันกันเล่า ตัวตนเราที่หลงยึดอยู่นั้น ไม่มีอะไรให้สมควรยึดถือได้เลย ทุกสิ่งล้วนว่างเปล่าดุจดังท้องฟ้าที่มืดมิดกลางค่ำคืน สิ้นแสงสว่างจากพลุเหล่านั้นแล้ว ก็กลับเป็นเช่นเดิม ไม่อาจมีพลุดวงใดสว่างอยู่ถาวรไม่ดับไปได้เลย

เบื้องล่างจากแสงไฟจากพลุที่สวยงามบนท้องฟ้านั้น  ปรากฏพระที่นั่งสรรเพชญปราสาทที่จำลองมาจากพระที่นั่งองค์เดิมสมัยกรุงศรีอยุธยาที่เคยรุ่งเรืองสวยงามสง่า พลันทำให้เรากลับมองเห็นภาพในอดีตของกรุงศรีอยุธยาราชธานีอันรุ่งเรืองรุ่งโรจผ่านกาลเวลา จนดับไปดั่งพลุกลางท้องฟ้าเมื่อสองร้อยห้าสิบสี่ปีก่อน ภาพสะท้อนในอดีตวนเวียนมาในใจเรา น้ำตาของผู้คนชนชาวไทยมากมายเท่าใดที่สูญเสียไปในเวลานั้น พวกเราลูกหลานได้พบสิ่งอันใดบ้างผ่านกาลเวลายาวนานนี้ หรือยังต่างแสวงหาผลประโยชน์เข้าสู่ตน ไม่สนใจในประเทศชาติ ศาสนา และมหากษัตริย์ที่ทำให้เราสามารถยืนหยัดเป็นประชาชนชนชาวไทยมาได้จนถึงทุกวันนี้

ความมืดหลังแสงสว่างจากพลุดับลงนั้น ช่วยกลบเกลื่อนน้ำตาที่ไหลอาบใบหน้าของฉันได้อยู่ แต่ความเศร้าโศกในใจนั้น มิอาจมีสิ่งใดกลบเกลื่อนได้เลย ขอแสงสว่างของดวงอาทิตย์ในวันใหม่ จงเป็นดังแสงแห่งพระธรรม ที่จะขจัดความโลภ โกรธ หลง อันดำมืดในใจผู้คนให้หมดไปด้วยเถิด