วันพฤหัสบดีที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

"ANIMALS FARM" ฉบับย่อ

 "ANIMALS FARM"

ฉบับย่อสำหรับผู้ไม่ชอบอ่านทั้งเล่ม

Animal Farm เป็นยอดนวนิยายเรื่องหนึ่งของโลก เขียนโดย จอร์จ ออร์เวลล์ มาตั้งแต่ปี 1945

เนื้อเรื่องเรียบง่าย ไม่ซับซ้อน แต่อ่านแล้วเหมือนโดนเฆี่ยนด้วยแส้หนังกลางหลัง โรยด้วยเกลือทะเลและเกลือสินเธาว์อย่างละสองช้อนโต๊ะ

แซ่บแสบและแสบแซ่บ

นี่เป็นหนังสืออะไรกันแน่? ลองอ่านเรื่องย่อก่อน

แอนิมัล ฟาร์ม มีชื่อจริงว่า แมนเนอร์ ฟาร์ม เจ้าของคือนายโจนส์ผู้ขี้เมา

วันหนึ่งสัตว์ต่าง ๆ ในฟาร์มของนายโจนส์ก่อการปฏิวัติ เพราะรับการปกครองแบบโหดเหี้ยมของนายโจนส์ไม่ได้

หลังจากนายโจนส์เข้านอนแล้ว พวกสัตว์ในฟาร์ม นำโดยหมู 'ผู้พันแก่' ประชุมกัน ผู้พันแก่บอกว่าถึงเวลาปลดแอกแล้ว ผู้นำฟาร์มคนนี้เป็นจอมเผด็จการ หากินบนหลังสัตว์ สัตว์ทั้งหลายควรอยู่ในโลกที่สวยงาม ยุติธรรม ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน

เหล่าสัตว์ฟังสุนทรพจน์แล้วเกิดอาการฮึกเหิมยิ่ง ร้องเพลงปลุกระดม นายโจนส์ตื่นขึ้นมาเพราะหนวกหู ยิงปืนขึ้นฟ้านัดหนึ่ง บรรดาสัตว์ก็เงียบเสียง

สามวันต่อมาผู้พันแก่ตาย และถูกฝัง แต่ความฝันของมันไม่ได้ตายไปด้วย

หมูสองตัวชื่อ สโนว์บอล กับ นโปเลียน ก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้า วางแผนโค่นนายโจนส์ โดยความช่วยเหลือของหมูอีกตัวหนึ่งชื่อ สควีลเลอร์ ซึ่งเป็นหมูนักพูด

หมูสามตัว (ที่ไม่ใช่ชื่อยี่ห้ออาหาร) สร้างระบบใหม่ที่เรียกว่า Animalism ให้ผู้ที่ฉลาดนำกลุ่ม สัตว์ที่โง่กว่าเช่น แกะ ม้า เป็นผู้ตาม

การปฏิวัติเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คิด วันหนึ่งนายโจนส์เมามากจนไม่ได้ออกมาให้อาหารสัตว์ เมื่ออดอาหาร สัตว์ก็ลุกฮือ ขับไล่เจ้าของบ้านไป

เหล่าสัตว์เฉลิมฉลอง สำรวจสมบัติในบ้าน

สโนว์บอลเปลี่ยนป้ายชื่อ มานอร์ ฟาร์ม เป็น แอนิมัล ฟาร์ม เขากับนโปเลียนตั้งกฎใหม่ขึ้นมา เป็นบัญญัติเจ็ดประการ คือ

1 สองขาคือศัตรู
2 สี่ขาคือมิตร
3 สัตว์ห้ามสวมเสื้อ
4 สัตว์ห้ามนอนบนเตียง
5 สัตว์ห้ามดื่มของเมา
6 สัตว์ห้ามฆ่าสัตว์อื่น
7 สัตว์ทุกตัวเสมอภาคกัน

พี่น้องผองสัตว์ยินดีปรีดากับการปกครองตนเอง ทำงานหนักเพื่อปรับปรุงฟาร์ม มีการเคารพธงชาติทุกวันอาทิตย์ซึ่งถือเป็นวันพักผ่อน

สโนว์บอลตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อพัฒนาสังคม มีสโลแกน "ข้าจะทำงานหนักขึ้น" จัดตั้งระบบการศึกษา แต่สัตว์บางชนิดเรียนรู้ช้า สโนว์บอลจึงย่อบัญญัติเจ็ดประการเป็นกฎสั้น ๆ ว่า "สี่ขาดี สองขาไม่ดี"

หลังจากเก็บเกี่ยวแอปเปิ้ล พวกหมูยึดแอปเปิ้ลเป็นของตน เพราะว่าพวกตนจัดการดูแลฟาร์มเป็นอย่างดี สัตว์อื่น ๆ ได้แต่เงียบเสียง

วันหนึ่งนายโจนส์พาพวกมายึดฟาร์มคืน แต่ไม่สำเร็จ พวกสัตว์ต้านสุดฤทธิ์ สโนว์บอลกับบอกเซอร์ได้รับเหรียญกล้าหาญจากการรบ

แอนิมัล ฟาร์ม แบ่งออกเป็นสองค่าย นโปเลียนไม่เห็นด้วยกับสโนว์บอลเกือบทุกเรื่อง นโปเลียนแอบเลี้ยงหมาดุไว้ฝูงหนึ่ง สั่งให้หมาขับสโนว์บอลออกไป จากไร่ และตนเองกลายเป็นหัวหน้าฟาร์ม

'ฝ่ายบริหาร' วางแผนสร้างกังหันเพื่อเพิ่มผลผลิต สัตว์อื่น ๆ ยกเว้นหมูกลายเป็นทาสแรงงาน

………………………..

เมื่อนโปเลียนประกาศว่า แอนิมัล ฟาร์ม จะทำธุรกิจกับพวกคน เหล่าสัตว์จำคำพูดของหมูผู้พันแก่ที่ว่า "การค้าเป็นความชั่วร้ายของพวกคน"

สควีลเลอร์จึงต้องโน้มน้าวสัตว์อื่นว่า คิดมากไปต่างหาก

พวกหมูย้ายไปอยู่ในตัวบ้าน นอนบนเตียง ซึ่งผิดบัญญัติข้อที่ 4 แต่เมื่อพวกสัตว์กลับไปดูป้ายบัญญัติ ก็พบคำที่เติมขึ้นมา ความว่า

4 สัตว์ห้ามนอนบนเตียง ที่มีผ้าปู

ฤดูหนาวที่โหดร้ายมาถึง เหล่าสัตว์พบความหิวโหยอย่างหนัก

นโปเลียนขายไข่ไก่ที่มีเพื่อไปซื้อข้าวเปลือก เหล่าแม่ไก่ต่อต้าน นโปเลียนจึงตัดส่วนอาหารไก่ หลายตัวอดจนตาย จนในที่สุดพวกไก่ก็ยอมแพ้

ต่อมานโปเลียนประกาศว่า มีผู้พยายามก่อกบฏในฟาร์ม สัตว์หลายตัวถูกประหาร สัตว์ที่เหลือกลัวจนไม่กล้าต่อต้าน แอนิมัล ฟาร์มกลายเป็นอาณาจักรแห่งความกลัว

ไม่นานบัญญัติก็เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ เช่น

6 สัตว์ห้ามฆ่าสัตว์อื่น โดยไร้สาเหตุ

5 สัตว์ห้ามดื่มของเมา มากเกินไป

การปันส่วนอาหารยังคงดำเนินต่อไป ยกเว้นพวกหมูที่กินดื่มเต็มที่

เมื่อสัตว์ตัวหนึ่งชื่อ บ็อกเซอร์ ล้มป่วย นโปเลียนสัญญาว่าจะส่งมันไปที่โรงพยาบาล แต่รถที่มารับบอกเซอร์คือรถของโรงฆ่าสัตว์

เวลาผ่านไปอีกหลายปี สัตว์หลายตัวตายไป สควีลเลอร์เริ่มหัดเดินสองขา เปลี่ยนสโลแกนใหม่เป็น "สี่ขาดี สองขาดีกว่า"

ในที่สุดบัญญัติเจ็ดประการก็เหลือสั้น ๆ ว่า "สัตว์ทุกตัวเสมอภาคกัน แต่บางตัวเสมอภาคกว่าตัวอื่น"

วันหนึ่งเมื่อผองสัตว์มองดูพวกหมู ก็เริ่มเห็นว่าใบหน้าพวกหมูช่างเหมือนพวกคนเสียจริง...

บอกแล้วว่าอ่านแล้วเหมือนโดนเฆี่ยนด้วยแส้หนังกลางหลัง โรยด้วยเกลือทะเลและเกลือสินเธาว์อย่างละสองช้อนโต๊ะ...

.…………………

เอาละ มาถึงบรรทัดนี้ เชื่อว่าผู้อ่านร้อยละ 99 คงเห็นว่านวนิยายเรื่องนี้เสียดสีระบอบเผด็จการ

ถูก แต่ไม่ถูกทั้งหมด เพราะเผด็จการยังไม่ใช่หัวใจของเรื่อง

นิยายเรื่องนี้เสียดสี 'อำนาจ' ต่างหาก

มันบอกว่าอำนาจนั้นมักฉ้อฉล

ประโยคที่ชาวโลกคุ้นกันดีคือ "Power corrupts; absolute power corrupts absolutely."

เป็นประโยคที่ถูกทอนมาจากจดหมายที่นักประวัติศาสตร์ ลอร์ด แอคตอน เขียนถึง บิชอบ แมนเดลล์ ไครตัน เมื่อปี 1887 ว่า "Power tends to corrupt, and absolute power corrupts absolutely. Great men are almost always bad men."

แปลว่า อำนาจมักจะฉ้อฉล และอำนาจสูงสุดมักฉ้อฉลสูงสุด ผู้นำที่ยิ่งใหญ่เป็นคนเลวเกือบเสมอ

โปรดสังเกตว่าประโยคเต็มมีคำว่า 'tends to' (มักจะ) บอกว่าไม่ทุกๆ อำนาจเลวร้าย แต่ส่วนใหญ่มักจะเลวร้าย

Animal Farm สะท้อนสันดานมนุษย์ว่า เมื่อไรที่มีอำนาจในมือ ไม่ว่าเดิมทีมีนิสัยดีอย่างไร จะเปลี่ยนไปเสมอ (นี่ก็คือคอนเส็ปต์ของประชาธิปไตยบนเส้นขนาน)

ยิ่งมีอำนาจมาก ก็จะยิ่งเปลี่ยนมาก

เขื่อไหมว่า จอร์จ ออร์เวลล์ เขียนเรื่อง Animal Farm เพื่อสะท้อนเหตุการณ์ปฏิวัติรัสเซียในปี 1917 ที่เปลี่ยนระบอบเป็นคอมมิวนิสต์ พวกบอลเชวิกผู้ก่อการสัญญาชาวบ้านเสียดิบดี แต่ลงท้ายก็ฆ่ากันเองเพื่อแย่งอำนาจ

จอร์จ ออร์เวลล์ เขียนนวนิยายแรงๆ แบบนี้สองเรื่องคือ Animal Farm กับ 1984 สองเรื่องนี้ควรอ่านคู่กัน ขอแนะนำอย่างสูง

ขณะที่นักอ่านส่วนมากเห็นว่า Animal Farm เสียดสีเผด็จการ ผมกลับเห็นว่า Animal Farm สะท้อนความอ่อนแอของมนุษย์มากกว่า เรื่อง 1984 ต่างหากที่สะท้อนระบบเผด็จการชัดเจนกว่ามาก คือตัวละคร Big Brother ควบคุมทุกอย่าง

อีกเหตุผลหนึ่งเพราะอำนาจไม่ได้หมายถึงบริบททางการเมืองอย่างเดียว ในองค์กรธุรกิจ ก็มีอำนาจฉ้อฉล ในครอบครัวก็มีอำนาจฉ้อฉล

ลูกน้องที่ก้าวขึ้นมาเป็นเจ้านายแล้วเปลี่ยนเป็นชอบกดขี่ ก็คือ Power corrupts

เจ้านายด่าคนใช้เป็นหมูเป็นหมา ก็คือ Power corrupts

(ส่วนภรรยากดขี่สามีไม่ใช่ Power corrupts เป็นแค่เทคนิคฝึกสัตว์ให้เชื่องเท่านั้น)

แม้กระทั่ง 'เผด็จการรัฐสภา' และการแทรกแซงองค์กรอิสระก็คือ Power corrupts

Animal Farm ชี้ให้เห็นว่าอำนาจเปลี่ยนคนธรรมดาเป็น Power addict และลงท้ายด้วย Power corrupts อย่างไร

อำนาจก็เหมือนไฟ แรกๆ คนแสวงหามันเพื่อความอบอุ่น แต่เมื่อได้มาแล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะใช้เผาตัวเอง เป็นอย่างนี้แทบทุกคน

บางทีความเป็นมนุษย์เป็นอย่างนี้เอง นั่นคืออ่อนแอ ตกอยู่ใต้ตัณหาที่เรียกว่าอำนาจได้ง่ายดาย

ยิ่งมีอำนาจ ก็ยิ่งอ่อนแอ จึงต้องกดหัวคนอื่น …………………..................

วันพุธที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2562

ปัญหาการภาวนา


ภาวนา

ปัญหาที่พบบ่อยๆ
1.     เราจำเป็นต้องนั่งสมาธินานๆไหม?
-           การนั่งสมาธิ สำคัญที่สติ ถ้านั่งนานหรือไม่นานแต่มีสติตามรู้ตลอดได้ก็ดีแล้ว
-           การนั่งทนปวดทนเจ็บไปให้ได้ตามเวลาดีที่ได้ความอดทน แต่ก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรมากนัก
-           การเจ็บปวดในการนั่งสมาธิภาวนาเป็นเรื่องธรรมดาที่สำคัญยิ่ง ถ้าเราเข้าใจ ความเจ็บปวดนั้นมีค่ายิ่งกว่าเงินทอง ถ้าเราเอาสติตามรู้เข้าไปในความเจ็บปวดนั้นได้ พิจารณาเข้าไปลึกลงไปทุกครั้งทุกคราที่ฝึกภาวนาจนสามารถแยกกาย/ใจนี้ได้ก็เป็นเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่แล้ว หลายคนใช้ความคิดแทนการพิจารณา เอาสิ่งที่จำมาตอบใจตัวเองจะเห็นได้ว่าครั้งเดียวก็แยกธาตุแยกขันธ์ตามที่จำมาได้แล้ว สิ่งเหล่านี้แก้ได้จากการนั่งภาวนานานๆหลายๆชม. ความจริงและความคิดก็จะแยกออกมาให้เรารู้ได้เองไม่ต้องให้ใครบอก
-           เริ่มต้นใหม่ๆ เราจึงต้องใช้ขันติความอดทนก่อน เช่นตั้งใจจะนั่ง1ชม. เจ็บปวดก็อดทน และพยายามพิจารณาตามความจำที่ครูบาอาจารย์สอนมา อดทนๆไม่ขยับไปตามความอยากของใจ พิจารณาไปๆ ถึงเวลาก็อย่าเพิ่งขยับ อดทนต่อไปๆเท่าที่ทำได้ พอไม่ไหวก็ขยับไปนิดหนึ่งแล้วนั่งต่อ พิจารณาความแตกต่างของอารมณ์ที่แตกต่างกัน ก่อนและหลังขยับตัว ดูใจตนเองว่าความคิดกับความจริงนั้นแตกต่างกัน   ค่อยๆทำเช่นนี้ไปหลายๆๆๆครั้ง จนความจริงไม่ต่างจากความคิด เป็นปัจจุบันขณะ ปัจจุบันจิตได้ นั้นแหละขั้นแรกแล้ว
-           1. เราจำเป็นต้องนั่งสมาธินานๆไหม?
-           เพียงแต่นั่งได้นานๆ นั้นคงไม่ดี ต้องนั่งให้ได้ผล ให้มันเพลินในการพิจารณา เวลาจะล่วงเลยไปนานเอง ผลที่ได้คือจะพบกับความสุขอิสระ พ้นจากความเจ็บปวดเอง เป็นอย่างนี้การนั่นนานๆจึงดี ทำให้เกิดปัญญา เมื่อเกิดปัญญาแล้ว จิตจะสว่างไสวเบิกบาน และเกิดความอาจหาญขึ้นมา ในคราวต่อๆไปก็จะไม่ย่อท้อ จากทุกข์เวทนาไจาการนั่งนานๆ ไม่ว่าเวทนามากหรือน้อยก็ตาม
2.     ภาวนา
ปัญหาที่พบบ่อยๆ
2.พิจารณา อย่างไร
การพิจารณาที่เราทำเป็นปกติคือการพิจารณาทุกข์ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า ไม่ว่าจะมาจากกายหรือใจ ครูชาอาจารย์ท่านให้แยกแยะ ให้แตกกระจายออกไปเช่นปวดที่ขาก็แยกลงไปว่าปวดตรงไหน เอ็น กล้ามเนื้อ เส้นประสาท เส้นเลือด แล้วใช้ปัญญาพิจารณาว่าความจริงนั้นเป็นเช่นไร ที่เรายึดมั่นว่าเป็นตัวเราของเรานั้นเพราะอะไร?เป็นต้น แต่ก็มีการพิจารณาอีกมากมาย สำคัญที่สุดคือต้องเริ่มจากตัวเราเองพิจารณาลงไปแยกแยะให้ละเอียดลงไปๆ อย่าท้อ ทำบ่อยๆทำจนชำนาญ วันนี้เห็นแต่ความจำก็ยอม อดทนๆๆๆๆ ทำจนจิตดวงนี้ยอมแพ้กับความจริงเบื้องหน้า ยอมรับว่าที่เรายึดมั่นว่าเป็นตัวเรานั้นไม่จริงเลย เป็นความหลงของเราทั้งสิ้น
-การพิจารณา ในเบื้องต้นคือเอาคำสอนที่เราเรียนมา พิจารณากับความจริงที่อยู่เบื้องหน้า แรกๆคงต้องใช้ความจำ ย้ำเตือนใจเราให้รับรู้ไปตามที่เราเรียนรู้มา ทำไปแล้วทำไปอีก จนกว่าความจริงจะปรกกฏขึ้นที่ใจเรา การพิจารณานั้นขึ้นกับบุคคล ปกติ เราเคยพิจารณาสิ่งใดก็ให้ทำซ้ำเรื่องนั้นไปบ่อยๆให้ลึกขึ้นละเอียดขึ้นให้ลึกลงไปๆ จนความจริงเกิดขึ้นที่ใจเรา เะช่นพิจารณากายหนึ่งใน32อาการ หรือพิจารณาธาตุ หรือพิจารณาสิ่งกระทบทางกายทางใจเป็นต้น
-การแก้ความจำ/ความจริง
ที่เรามาร่วมนั่งสมาธิกัน โดยใช้เวลานานขึ้นเช่นสามสี่ชม.นั้น ก็เพื่อให้เราสามารถแยกความจริงกับความจำของเราด้วยตัวเราเอง การอดทนอาจะทนได้ชม.สองชม. แต่พอนานๆไปแล้ว จะใช้ความจำมาพยายามทนอยู่เป็นไปได้ยาก เราจะเห็นความอยาก ที่จะขยับอย่าเปลี่ยนอิริยบทเพื่อหนีความทุกข์ที่กำลังแสดงให้เราเห็นอยู่ตรงหน้าเรา ความทุกข์ที่เรามีหน้าที่จะต้องศึกษาให้เข้าใจ พิจารณาให้รู้จักได้อย่างละเอียด มิใช่หนีทุกข์นั้น การนั่งได้นานๆโดยไม่ขยับจึงเป็นวิธีที่พ่อแม่ครูอาจารย์ได้พาเราทำมาตั้งแต่เล็กๆ ปกติเรายังทำเช่นนี้กันอยู่ในวัดป่าโดยเฉพาะในคืนวันพระ จึงพยายามนำวิธีนี้มาให้พวกเราได้เข้าใจตนเองมากขึ้น เพราะความเข้าใจธรรมจากการฟังหรือการอ่านคงไม่ยากนัก แต่จะให้เข้าถึงใจโดยการปฏิบัตินั้น มีทางเดียวคือต้องทำด้วยตนเองเท่านั้น
3.     การฝึกสมาธิ โดยหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต

" การทำสมาธิเบื้องต้น ต้องชำระศีลให้บริสุทธิ์ทำวัตรสวดมนต์บูชาพระ เจริญพรหมวิหาร ๔
และ สมาทานกรรมฐานเดินสมาธิ หรือ เดินจงกรม การเดินสมาธิ หรือ เดินจงกรม
เหมาะสำหรับคนที่มักมีความคิดฟุ้งมาก พระพุทธองค์กล่าวว่า ประโยชน์ของการ
เดินจงกรม มีดังนี้คือ 
-ทำให้ร่างกายแข็งแรงไม่เจ็บป่วยง่าย
-ทำให้ขาแข็งแรงเดินได้ทนและไกล
-เมื่อทำหลังอาหารทำให้อาหารย่อยง่าย
-สมาธิที่ได้จากการเดินจงกรมจะอยู่ได้นาน

.วิธีการเดินสมาธิหรือเดินจงกรม.
เลือกสถานที่ยาวประมาณ ๕ เมตรถึง ๑๐ เมตร แล้วแต่ความกว้างของสถานที่ และความรู้สึก
พอดี บางทียาวนักก็ไม่ดีเหนื่อย บางครั้งสั้นไปก็ทำให้เวียนหัว หันหน้าไปทางเดินจงกรม แต่อย่ามองไกล
เกินไป มองทอดสายตาดูไปข้างหน้าประมาณ  ๔ ก้าวเพื่อไม่ให้จิตใจวอกแวก แต่ไม่ใกล้เกิน
ไป จนรู้สึกปวดต้นคอ มือซ้ายมาวางที่หน้าท้องและ มือขวามาวางทับ เพื่อป้องกันแขนแกว่ง
ขณะเดิน และ ดูสวยงาม  เมื่อได้ท่าที่พอดีแล้วก็เดินก้าวขาขวาไป ก็นึก
คำว่า "พุท" และเมื่อก้าวขาซ้ายไปก็นึก คำว่า-"โธ" เวลาเดินไม่หลับตา แต่ให้ลืมตา และ
กำหนดสัมผัสของเท้าที่ก้าวเหยียบลงพื้น เดินว่า พุทโธๆไปเรื่อย
พอถึงปลายทางเดิน ก็หยุดนิดหนึ่งแล้วก็หันกลับด้านขวามือมาทางเดิม และเดินว่าพุทโธ
(กำหนดในใจ)ต่อไป อย่าเร็วเกินไป หรือ ช้าเกินไป กำหนดจิตของเราอยู่ที่ก้าวเดิน และ-
คำภาวนา ไม่ให้จิตวอกแวก  สิ่งสำคัญคือ
การกำหนดจิตให้ทันการเคลื่อนไหว ส่วนการเดินเป็นเพียงส่วนประกอบ เท่านั้น เราควรทำ
อย่างน้อย ๓๐ นาทีและ จะดีมากขึ้นถ้าตามด้วยการนั่งสมาธิ เพราะการเดินจงกรม เป็นการ-
เปลี่ยนอิริยาบถ ปล่อยอารมณ์ และ เตรียมร่างกายให้พร้อมสู่...การ...นั่งสมาธิ
.อิริยาบถนั่งสมาธิ          นั่งขัดสมาธิ เอาขาขวาทับขาซ้าย เอามือขวาทับมือซ้าย
วางลงบนตัก ตั้งกายตรง ไม่กดและข่มอวัยวะในร่างกาย วางกายให้สบาย ๆ
ตั้งจิตให้ตรง ลงตรงหน้า กำหนดรู้ซึ่งจิตเฉพาะหน้า ไม่ส่งจิตให้ฟุ้งซ่าน
ไปในเบื้องหน้า-เบื้องหลัง(อนาคตและอดีต)  พึงเป็นผู้มี...สติ กำหนดจิตรวมเข้าตั้งไว้ใน จิต
บริกรรม" พุทโธ "จนกว่า  จะเป็น...เอกัคคตาจิต."

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
4.     ภาวนา
ปัญหาที่พบบ่อยๆ                  การพิจารณาเวทนา
เวทนา     ถึงแม้ว่าเราต้องพิจารณาเวทนาด้วยปัญญา แยกแยะเวทนาออกมาเป็นส่วนๆ เพื่อให้เข้าใจความจริงที่เป็นอยู่เฉพาะหน้า จะได้ไม่ยึดถือเวทนานั้นมาเป็นตัวเรา เป็นเวทนาของเรา จนทำให้เกิดทุกข์  แต่ที่เรามักจะพบเจอเสมอคือการเอาเวทนามาเป็นอารมภ์ และยึดเวทนานั้นเป็นเราซึ่งก็คือตรงกันข้ามกับที่ควรจะเป็น สาเหตุหลักใหญ่ๆที่พบคือเราเอาสติตามรู้ออกไป หลงไปปรุงแต่งกับเวทนานั้นๆ ทางแก้ไขคือให้มีสติอยู่กับกายกับใจนี้ตลอด ถึงแม้บางครั้งการพิจารณาด้วยสัญญาจะทำให้เราหลุดออกไป แต่การมีสติดึงกลับมากายใจเป็นระยะๆก็สามารถช่วยได้ เราจึงไม่ควรหลงไปกับเวทนานัก เพราะการมีสติย้อนมาที่จิตเป็นสิ่งที่ควรกระทำมากกว่าโยเฉพาะเวทนาใหญ่ๆเช่นเวทนาก่อนตายเป็นต้น

พิธีรดน้ำดำหัว


พิธีรดน้ำดำหัว



พิธีสำคัญที่มาคู่กับวันสงกรานต์เสมอก็คือ พิธีรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ หลายคนรู้จักกันดีว่าพิธีนี้คือการนำน้ำหอมๆ มารดใส่ในมือของผู้ใหญ่ที่เราเคารพ แต่เดี๋ยวก่อน…เคยรู้กันไหมว่าจริงๆ แล้วพิธีน่ารักๆ แบบนี้มีความเป็นมาอย่างไร และวิธีการรดน้ำผู้ใหญ่ที่ถูกต้องตามหลัก ต้องทำอย่างไรบ้าง?
ประเพณีรดนํ้าดําหัว เป็นประเพณีของไทยอันสืบเนื่องมาจากประเพณีวันสงกรานต์ หรือ    วันขึ้นปีใหม่ของไทยที่แสดงถึงความเคารพนบนอบต่อผู้ใหญ่หรือผู้ที่เคารพนับถือและผู้มีพระคุณ เพื่อแสดงความกตัญญูพร้อมกับการขอขมาและขอรับพรเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตัวเองเนื่องในวันสําคัญ เช่น วันขึ้นปีใหม่หรือวันสงกรานต์ของไทยในเดือนเมษายน “การดําหัว” ก็คือการรดนํ้านั่นเองแต่เป็นคําเมืองทางเหนือการดําหัวเรียกกันเฉพาะการรดนํ้าผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีตําแหน่งหน้าที่การงานสูง เช่น พ่อเมือง เป็นต้น เป็นการขอขมาในสิ่งที่ได้ล่วงเกินไป หรือขอพรปีใหม่จากผู้ใหญ่ สิ่งที่ต้องนําไปในการรดนํ้าดําหัวก็คือ นํ้าใส่ขันเงินใบใหญ่ ในนํ้าใส่ฝักส้มป่อยโปรยเกสรดอกไม้และเจือนํ้าหอม นํ้าปรุงเล็กน้อยพร้อมด้วยพานข้าวตอกดอกไม้เป็นเครื่องสักการะอีกพานหนึ่ง การรดนํ้าดําหัวมักจะไปกันเป็นหมู่ โดยจะถือเครื่องที่จะดําหัวไปด้วย เมื่อขบวนรดนํ้าดําหัวไปถึงบ้าน ท่านเจ้าของบ้านก็จะเชื้อเชิญให้เข้าไปในบ้าน พอถึงเวลารดนํ้าท่านผู้ใหญ่ก็จะสรรหาคําพูดที่ดีที่เป็นมงคลและอวยพรให้กับผู้ที่มารดนํ้าดําหัว ปัจจุบันนี้พิธีรดนํ้าดําหัวในจังหวัดต่างๆ ทางเหนือมักจะจัดเป็นพิธีใหญ่ ในบางแห่งมีขบวนแห่งและมีการฟ้อนรําประกอบ เช่น พิธีรดนํ้าดําหัวในจังหวัดเชียงใหม่ และเชียงราย เป็นต้น
1. ทำไมต้อง 'รดน้ำ' และ 'ดำหัว'
สำหรับความเป็นมาของ พิธีรดน้ำดำหัว นั้น ว่ากันว่า เป็นพิธีโบราณมาจากทางเหนือ โดยคำว่า 'รดน้ำดำหัว' เป็นคำพูดของชาวเหนือที่จะไปรดน้ำขอขมาและขอพรจากผู้ใหญ่ที่ตนเคารพนับถือ ซึ่งในอดีตนั้นการรดน้ำคือ การอาบน้ำจริงๆ ส่วนการดำหัวก็คือการสระผมให้ผู้ใหญ่นั่นเอง โดยจะใช้น้ำส้มป่อยหรือน้ำมะกรูดในการสระผม (คำว่า ดำหัว เป็นภาษาล้านนาดั้งเดิม หมายถึงการสระผม)
https://www.thairath.co.th/media/NjpUs24nCQKx5e1DISdLfE6G65E3kVLz0f4t2xPbB5q.jpg
รดน้ำดำหัวเพื่อขอพรมงคลจากผู้ใหญ่
ต่อมาพิธีดังกล่าวก็แพร่กระจายไปทั่วทุกภูมิภาค นอกจากจะทำเพื่อขอขมาผู้ใหญ่แล้ว ยังถือเป็นการชำระสะสางสิ่งอัปมงคลออกไปจากชีวิตเพื่อต้อนรับสิ่งดีๆ เข้ามาในวันปีใหม่ จวบจนถึงวันนี้การรดน้ำดำหัวกลายเป็นประเพณีที่ดีงามอย่างหนึ่ง ที่ประชาชนชาวไทยปฏิบัติสืบทอดต่อๆ กันมาในวันสงกรานต์ทุกปี
2. ความหมายที่แฝงอยู่ในพิธี
การรดน้ำดำหัวไม่ได้เป็นเพียงการชำระสิ่งไม่ดีออกไปเท่านั้น แต่ยังมีความหมายดีๆ แฝงอยู่ นั่นคือ เป็นการแสดงความเคารพต่อบิดา มารดา ผู้ใหญ่ หรือผู้มีพระคุณ เป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทีของผู้น้อย และเพื่อขอโทษขออภัยในปีที่ผ่านมา ที่ผู้น้อยอาจจะเคยล่วงเกินผู้ใหญ่ทั้งกาย วาจา ใจ ทั้งที่ตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจ ไม่ว่าจะต่อหน้าหรือว่าลับหลังก็ตาม รวมถึงเป็นการขอพรจากผู้อาวุโสเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองตลอดปีอีกด้วย
3. คุณค่าระหว่างวัย
ข้อสำคัญอีกข้อหนึ่งของพิธีนี้ก็คือ ช่วยสานความสัมพันธ์ให้กับคนในครอบครัวได้ด้วย เพราะวันสงกรานต์เป็นช่วงเวลาเดียวของปี ที่คนไทยนิยมเดินทางกลับบ้านเกิดไปรวมตัวกัน หรือที่เรียกว่า วันรวมญาติ-วันครอบครัว เพื่อเฉลิมฉลองวันปีใหม่ไทยร่วมกัน ปู่ย่าตายายก็จะได้เห็นหน้าหลานๆ ให้ชื่นใจ ส่วนเด็กๆ เองก็จะได้มีโอกาสใกล้ชิดกับผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นเรื่องดีต่อเด็ก เพราะมีข้อมูลทางวิชาการระบุว่า การให้เด็กอยู่ใกล้ชิดกับคนแก่จะช่วยฝึกให้เด็กมีความนอบน้อม และอ่อนโยนขึ้นได้ ซึ่งการรดน้ำดำหัว เด็กๆ สามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้เต็มที่ ตั้งแต่การเตรียมดอกไม้ น้ำหอม น้ำปรุง นอกจากนี้ ผู้ปกครองก็สามารถชี้ชวนและอธิบายถึงความหมายดีๆ ของกิจกรรมนี้ให้ลูกเข้าใจมากขึ้นได้ เช่น บอกว่าคุณแม่กำลังรดน้ำคุณตานะ เดี๋ยวคุณตาจะอวยพรให้แม่แข็งแรง อยู่กับลูกไปนานๆ พอคุณแม่รดน้ำเสร็จ ก็ให้ลูกลองรดน้ำดำหัวบ้าง พร้อมกับคอยแนะนำอยู่ใกล้ๆ เมื่อเด็กได้ทำซ้ำๆ ทุกปี ช่วงเวลาแบบนี้จะเป็นสิ่งที่พวกเขารอคอย และรู้สึกว่าตัวเองมีความสำคัญ
4. วิธีดำหัวฉบับโบราณ / สมัยใหม่
สำหรับวิธีการรดน้ำดำหัว ขอพาไปทำความรู้จักกับวิธีแบบโบราณกันก่อน ซึ่งเป็นพิธีกรรมในแบบของสงกรานต์ล้านนา โดยสามารถทำได้ 3 แบบ คือ 
แบบที่หนึ่ง ดำหัวตนเอง : เป็นพิธีเสกน้ำส้มป่อยด้วยคำที่เป็นสิริมงคล เช่น "สัพพทุกขา สัพพภยา สัพพโรคาวินาสันตุ" แล้วใช้น้ำส้มป่อยลูบศีรษะ เพื่อชำระล้างสิ่งไม่ดีออกไป
แบบที่สอง ดำหัวผู้น้อย เช่น ภรรยา บุตร หลาน : เป็นพิธีกรรมต่อเนื่องจากแบบแรก คือ ใช้น้ำส้มป่อยลูบศีรษะภรรยา บุตร หลาน หลังจากดำหัวตนเอง หรือการที่ตนเองรับน้ำส้มป่อย (แบบที่สาม) มาลูบศีรษะตนเองเสร็จแล้วสลัดใส่ศีรษะ หรือลูบศีรษะผู้ที่มาดำหัวตนเอง
แบบที่สาม ดำหัวผู้ใหญ่ เช่น บิดา มารดา ครู อาจารย์ พระเถระ ผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นต้น : กรณีนี้อาจไปดำหัวด้วยตนเอง บางครั้งอาจพาญาติพี่น้องไปเป็นกลุ่ม หรือไปเป็นคณะ โดยเฉพาะผู้ใหญ่ที่เป็นที่เคารพนับถือของชุมชน
การดำหัวนี้ ศาสตราจารย์เกียรติคุณมณี พยอมยงค์ ผู้เป็นปูชนียบุคคล ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของชาวล้านนาได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับการดำหัวสมัยโบราณให้คนรุ่นหลังได้ทราบถึงขนบธรรมเนียมประเพณีล้านนาดังนี้สำหรับการดำหัวนั้น นิยมเอาน้ำใส่ขัน คือใส่สลุง เอาน้ำขมิ้นส้มป่อยใส่ เวลาดำหัวเขาจะเอาไปประเคน คือเอาไปมอบให้ท่านผู้เฒ่าผู้แก่ที่เราจะไปดำหัวนั้น เขาจะเอามือจุ่มลงในสะหลุงที่มีน้ำขมิ้นส้มป่อยอยู่ แล้วก็เอามาลูบหัวตัวเอง 3 ครั้ง จากนั้นก็เอามือจุ่มน้ำส้มป่อย สลัดเข้าใส่ลูกหลานที่มาดำหัวพร้อมกับอวยพรให้อยู่ดีมีสุข ให้อยู่ดีกินดี 
http://img.khwamjing.com/userfiles/images/1(875).jpg
 ***ไม่นิยมเอาน้ำรดมืออย่างของภาคอื่น ซึ่งถือว่าการทำอย่างนั้นเป็นการรดศพมากกว่า***
 5. ต้องเตรียมอะไรบ้าง
https://www.thairath.co.th/media/NjpUs24nCQKx5e1DISdLfE6G65E3kVItR3A0Qk0p2mB.jpg
เตรียมน้ำอบน้ำปรุง หรือน้ำหอม มาผสมในน้ำสะอาด
สิ่งที่ต้องเตรียมไปในการรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ ได้แก่ น้ำอบไทย น้ำหอม หรือน้ำส้มป่อย เพื่อนำไปผสมกับน้ำที่จะนำไปรดน้ำผู้ใหญ่ ข้อต่อมาคือเตรียมดอกมะลิ ดอกกุหลาบ หรือดอกไม้อื่นๆ ที่ปลูกอยู่ในบ้านก็ได้ ถัดมาต้องเตรียมขันเงินหรือขันทองเหลือง พานข้าวตอก ดอกไม้ และธูปเทียน ข้อสุดท้าย คือ เตรียมผ้าตัดเสื้อ ผ้านุ่ง ผ้าห่มผืนใหม่ หรือของขวัญเล็กๆ น้อยๆ เพื่อมอบให้แก่ผู้ใหญ่ เพื่อเป็นการต้อนรับปีใหม่ไทย
https://www.thairath.co.th/media/NjpUs24nCQKx5e1DISdLfE6G65E3kVHveCeBFQYmjKm.jpg
ใส่ดอกไม้กลิ่นหอมลงไปด้วยเพื่อความสดชื่น
ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวดีๆ ของการรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ เอาเป็นว่าสงกรานต์นี้ก็อย่าลืมที่จะจัดเตรียมดอกไม้ น้ำอบน้ำปรุง ไปรดน้ำผู้สูงอายุกันนะจ๊ะ จะได้สานความผูกพันในครอบครัวให้ยิ่งอบอุ่นและมีความสุขตลอดปีใหม่นี้
ที่มา : kroobannokdmc, tnews.co.th


น้ำมันกัญชา


รวบรวมมาเพื่อให้พิจารณาครับ
ประโยชน์ของน้ำมันกัญชา 33 ประการ

1. กัญชาสามารถหยุดการแพร่กระจายของมะเร็งไม่ให้ลุกลามและกำจัดเซลมะเร็งได้ โดยไม่ทำร้ายหรือสร้างความเสียหายให้กับเซลปกติ
2. กัญชาสามารถรักษาต้อหิน
3. กัญชาสามารถป้องกันโรคอัลไซเมอร์
4. กัญชาสามารถช่วยลดอาการอักเสบ
5. กัญชาสามารถควบคุมและรักษาโรคลมชัก
6. กัญชาสามารถลดความเจ็บปวดจากโรคระบบประสาทส่วนกลางเสื่อม
7. กัญชาสามารถรักษโรคโครห์น (Crohn’s Disease) ความผิดปกติเรื้อรังของลำไส้ใหญ่ได้
8. กัญชาสามารถช่วยควบคุมและรักษาโรคพาร์กินสัน
9 . กัญชาสามารถลดความวิตกกังวล
10. กัญชาสามารถช่วยในการยับยั้งการสร้างสารก่อมะเร็งและปรับปรุงสุขภาพปอดได้
11. กัญชาสามารถลดความเจ็บปวดจากเคมีบำบัด
12. กัญชาสามารถปรับปรุงอาการของโรคลูปัสหรือโรคเอสแอลอี (โรคพุ่มพวง)
13. กัญชาสามารถช่วยปกป้องสมองจากความเสียหายของโรคหลอดเลือดสมอง
14. กัญชาสามารถควบคุมกล้ามเนื้อกระตุก
15. กัญชาสามารถรักษาโรคลำไส้อักเสบ
16. กัญชาสามารถช่วยขจัดฝันร้าย
17. กัญชาสามารถปกป้องสมองจากการถูกกระทบกระแทกและการบาดเจ็บ
18. กัญชาสามารถช่วยให้เจริญอาหาร
19. กัญชาสามารถช่วยขยายหลอดลมและลดการหดตัวของหลอดลม
20. กัญชาสามารถแก้โรคบิด แก้ปวดท้อง และโรคท้องร่วง
21. กัญชาสามารถช่วยแก้อาการประจำเดือนไม่ปกติของสตรี
22. กัญชาสามารถแก้โรคผิวหนังกลากเกลื้อน
23. กัญชาสามารถแก้ปวดหัวไมเกรน
24. กัญชาช่วยรักษาการอุดตันของเส้นเลือดในสมอง้
25. กัญชาสามารถช่วยบำบัดผู้ติดยาเสพติดชนิดรุนแรงเช่นเฮโรอีน
26. กัญชาสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดและความดันโลหิตได้ (รักษาเบาหวาน)
27. กัญชาสามารถช่วยรักษาแผลสด แผลหายยากจากเบาหวาน ให้แห้งและหายได้
28. กัญชาช่วยทำให้มีอารมณ์เบิกบานแจ่มใสมีสมาธิและจิตใจสงบ
29. กัญชาสามารถช่วยผู้ป่วยที่ติดเชื้อHIVหรือเอดส์ให้สามารถใช้ชีวิตได้ดีขึ้น
30. กัญชาสามารถช่วยป้องกันโรคตับแข็ง
31. กัญชาสามารถช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น
32. กัญชาสามารถช่วยรักษาอาการกระดูกหักให้หายไวขึ้น และยังทำให้กระดูกแข็งแรงขึ้นด้วย
33. กัญชาสามารถช่วยลดความเสี่ยงจากความเสียหายของระบบเส้นประสาททั้งร่างกายและระบบเชื่อมต่อในสมอง
วิธีใช้...Oil Extraction  น้ำมันกัญชา 

เมื่อเรากินน้ำมันกัญชา ตัวยาจะเดินทางผ่านตับ
จะเกิดกระบวนการเปลี่ยนเเปลงสาร THC เป็น 11-hydroxy-THC จากนั้น สารนี้จะเข้าไปในกระเเสเลือดเเละถูกส่งไป
ที่สมอง

สมองจะส่ง "MGSs" หรือ ตัวรับในสมอง ซึ่งจะผูกกับตำเเหน่งของเซลล์มะเร็ง เป็นการกระตุ้นกระบวนการที่เรียกว่า การตายของเซลล์แบบที่มีการโปรแกรมไว้แล้ว หรือ Programmed Cell Death เป็นการทำให้เซลล์มะเร็งตายไปตามปกติ อย่างที่เซลล์ในร่างกายได้ถูกกำหนดอายุเวลาเอาไว้เเล้ว น้ำมันกัญชาเป็นเพียงตัวกระตุ้นตัวรับสัญญานในสมอง เมื่อน้ำมันกัญชาที่มีเเคนนาบินอยด์ ผูกกับตำเเหน่งของเซลล์มะเร็ง จากนั้นตัวรับเเคนนาบินอยด์ในสมอง จะส่งสัญญานเข้าไปในร่างกาย เพื่อทำลายเซลล์มะเร็งชนิดต่างๆ หลายประเภท

การใช้นํ้ามันกัญชานั้นมีหลายวิธี แล้วแต่ความหนักเบาของโรค และตามอาการที่เป็น ได้แก่

1 ) วิธีการหยดใต้ลิ้น
- การใช้วิธีนี้จะทําการหยดนํ้ามันกัญชาลงบริเวณใต้ลิ้น เพื่อให้ยาดูดซึมเข้าร่างกายทันที ผ่านเส้นเลือดบริเวณโคนลิ้นและกระพุ้งแก้ม วิธีนี้ยาจะออกฤทธิ์ ภายใน 5-30 นาที และยาวนาน 3-6 ชม.
- วิธีนี้ยาจะออกฤทธิ์เร็วที่สุด แต่จะรับยาได้ไม่มากนัก เพราะออกฤทธิ์ โดยตรงต่อสมองจะทําให้ผู้ใช้เมาเสียก่อน
- ปริมาณที่ใช้คือ 1-10 หยด เหมาะกับการใช้แก้ปวดทันที คลายเครียด ช่วยการอยากอาหารและการนอนหลับ (20 หยด = 1 cc ) ถ้าผู้ป่วยหยด ตอนเช้า แล้วมีอาการง่วงนอนทั้งวัน ก็ให้ ลดปริมาณ และเปลี่ยนเวลา มาหยดใต้ลิ้นในช่วงตอนเย็น หรือหัวคํ่าเพื่อที่จะได้นอนยาวในคราวเดียว และให้ใช้เวลากลางวันกับครอบครัว โดยอาการมึนนี้ จะเป็นแค่ในช่วงแรก 5-7วันที่ใช้

2 ) วิธีการทานยาแบบแคปซูล
- ใช้แคปซูลเปล่าครับ ให้ผู้ใช้ทําการเอานํ้ามันในขวดมาหยดใส่แคปซูล เริ่มจาก 1 หยด แล้วค่อยๆเพิ่มไปเรื่อยๆ ใช้ทานก่อนนอน วิธีนี้ยาจะออกฤทธิ์ช้ากว่าการหยดใต้ลิ้น คือหลังจากทาน 30-60 นาที แต่ยาจะมีฤทธิ์อยู่ได้นานกว่าการหยดคือ 6-8 ชม. ช่วยให้ผู้ป่วยหลับสนิทยาวตลอดทั้งคืน
- วิธีนี้ยาจะเข้าไปในร่างกายตามระบบทางเดินอาหาร เหมาะกับการช่วยการนอนหลับและแก้ปวดระดับรุนแรงแทนการใช้มอร์ฟีนได้เลยสามารถทานได้ถึง 1-20 หยดต่อวัน

3 ) วิธีการเหน็บ
- วิธีนี้จะมีคลิปสอนทํายาเหน็บอีกทีนะครับ (น้ำมันมะพร้าว ผสม นํ้ามันกัญชา)
- หลักการก็คือเหน็บยาที่ทําเสร็จแล้วเข้าไปทางทวารหนัก เพื่อให้ยาดูดซึมที่ลําไส้ใหญ่เหมือนยาเหน็บทั่วไป และ การเหน็บยาเข้าทางช่องคลอดโดยตรง เพื่อให้ยาซึมเข้าร่างกายผ่านทางช่องคลอด การเหน็บช่องคลอดเหมาะ สําหรับกรณีมะเร็งปากมดลูก หรือ มะเร็งช่องคลอด
- วิธีนี้เหมาะสําหรับท่านที่เป็นมะเร็งระยะที่ 2 ขึ้นไป เพราะร่างกายสามารถรับยาได้ในปริมาณมากกว่าการหยดและการทาน คือ 1-2 ซีซี หรือ 40 หยดเลยทีเดียว โดยที่ไม่ทําให้มีอาการมึนเมา

4 ) การสวนทวาร
- วิธีนี้หลักการคือสวนยาที่ผสมตามอัตราส่วนแล้วเข้าไปทางทวารหนักผ่านสายยางเข้าไปในร่างกาย เพื่อให้ยาดูดซึมที่ลําไส้ใหญ่ ส่งตรงเข้าตับและส่งยากระจายทั่วร่างกายต่อไป
- โดยวิธีนี้ร่างกายจะรับยาได้มากที่สุดโดยที่ไม่ทําให้ผู้ป่วยเมา สามารถสวนได้ถึงวันละ 3 ครั้ง ปริมาณ 1-6 ซีซี หรือ 120หยด เลยทีเดียว เหมาะสําหรับผู้ป่วยมะเร็งระยะที่ 2 ขึ้นไป เพื่อให้ยาเข้าไปได้ความเข้มข้นมากพอจะฆ่าเชื้อ

วิธีการกินน้ำมันกัญชาในปริมาณที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยมะเร็งทั้งนี้ปริมาณการใช้ขึ้รอยู่กับความเข้มข้นและสภาพร่างกายของผู้ป่วย ควรทดสอบจากปริมาณน้อยก่อน

ผู้ป่วยมะเร็ง 1 คน ต้องบริโภคน้ำมันกัญชา 60 ml หรือ 60 กรัม ต่อคน โดยเเบ่งการกินในเเต่ละสัปดาห์ ดังนี้
ในสัปดาห์เเรกให้บริโภคปริมาณที่เเนะนำ เพื่อให้ร่างกายปรับตัว เนื่องจากคนที่ไม่เคยสูบกัญชามาก่อน จะไม่มี high tolerance หรือทนต่อสาร THC เข้มข้น ได้ต่ำ พูดง่ายๆคือ คอไม่เเข็ง อาจเกิดอาการใจเต้นรัว อาเจียนได้
ดังนั้นหลักการใช้จึงต้องเริ่มจากน้อย (1 หยด) แล้วค่อยๆเพิ่มไปหามาก(ระยะเวลาเพิ่มควรห่างกันเป็นเดือน) โดยหลักการก็คือ การนําเอายาเข้าไปในร่างกายให้มากที่สุด โดยที่ไม่ทําให้ผู้ใช้มึนมากเกิน กระทบกับการใช้ชีวิตประจําวันให้เสียไป ซึ่งร่างกายเราจะปรับตัวให้สามารถรับยาได้มากขึ้นเรื่อยๆตามลําดับ ( เข้าทางปากจะเมา เข้าทางทวารจะไม่เมา)

สัปดาห์ที่ 1
- กินก่อนอาหาร 3 เวลา เช้า กลางวัน เย็น ให้หยดของน้ำมันกัญชาเล็กเท่ากับครึ่งเมล็ดข้าว (1/2 half the size of a short grain of rice)

สัปดาห์ที่ 2 - 5
- ให้เพิ่มการบริโภคทุกๆ 4 วัน เช่น เริ่มต้นสัปดาห์ที่ 2 กินหยดน้ำมันกัญชาเท่ากับ 1 เมล็ดข้าว เช้า กลางวัน เย็น ก่อนอาหารเหมือนเดิม หลังจากผ่านไป 4 วัน เพิ่มปริมาณเป็น 2 หยด เช้า กลางวัน เย็น เป็นต้น

สัปดาห์ 5 - 12
- บริโภควันละ 1 กรัม หรือ 1 ml
สำหรับโรคอื่นๆ เช่น นอนไม่หลับ,multiple sclerosis,โรคหยุดหายใจขณะหลับ,โรคจิตเภท Schizophrenia สามารถรับประทานเเบบเดียวกันกับผู้ป่วยมะเร็ง ถ้าเป็นโรคทางกายภาพ อาการปวด หรือ กล้ามเนื้อ ให้ผสมในโลชั่นเเล้วทาภายนอกตรงที่ปวดได้

ผลข้างเคียงของการกินน้ำมันกัญชา
ตัวชา (body stoned) , ง่วงนอน , จะเกร็งตรงขมับบริเวณศรีษะนิดหน่อย หรือ อาจเกิดอาการหนักตา ตาปรือ ลืมตาไม่ค่อยขึ้น เนื่องจากเป็นยาระงับประสาทด้วย ทำให้จิตใจสงบ ใจเย็นลง เเละทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้นนิดหน่อย. ไม่เมาขึ้นหัว ไม่เกิดอาการหัวเราะ เเต่กล้ามเนื้อจะผ่อนคลาย